เสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงก้องกังวานบาดแก้วหู ราวกับคมมีดนับพันเล่มที่กรีดแทะโสตประสาทของหลี่มู่เหวิน ความมืดมิดในยามราตรีมิได้น่ากลัวเท่ากับเงาอดีตที่บิดเบี้ยว คำพูดทิ้งท้ายของศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยยังคงทิ้งรอยแผลเป็นฉกรรจ์ไว้ในใจของหลี่มู่เหวิน
*“ฮ่าๆๆๆ... หลานชายหลี่... เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า ศิษย์พี่ใหญ่ผู้แสนดีของเจ้า... เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำจริง ๆ?”*
ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นภายใต้คราบนักบุญกำลังจะถูกกระชากหน้ากาก แต่ในขณะที่ลมหายใจของหลี่มู่เหวินกำลังร้อนระอุด้วยเพลิงโทสะ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะแรกฤดู กลับก้าวเข้ามาขวางเบื้องหน้าของเขา กลิ่นอายความเย็นเยือกที่บริสุทธิ์และสูงส่งแผ่ซ่านออกมาเพื่อกดข่มจิตสังหารที่กำลังจะระเบิดออกของชายหนุ่ม
เซียนหิมะจิวหลิงมองหน้าหลี่มู่เหวินด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง ความเย็นชาที่นางมักใช้ต้านทานผู้คนทั่วหล้า บัดนี้กลับเจือด้วยประกายความห่วงใยที่ลึกล้ำราวกับหุบเหว
"มู่เหวิน... หยุดก่อน" น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าทรงพลัง กังวานราวกับเสียงระฆังสำนักเซียน "จิตมารกำลังกัดกินเส้นชีพจรปราณของเจ้า อย่าปล่อยให้คำลวงของมันทำลายตบะที่เจ้าเพียรบำเพ็ญมาหลายปี"
หลี่มู่เหวินกำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ปราณกระบี่ไร้เงารอบตัวปั่นป่วนจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นรอยร้าวสีดำ เขาสบตากับนางเซียนผู้กุมหัวใจของเขาไว้ทั้งหมด ความดุดันในดวงตาค่อย ๆ อ่อนแสงลงเหลือเพียงความร้าวราน
"จิวหลิง... เจ้าก็สัมผัสได้ใช่หรือไม่?" เสียงของหลี่มู่เหวินแหบพร่า "เบาะแสทั้งหมดชี้ไปที่มัน... คนที่ข้าเคารพดั่งพี่ชายแท้ ๆ กลับเป็นผู้ทรยศที่ลงมือปลิดชีพอาจารย์"
จิวหลิงทอดถอนหายใจยาวนาน นางเอื้อมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบราวกับหยกสลักมาแตะที่หลังมือของเขา ไอเย็นจากกายของนางไหลซึมผ่านผิวเนื้อ ช่วยชำระล้างพิษโลหิตและจิตสังหารที่กำลังแผดเผาร่างกายของหลี่มู่เหวินให้สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
"ข้ารู้... ข้ารู้ดีว่าความแค้นนี้หนักหนาเพียงใด" จิวหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น นางหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบลงไปอีก "แต่... ข้าคงต้องไปจากที่นี่ก่อน"
หลี่มู่เหวินชะงักงัน ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
"สำนักกระบี่สวรรค์ของข้ากำลังประสบวิกฤตภายใน" จิวหลิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางมีความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีอันสง่างาม "ผู้อาวุโสฝ่ายซ้ายแอบลักลอบฝึกวิชาต้องห้ามจากแดนปีศาจ พวกมันกำลังรอจังหวะที่ข้าไม่อยู่เพื่อยึดครองตำแหน่งเจ้าสำนัก หากข้าไม่รีบกลับไปจัดการ... เคล็ดวิชาหิมะสวรรค์พันปีอาจตกไปอยู่ในมือของมารร้าย และถึงตอนนั้น..."
นางเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ข้าจะไม่สามารถยืนเคียงข้างเจ้าในวันที่เจ้าต้องชำระหนี้เลือดนี้ได้อีก"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายลมยามวิกาลที่พัดผ่านยอดไม้ ราวกับโลกกำลังกลั้นหายใจรอฟังการตัดสินใจของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตน
หลี่มู่เหวินมองสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางคือผู้เดียวในยุทธภพที่ทำให้อารมณ์อันแข็งกร้าวของเขาอ่อนโยนลงได้ นางคือเกราะคุ้มกันจิตใจในยามที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว และบัดนี้ นางกำลังจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ในสำนักของตนเองตามลำพัง
"เจ้าจะต้องไปจริง ๆ หรือ?" หลี่มู่เหวินเอמהถามเสียงต่ำ คล้ายเสียงคำรามจากสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ
"นี่คือภาระหน้าที่ของข้า เช่นเดียวกับที่เจ้ามีหน้าที่ต้องล้างแค้นให้จารย์" จิวหลิงกล่าวตอบอย่างเด็ดเดี่ยว นางขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกเหมยในฤดูหนาวโชยเข้าจมูก "การแยกทางชั่วคราวครั้งนี้ มิใช่เพื่อลาจาก... แต่เพื่อที่เราจะแข็งแกร่งพอที่จะกลับมาพบกันอีกครั้งในจุดสูงสุดของยุทธภพ"
นางยกมือขึ้นสัมผัสแก้มของเขาแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและสั่นเทาเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดในใต้หล้าได้เห็นนอกจากเขาเพียงคนเดียว
"ดูแลตัวเองด้วย มู่เหวิน... อย่าเพิ่งตายจนกว่าข้าจะกลับมาทวงสัญญา"
พูดจบ จิวหลิงก็หมุนตัวกลับ ร่างของนางกลายเป็นแสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าวยามราตรี ราวกับดาวตกที่สวนทางกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน นางจากไปอย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้หลี่มู่เหวินยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
หลี่มู่เหวินยืนนิ่งงันมองตามแสงสีขาวนั้นจนลับตา ความรู้สึกสูญเสียชั่วขณะแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณที่พลุ่งพล่านขึ้นมาใหม่อย่างบ้าคลั่ง กระบี่เดียวดายในฝักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับรับรู้ถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ที่ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งในใจผู้เป็นนาย
"แยกทางชั่วคราวอย่างนั้นหรือ..." หลี่มู่เหวินพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกยิ้มเยียบเย็น ดวงตาสะท้อนประกายแสงสีครามคมกราบ
ในเมื่อนางเลือกที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคเบื้องหน้า เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอ่อนแอเช่นกัน
ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อ ปราณกระบี่ไร้เงาระเบิดออกรอบตัวจนพื้นดินรอบกายยุบตัวลงเป็นรัศมีสาม丈 (สิบเมตร) เขากำลังจะก้าวเท้าออกเดินทางเพื่อไปสะสางบัญชีแค้นกับศิษย์พี่ใหญ่ตามเบาะแสใหม่ที่เพิ่งได้รับ
ทว่า... ในวินาทีที่เท้าก้าวออกไปนั้นเอง
"ตึง!"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับภูเขาถล่มดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงร้อยก้าว กลิ่นอายปราณที่ชั่วร้ายและกดดันจนแทบหยุดหายใจแผ่ซ่ายปกคลุมทั่วบริเวณ ราวกับพญายมที่ก้าวออกมาจากขุมนรก
หลี่มู่เหวินหยุดชะงัก หรี่ตาลงมองเงาร่างหนึ่งที่ค่อย ๆ ก้าวพ้นจากม่านหมอกราตรี ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากกระดูกอสูรที่น่าสะพรึงกลัว และที่สำคัญที่สุด... ในมือของมันถือกระบี่ที่สลักลวดลายคุ้นตาอย่างยิ่งยวด
กระบี่ประจำกายของอาจารย์ที่ควรจะหายสาบสูญไปในคืนวันเกิดเหตุ!
"ศิษย์น้องเล็ก... เจ้าคิดว่าจะไปไหนหรือ?" เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเหล็กเสียดสีกันดังลอดออกมาจากหน้ากากอสูร "ในเมื่อศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่ได้มอบ 'ของขวัญ' ชิ้นสุดท้ายให้แก่เจ้า... เจ้าจะรีบตายไปพบอาจารย์เร็วกว่ากำหนดไม่ได้หรอกนะ!"
หลี่มู่เหวินนิ่งค้างไปชั่วลมหายใจ ร่างกายชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า ปมปริศนาที่เขากำลังตามหา บัดนี้มันมิได้หลบซ่อนอยู่ในเงาอีกต่อไป แต่มันกำลังเดินมาหาเขาด้วยตัวเองแล้ว!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับผม มังกรครามท่องภพ นะครับ
กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า•ตอนที่ 23
แยกทางชั่วคราว
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!