กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า•ตอนที่ 22

ความจริงที่น่าตกใจ

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โลหิตอุ่นร้อนยังคงหยดติ๋งลงจากคมกระบี่ไร้ลักษณ์ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายปราณกระบี่ที่ยังคงหมุนวนคุกกรุ่นในบรรยากาศ ยามเมื่อเสียงหัวเราะเย้ยหยันของผู้อาวุโสเงาเพลิงมลายหายไปพร้อมกับร่างไร้ลมหายใจ ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวก็เข้าปกคลุมซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยมรกร้างแห่งนี้ทันที หลี่มู่เหวินยืนหยัดนิ่งสงบดั่งขุนเขา ปลายกระบี่ในมือไม่แม้แต่จะสั่นไหว ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวสวรรค์จดจ้องมองไปยังเศษกระดาษหนังมนตราที่ร่วงหล่นจากแขนเสื้อของศัตรู *“แดนลับสวรรค์เร้น”...* ชื่อนี้มิใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับเขา มันคือเงาทมิฬที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังความพินาศของสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์เมื่อสิบปีก่อน สำนักที่เคยรุ่งเรืองและอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะของอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่น้อง บัดนี้เหลือเพียงชื่อในความทรงจำและกองกระดูกขาวโพลน การได้ยินชื่อนี้อีกครั้งเปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งความแค้นที่สุมอกมานานแสนนาน ประกายตาสีครามเข้มวับวาวขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกดให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี "มู่เหวิน..." เสียงทุ้มนุ่มราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาวดังขึ้นแผ่วเบา ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากเงาไม้ เซียนหิมะจิวหลิงนางก้าวเข้ามาด้วยท่วงทีสง่างามราวกับเทพธิดาเดินดิน ทว่าแววตาคู่คมที่ปกติมักจะเย็นชาและหมางเมินต่อสรรพสิ่ง บัดนี้กลับฉายแววความห่วงใยและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด นางยื่นมือเรียวดั่งลำหยกออกไปหมายจะแตะลงบนหัวไหล่ที่แบกรับภาระอันหนักอึ้งของชายหนุ่ม หลี่มู่เหวินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยเสียงกังวานใส ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นพลังปราณที่ปั่นป่วนในตันтяะ (จุดศูนย์กลางพลังปราณ) เขาสบตาเข้ากับนางเซียนผู้สูงส่ง มุมปากหยักยิ้มฝืดฝืนขึ้นน้อย ๆ เป็นเชิงบอกว่าตนยังไหว "ข้าไม่เป็นไร... จิวหลิง" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย ทว่ายังคงความเย่อหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของวิถีกระบี่เช่นเดิม "ท่านแบกรับความแค้นนี้ไว้หนักหนาเกินไปแล้ว" จิวหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มันเต็มไปด้วยความห่วงใยลึกซึ้ง นางกวาดสายตามองไปยังเศษกระดาษหนังมนตราที่สลักลวดลายประหลาดรูปดวงตาเปิดสามข้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแดนลับสวรรค์เร้น "ศัตรูมิได้มีเพียงแค่เหล่ามือสังหารปลายแถวที่พวกเราเพิ่งกำจัดไป ขุมกำลังระดับแดนลับสวรรค์เร้นรากฐานหยั่งลึกเข้าสู่รากแก้วของยุทธภพมานับพันปี การจะกระชากหน้ากากพวกมันออกมา... มิใช่เรื่องที่จะทำได้ด้วยการใช้กำลังเพียงชั่วข้ามคืน" "ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฟ้า ล้างบางมันจนสิ้นซาก ข้า... หลี่มู่เหวิน ก็จะทำ" ชายหนุ่มกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ดุจประกาศิตจากสวรรค์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ดวงตาของเขาฉายประกายเจิดจ้าดั่งดาราในคืนเดือนมืด "สิบปีที่ผ่านมา ข้าฝึกฝนวิถีกระบี่จนบรรลุถึงขั้นไร้ลักษณ์ ก็เพื่อวันนี้... วันที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณนับร้อยของสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์!" จิวหลิงมองท่าทีที่ทระนงองอาจของชายหนุ่ม หัวใจอันเย็นชาและปิดตายมาตลอดชีวิตของนางพลันเกิดระลอกคลื่นไหววุ่น นางเข้าใจเขาดี ยิ่งกว่าผู้ใดในใต้หล้า เพราะนางเองก็เคยผ่านหุบเหวแห่งความโดดเดี่ยวและการสูญเสียมาเช่นกัน ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรที่อันตรายและโดดเดี่ยว ทำให้หัวใจของนางยอมจำนนต่อบุรุษผู้นี้อย่างหมดสิ้น "ถ้าเช่นนั้น... ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นหุบเหวอเวจีหรือทัณฑ์อัสนีบาตสวรรค์ ข้า... จะเคียงข้างท่านไปจนถึงที่สุด" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยว และจริงจัง ดวงตาคู่งามจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเขา ราวกับจะยืนยันว่าคำพูดนี้คือกฎเกณฑ์ที่แม้แต่สวรรค์ก็มิอาจฝ่าฝืน หลี่มู่เหวินรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางความหนาวเหน็บของยุทธภพ เขายื่นมือออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แน่นสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ไม่อาจหาได้จากที่ใดในโลกหล้า ทันใดนั้นเอง! บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน ลมปราณรอบบริเวณที่เคยนิ่งสงบกลับปั่นป่วนรุนแรงราวกับคลื่นพายุคลั่ง เงาสะท้อนจากเศษกระดาษหนังมนตราที่อยู่บนพื้นดินพลันเปล่งแสงสีม่วงดำทะมึนออกมา อักขระโบราณนับร้อยตัวลอยคว้างขึ้นสู่อากาศ ก่อตัวเป็นภาพลวงตาของค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติขนาดย่อม! "ระวัง!" หลี่มู่เหวินตวัดแขนดึงร่างของจิวหลิงเข้าสู่อ้อมอก พร้อมกับชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักอีกครั้งด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ขยายออกเป็นรัศมีป้องกันรอบกาย ทว่า... สิ่งที่ปรากฏออกมาจากค่ายกลนั้น มิใช่สัตว์อสูรหรือมือสังหาร หากแต่เป็น... ป้ายหยกโบราณสลักลวดลายคุ้นตา ชุ่มโชกไปด้วยหยาดโลหิตสด ๆ ที่ยังคงร้อนระอุ และกลิ่นอายลมปราณสายหนึ่งที่แผ่พุ่งออกมาจากป้ายหยกนั้น... ทำให้ร่างของหลี่มู่เหวินถึงกับแข็งค้าง ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ นั่นคือ... ป้ายประจำตัวของ "ผู้อาวุโสไป๋" ศิษย์พี่ใหญ่ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปพร้อมกับคัมภีร์ลับสุดยอดของสำนักเมื่อสิบปีก่อน! และก่อนที่ทั้งสองจะได้ตั้งตัว เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ก้าวทะลุผ่านม่านค่ายกลออกมา พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าเย็นเยียบที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วผืนป่า *“ฮ่าๆๆๆ... หลานชายหลี่... เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า ศิษย์พี่ใหญ่ผู้แสนดีของเจ้า... เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำจริง ๆ?”* หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะชื่นชอบและอินไปกับบทนี้นะครับ... มังกรครามท่องภพ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%