“อย่าแม้แต่จะคิดฝันว่าสายเลือดของเจ้าจะมีค่าพอจะหล่อเลี้ยงบัลลังก์นี้ได้ เอลาร่า”
เสียงกระซิบแหบพร่าดังก้องในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันคือเสียงที่กรีดแทรกผ่านม่านตาของมิติคู่ขนาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน เอลาร่าสะดุ้งสุดตัว ร่างบางสั่นเทาอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ในห้องบรรทมของปราสาทอลิสแตร์ ความเย็นเยียบจากไอแวมไพร์ที่อบอวลอยู่รอบกายเธอมันควรจะทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่นิมิตเมื่อครู่กลับทำให้ทุกอณูขนลุกชัน
เธอหอบหายใจถี่ สายตากวาดมองไปรอบห้องที่มืดสลัว แสงจันทร์เสี้ยวส่องลอดม่านกำมะหยี่สีเลือดเข้ามาเป็นลำจางๆ
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง อลิสแตร์ก้าวออกมา ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมสีเข้มขับให้ผิวที่ขาวจัดของเขายิ่งดูซีดเผือดเหมือนรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาสีอำพันคมกริบจดจ้องที่ใบหน้าเนียนใสของเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
เอลาร่าเม้มริมฝีปากแน่น เธอพยายามสะกดกลั้นสัญชาตญาณหมาป่าที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในอก “มันไม่ใช่แค่ฝัน อลิสแตร์... ข้าเห็นคาร์ลอส เขาไม่ได้ต้องการแค่ตัวข้า แต่เขาเห็น... เขาเห็นจุดจบ”
อลิสแตร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนเอลาร่าสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา มือหนาเชยคางเธอขึ้นให้สบตากับเขา “คาร์ลอสเป็นเพียงสุนัขจรจัดที่พยายามจะกัดกินดวงจันทร์ มันไม่มีทางทำสำเร็จ”
“แต่นิมิตนั้นมันชัดเจนมาก!” เธอตะคอกใส่เขาด้วยความลืมตัว ก่อนจะรีบเบนสายตาหลบ “ข้าเห็นเผ่าพันธุ์ของท่านล่มสลาย เห็นเลือดของพวกท่านนองเต็มผืนป่าทมิฬ และเห็น... เห็นตัวข้าเองที่เป็นคนฉีกกระชากหัวใจของท่านด้วยมือคู่นี้”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ความตึงเครียดพุ่งสูงจนแทบจะกลายเป็นสุญญากาศ อลิสแตร์ไม่ได้โกรธ แต่เขากลับโน้มตัวลงมาประชิด กดหน้าผากเข้ากับหน้าผากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขากระทบผิวหน้า ตัดกับความเย็นเยียบของร่างกายอย่างสิ้นเชิง
“ถ้าการตายด้วยมือเจ้า คือชะตากรรมที่ข้าหลีกเลี่ยงไม่ได้...” เขากระซิบเสียงพร่า แววตาเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันรุนแรงและมืดดำ “ข้าก็ขอเลือกที่จะดื่มด่ำกับรสชาติของมันก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย”
มือหนาของอลิสแตร์เลื่อนลงมาสัมผัสที่ลาดไหล่บาง แรงบีบที่หนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยสัมผัสแห่งการครอบครองทำให้เอลาร่ารู้สึกใจสั่นไหว มันคือความขัดแย้งที่แสนทรมาน—ระหว่างความกลัวต่อลางร้ายที่เห็น กับไฟเสน่หาที่เขาสุมให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เอลาร่าพยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ชายหนุ่มกลับคว้าเอวคอดของเธอไว้มั่น แล้วรวบเข้าหาตัวจนร่างกายปะทะกันเต็มแรง เขากดเธอลงกับฟูกนุ่ม กลิ่นกายหอมเย็นของดอกกุหลาบสีดำผสมกับกลิ่นโลหะจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแวมไพร์ทำให้อารมณ์ของเธอเตลิดเปิดเปิง
“อลิสแตร์... เราควรจะหาทางหยุดมัน ไม่ใช่มาทำแบบนี้”
“ความลุ่มหลงคือทางออกเดียวสำหรับเรื่องไร้สาระพวกนี้” เขากระซิบข้างใบหู ก่อนจะขบเม้มเบาๆ จนเธอสะท้านไปทั้งร่าง “ลืมเรื่องคาร์ลอส ลืมเรื่องนิมิตบ้าบอนั่นเสีย เพราะในตอนนี้... มีเพียงข้ากับเจ้า และความต้องการที่ข้าเก็บกดมาตลอดทั้งวัน”
เขาสอดมือเข้าไปในกลุ่มผมยาวสลวย บังคับให้เธอแหงนหน้าขึ้นรับสัมผัสจากริมฝีปากที่ประทับลงมาอย่างหิวกระหาย มันไม่ใช่จุมพิตที่อ่อนโยน แต่เป็นจุมพิตที่เรียกร้องและลงโทษ ราวกับจะพิสูจน์ว่าเธอยังคงเป็นของเขาเพียงคนเดียว
ในขณะที่สัมผัสของเขากำลังปลุกเร้าสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเอลาร่าให้ตื่นขึ้น ความรู้สึกผิดก็กัดกินใจเธอไปพร้อมกัน เธอตอบสนองเขาอย่างลืมตัว มือเรียวขยุ้มเสื้อคลุมของเขาไว้แน่น ร่างกายบิดเร้าไปตามจังหวะชักนำของอีกฝ่าย ทว่าในขณะที่ความเร่าร้อนกำลังพุ่งถึงจุดสูงสุด ทันใดนั้น... เสียงคำรามที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง
ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่าทั่วไป แต่มันคือเสียงคำรามของผู้นำฝูงหมาป่า—คาร์ลอส
อลิสแตร์ชะงัก ร่างกายของเขาเกร็งเขม็งในทันที เขาผละออกจากเอลาร่าด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวไปที่ระเบียงห้อง
เอลาร่ารีบหยัดกายขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เธอเดินตามเขาไปที่หน้าต่างเบื้องล่างของปราสาทท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง ร่างสูงกำยำของชายหนุ่มในชุดหนังสีดำยืนเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มเงาของหมาป่านับสิบตัว คาร์ลอสเงยหน้าขึ้นมองที่ห้องบรรทม ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็นที่ดูน่าเกรงขาม ดวงตาสีเงินวาวโรจน์ด้วยความแค้น
คาร์ลอสไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ชูมือขึ้นสูง ในมือของเขากำวัตถุชิ้นหนึ่งไว้แน่น... มันคือจี้ห้อยคอประจำตระกูลของเอลาร่าที่หายไปนาน ซึ่งมีความลับในการเปิดผนึกคุกใต้ดินนิรันดร์ที่กักขังบรรพบุรุษแวมไพร์ที่ทรงพลังที่สุดไว้
“เจ้าคิดว่าเจ้าคุมเกมได้งั้นหรือ อลิสแตร์?” เสียงตะโกนของคาร์ลอสกรีดผ่านความเงียบของราตรีมาถึงหูพวกเขา “นิมิตของนางไม่ได้บอกเจ้าใช่ไหม... ว่านางไม่ได้เป็นเพียงกุญแจดอกเดียว แต่นางคือ 'ภาชนะ' ที่จะใช้ปลุกกองทัพคนตาย!”
เอลาร่าหน้าถอดสี มือไม้สั่นเทาขณะกุมหน้าอกตนเอง ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะระเบิดออกมาจากภายในร่างกายของเธอเริ่มปะทุขึ้น อลิสแตร์หันกลับมามองเธอ สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธอีกต่อไป หากแต่เป็นความตกตะลึงที่เขาสุดจะเก็บงำ
แล้วจู่ๆ แผ่นดินใต้ปราสาทก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนโคมไฟบนเพดานร่วงหล่นแตกกระจาย เสียงหวีดร้องจากทั่วทั้งอาณาเขตดังขึ้นพร้อมกันราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเร้นลับและเสน่หาในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
เสน่หาอาคมเงาจันทร์•ตอนที่ 14
ฝันร้ายใต้ก้นบึ้ง
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เสน่หาอาคมเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!