กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในความมืดมิดของหุบเขาหมอกทมิฬ หาใช่กลิ่นอายของธรรมชาติ หากแต่เป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่ถูกสะสมมานับแรมปี
หุบเขาอสูรโลหิต... รังลับของสำนักมารโลหิตสวรรค์ที่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในยุทธภพต่างพากันหวาดผวาจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยนามยามค่ำคืน ทว่าในยามนี้ เบื้องหน้าประตูหินมหึมาที่สลักลวดลายอสูรแยกเขี้ยวตนนรก กลับมีเงาร่างหนึ่งยืนหยัดอยู่อย่างโดดเดี่ยว
หลี่มู่เหวินมิได้เร่งรีบพังทลายค่ายกล เขาเพียงยืนกอดอก มือขวาอิงแอบอยู่เหนือ ด้ามกระบี่บิน "ชิงอวิ๋น" ที่เหน็บไว้ด้านหลังอย่างเกียจคร้าน สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองค่ายกลโลหิตพันอสูรที่แผ่ไอพลังสีชาดระยิบระยับอยู่เบื้องหน้า
"มดปลวกจอมปลอม คิดใช้เลือดมนุษย์นับพันมาหล่อหลอมวิถีมารของพวกเจ้า ช่างน่าสมเพชเสียจริง"
เสียงทุ้มต่ำหลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม น้ำเสียงนั้นราบเรียบ เย็นชา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่ากลับทรงพลังราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของผู้ที่แอบซ่อนอยู่หลังประตู
ครืนนน!
ประตูหินหนักหลายหมื่นชั่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นโถงบูชาเลือดที่กว้างใหญ่ไพศาล ด้านในเต็มไปด้วยเสาหินอสูรและศቀสาวกสำนักมารนับร้อยชีวิตที่กำลังยืนล้อมรอบแท่นบูชาตรงกลาง ผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกมันคือ "ราชันโลหิตหมื่นพิษ" ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักมาร ผู้มีชื่อเสียงในการใช้พิษโลหิตกลืนกินวิญญาณ
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่เหวิน!" เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งนกแสกดังสะท้อนก้องกังวาน ราชันโลหิตหมื่นพิษก้าวออกมาจากเงาของเสาหิน ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ รอยแผลเป็นลากยาวจากหน้าผากถึงคาง ดวงตาแดงก่ำราวกับโลหิตสดๆ "เจ้าเด็กโง่ คิดว่ามีชื่อเสียงจากการประลองกระบี่แล้วจะกำ่ายสำนักมารของเราได้หรือ? เจ้าบังอาจบุกมาถึงรังลับตัวคนเดียว... นี่คือความโง่เขลา หรือความอวดดีที่ไร้สมองกันแน่!"
หลี่มู่เหวินไม่ได้ตอบคำถามนั้น ดวงตาสนิทสีนิลของเขาเพียงมองลึกเข้าไปในโถงบูชา ภาพเงาร่างของอาจารย์ที่เคยถูกพวกมันสังหารอย่างโหดเหี้ยมเมื่อสี่ปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ความแค้นที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณบัดนี้เริ่มแผดเผา ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์รอบกายของเขาพลอยแปรเปลี่ยนเป็นระลอกคลื่นสีฟ้าครามที่หมุนวนอย่างดุร้าย อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะๆ
"ความอวดดีงั้นหรือ?" หลี่มู่เหวินขยับริมฝีปากเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้บรรยากาศภายในโถงลดฮวบลงจนติดลบ "สำหรับพวกสุนัขรับใช้ที่มือเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์ ข้าเรียกว่า 'การพิพากษา'"
"สามหาว! ฆ่ามัน!"
คำสั่งเดียวจากปากราชันโลหิตหมื่นพิษ ทำให้เหล่าสาวกสำนักมารนับร้อยชีวิตพุ่งทะยานเข้าใส่ราวกับฝูงตั๊กแตนปาทาน ประกายแสงจากอาวุธลับ พิษร้าย และยันต์อสูรพุ่งเข้าใส่หลี่มู่เหวินจากทุกทิศทุกทาง ปิดตายทุกเส้นทางหนีอย่างไร้ความปรานี
ทว่า... หลี่มู่เหวินหาได้คิดหนี
ฟรึบ!
ร่างของเขาเลือนหายไปจากจุดเดิมในพริบตา ความเร็วของเขานั้นเหนือล้ำเกินกว่าสายตาของเหล่าสาวกมารจะตามทัน ประกายกระบี่สีครามสพลันวาบขึ้นครั้งหนึ่งในความมืด ดั่งสายฟ้าที่ผ่าลงกลางพายุฝน
ฉวะ! เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังประสานกันเป็นเสียงเดียว
หัวของสาวกมารสามคนแรกหลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสดๆ พุ่งฉีดกระเซ็นย้อมผนังหินสีดำให้กลายเป็นสีแดงฉาน ทว่าพวกมันยังไม่ทันได้ล้มลง ร่างของหลี่มู่เหวินก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งที่กลางวงล้อม กระบี่ในมือขวาถูกชักออกมาจากฝักเพียงครึ่งคืบ แต่รัศมีกระบี่ที่แผ่ออกมากลับแหลมคมเสียจนกรีดแทะผิวหนังของเหล่ามารจนเป็นแผลเหวอะหวะ
"วิชากระบี่สลายวิญญาณ... เจ้า... เจ้าบรรลุถึงขั้นผสานกระบี่กับจิตแล้วหรือ?!" ราชันโลหิตหมื่นพิษหน้าถอดสี ท่าทีเย่อหยิ่งเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มวัยเยาว์ผู้นี้มีพลังตบะที่ล้ำลึกเกินกว่าวัยไปไกลโข
"สายไปที่จะรู้ตัว"
หลี่มู่เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ร่างของเขาหมุนคว้างกลางอากาศราวกับพายุหมุนกระบี่ ทุกครั้งที่กระบี่ในมือวาดผ่าน จะมีชีวิตของเหล่ามารดับสูญไปอย่างไร้การต่อต้าน เลือดสีคล้ำสาดกระเซ็นราวกับสายฝนโปรยปราย กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวลไปทั่วทุกอณูอากาศ นี่คือวิถีกระบี่ที่ไร้ความปรานี นี่คือวิถีของคนที่เหยียบย่างอยู่บนกองซากศพเพื่อทวงคืนความยุติธรรม
ทว่า ท่ามกลางการสังหารอันดุเดือดนั้น สติสัมปชัญญะของหลี่มู่เหวินกลับแจ่มชัดยิ่ง นางเซียนจิวหลิงเคยกล่าวไว้ก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่นี่ว่า— *'วิชามารโลหิตมีความลี้ลับซ่อนอยู่ ระวังอย่าให้จิตใจถูกกลืนกินโดยไอโลหิต'*
คำเตือนนั้นดังก้องอยู่ในหัว ทำให้หลี่มู่เหวินสามารถควบคุมสติไม่ให้จมดิ่งไปกับความบ้าคลั่งของการฆ่าฟัน เขายังคงรักษาจังหวะการหายใจและลมปราณได้อย่างมั่นคง
ฉับพลันนั้นเอง!
เมื่อสาวกมารครึ่งหนึ่งล้มตายลง ราชันโลหิตหมื่นพิษก็คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว มันกัดปลายนิ้วของตนเองจนเลือดพุ่งทะลัก แล้ววาดอักขระโลหิตกลางอากาศอย่างไร้ความปรานี แท่นบูชาตรงกลางโถงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนที่โลงศพหินสีดำสนิทโลงหนึ่งจะผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
ครืดดด... โลงศพถูกเปิดออกด้วยแรงพลังปราณมารที่น่าสะพรึงกลัว!
ร่างเงาปริศนาที่สวมชุดเกราะกระดูกสีขาวโพลนก้าวออกมาจากโลงศพ ดวงตาทັງสองข้างกลวงโบ๋ ทว่ากลับมีเปลวเพลิงสีเขียวมรกตลุกโชนอยู่ภายใน ไอพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกดทับจนหลี่มู่เหวินต้องขยับถอยหลังไปครึ่งก้าว
"หึหึ... หลี่มู่เหวิน เจ้าคิดว่าข้ามีเพียงสาวกกระจอกเหล่านี้หรือ? นี่คือ 'ราชครูมารโลหิต' ยอดฝีมือในอดีตที่ถูกข้าหลอมรวมเป็นหุ่นเชิดโลหิต ต่อให้เจ้ามีฝีมือล้ำเลิศเพียงใด ก็ไม่มีทางเอาชนะมันได้หรอก!" ราชันโลหิตหมื่นพิษหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง เลือดไหลออกจากมุมปากเนื่องจากการใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม
หุ่นเชิดโครงกระดูกพุ่งเข้าหาหลี่มู่เหวินด้วยความเร็วดั่งอสุนีบาต หมัดที่เคลือบด้วยไอพิษสีเขียวซัดเข้าใส่หน้าอกของชายหนุ่มโดยตรง!
ปัง!
แรงปะทะมหาศาลทำให้ร่างของหลี่มู่เหวินไถลถอยหลังไปหลายสิบก้าว รอยเท้าลึกปรากฏบนพื้นหินแกรนต์ เลือดสดๆ ไหลรินออกจากมุมปากของเขา ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายความดุดันและเยือกเย็นมากขึ้นเป็นทวีคูณ
เขายกมือขึ้นปาดคราบเลือดที่มุมปาก ชำเลืองมองหุ่นเชิดโครงกระดูกเบื้องหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
"หุ่นเชิดไร้จิตวิญญาณ ต่อให้แข็งแกร่งปานใด... ก็เป็นได้แค่เศษกระดูกที่รอวันแตกสลายเท่านั้น"
หลี่มู่เหวินสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณทั้งหมดเข้าสู่จุดตันติน กระบี่ชิงอวิ๋นในมือสั่นระริก เสียงร้องของคมกระบี่ดังกังวานเสียดฟ้า ราวกับมันกำลังกระหายเลือดของศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวเท้าพุ่งทะยานออกไปเพื่อปิดฉากการต่อสู้ แผ่นดินใต้เท้าของเขากลับสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวมาจากปากทางเข้าหุบเขาหมอกทมิฬ พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณอันหนทึบและคุ้นเคยที่แผ่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายดอกเหมันต์ ปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าโถงบูชาในชั่วพริบตา ใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าแววตากลับจับจ้องมาที่หลี่มู่เหวินด้วยประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งงัน
"จิวหลิง? เจ้า..." หลี่มู่เหวินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง
และก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใดออกไป ราชันโลหิตหมื่นพิษที่เห็นว่ามีผู้มาเยือนเพิ่ม กลับแผดเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาสุดเสียง พร้อมกับดีดนิ้วส่งสัญญาณบางอย่าง
"ฮ่าๆๆๆ มากันครบชุดพอดี! คิดหรือว่าข้าจะเปิดรังลับให้พวกเจ้าเข้ามาตายง่ายๆ... ค่ายกลระเบิดโลหิตพันปี... ทำงาน!"
พริบตานั้น อักขระโลหิตนับพันรอบโถงบูชาก็เปล่งแสงสีแดงฉานแสบตา แรงดันวิญญาณมหาศาลเริ่มปั่นป่วน พื้นดินใต้ร่างของเซียนหิมะจิวหลิงและหลี่มู่เหวินแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เปลวเพลิงสีเลือดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่งในพริบตา!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับผม มังกรครามท่องภพ นะครับ
กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า•ตอนที่ 24
โดดเดี่ยวในดงศัตรู
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!