โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นย้อมปฐพีจนกลายเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วหุบเขาหมื่นอสูร ราวกับมหาสมุทรโลหิตที่ถูกกวาดซัดด้วยพายุคลั่ง
เบื้องหน้าของหลี่มู่เหวินคือคลื่นมนุษย์นับร้อยจากสำนักมารโลหิตโลกันตร์ พวกมันล้วนเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสูง แววตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความโลภ ความเหี้ยมเกรียม และจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาราวกับอสูรร้ายหลุดจากขุมนรก แต่ทว่า... ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวล้ำเข้ามาในรัศมีสามเชียะรอบตัวเขาแม้แต่คนเดียว
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของเหล่ามารร้าย และเสียงหยดโลหิตที่ไหลรินจากคมกระบี่ในมือของบุรุษหนุ่ม
"หลี่มู่เหวิน เจ้าสำนึกผิดตอนนี้ก็ยังไม่สาย" เสียงแหบพร่าดั่งเสียงอีกาผีของผู้อาวุโสสำนักมารดังขึ้น ท่ามกลางหมู่ศัตรูที่รายล้อม "ส่งตัวนางเซียนหิมะผู้นั้นมาให้พวกเราเสีย นางคือทายาทแห่งโอสถบรรพกาล เลือดเนื้อของนางจักทำให้ประมุขของเราบรรลุเคล็ดวิชาอมตะ ส่วนเจ้า... หากยอมสยบแต่โดยดี ข้าจะไว้ชีวิตให้เจ้าได้ตายอย่างสงบ"
หลี่มู่เหวินมิได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย เขายืนหยัดตระหง่านดั่งขุนเขาค้ำฟ้า ร่างกายกำยำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีครามชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและคราบเลือด แต่มันกลับขับเน้นให้รัศมีแห่งความองอาจน่าเกรงขามยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แววตาคู่คมกริบดั่งพญาอินทรีมองกราดยอดฝีมือร้อยชีวิตด้วยความเย้ยหยันและสมเพช
"วาจาเพ้อเจ้อของสุนัขข้างถนน... น่ารำคาญยิ่งนัก"
น้ำเสียงของหลี่มู่เหวินราบเรียบ เยือกเย็น ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจคนฟัง เขาก้มลงมองสตรีที่นั่งพิงกายอยู่กับโขดหินเบื้องหลัง นางเซียนหิมะจิวหลิง ยามนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางเปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือด อาการบาดเจ็บจากการฝืนใช้พลังปราณกระตุ้นค่ายกลโบราณเมื่อครู่ ทำให้ลมปราณของนางปั่นป่วน ใบหน้ายามปกติที่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง บัดนี้กลับซีดขาวไร้สีเลือด แต่ดวงตาคู่สวยที่มองมายังหลี่มู่เหวินกลับฉายแววอาทรและห่วงหาอย่างลึกซึ้ง
"มู่เหวิน... ท่านไม่ควรเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เพื่อข้า" จิวหลิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย นางย่อมรู้ดีว่าศัตรูในครานี้หาใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นยอดฝีมือที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อการสังหารโดยเฉพาะ
หลี่มู่เหวินเหลือบสายตากลับมามองนาง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นอบอุ่นและเด็ดเดี่ยวในคราเดียวกัน ท่ามกลางมหันตภัยที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาทั้งเป็น
"หลับตาลงเสีย... จิวหลิง" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงหลายส่วน ต่างจากยามพูดกับศัตรูลิบลับ "ข้าเคยให้สัญญากับวิญญาณท่านอาจารย์ไว้แล้ว ว่าในชาตินี้... แม้ฟ้าดินจะล่มสลาย แม้ทัณฑ์สวรรค์จะลงทัณฑ์ ข้าก็จะปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้องด้วยคมกระบี่ในมือนี้ สตรีที่ข้า... หลี่มู่เหวินเลือกแล้ว ต่อให้เป็นเงาพญาอสุราหน้าไหน ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผม"
หัวใจของจิวหลิงกระตุกวูบ ความเย็นชาที่นางสะสมมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรถูกหลอมละลายลงในพริบตา นางเม้มริมฝีปากแน่น ยอมหลับตาลงตามคำสั่งของเขาอย่างเชื่อใจ เพราะนางรู้ดีว่า... บุรุษผู้นี้พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น เขาคือกระบี่เดียวดายผู้ไม่เคยเอ่ยคำกล้าหาญอย่างไร้ความหมาย
"ฆ่ามัน! อย่าให้มันพูดมาก!"
เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากผู้อาวุโสสำนักมาร ทนไม่ได้ที่เห็นเหยื่อแสดงความอาจหาญใส่ สิ้นเสียงนั้น คลื่นปราณสีดำทมิฬนับร้อยสายก็พุ่งทะยานเข้าหาหลี่มู่เหวินดั่งห่าฝน ประกายแสงจากอาวุธเวทนานาชนิดสาดส่องตัดความมืดมิดของหุบเขาจนสว่างวาบ แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว
ทว่า หลี่มู่เหวินมิได้ขยับถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
เขาหลับตาลงชั่วพริบตา ซึมซับสัมผัสแห่งสายลมที่พัดผ่านคมกระบี่ในมือ เคล็ดวิชา "กระบี่เดียวดาย ไร้เงา" ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากห้วงสำนึกอันล้ำลึกไหลเวียนผ่านชีพจร ทะลวกลมปราณทั่วร่างให้ระเบิดพลังสูงสุดออกมาในคราเดียว
พรึบ!
ดวงตาของหลี่มู่เหวินลืมโพลงขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีฟ้าครามดั่งมังกรสะท้อนอยู่ในหน่วยตาคู่นั้น มันคือกBreathing Technique ที่ผสานลมหายใจเข้ากับวิถีกระบี่ ร่างกายของเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกับศาสตราวุธ
"วิชาดาบมารผลาญโลหิต!" ยอดฝีมือแถวหน้าตวัดดาบยาวเล่มมหึมาฟันลงมาหมายผ่าร่างของเขาเป็นสองซีก
หลี่มู่เหวินไม่หลบหลีก เขายกกระบี่ขึ้นต้านรับด้วยมือเดียวอย่างไม่แยแส
เคร้งงงง!
ประกายไฟจากการปะทะแตกกระจายดั่งดอกไม้ไฟ แรงสะท้อนจากการปะทะทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเป็นคลื่น แต่ร่างของหลี่มู่เหวินกลับมั่นคงดั่งขุนเขา ทว่าศัตรูผู้ลงมือกลับกระอักเลือดออกมาคำโต แขนชาด้านจนดาบหลุดจากมือ ก่อนที่ร่างของมันจะถูกพลังปราณสะท้อนกลับจนแหลกสลายเป็นจุล!
"กระบี่แรก... ตัดสินความเป็นความตาย"
หลี่มู่เหวินพึมพำเสียงต่ำ ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับภาพติดตา ความเร็วของเขานั้นเหนือล้ำเกินกว่าสายตาของยอดฝีมือสำนักมารจะติดตามทัน ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวผ่าน ทิ้งประกายกระบี่สีครามไว้เบื้องหลังดั่งรอยจารึกแห่งความตาย
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังประสานกันระงม โลหิตพุ่งทะลักขึ้นสู่ท้องฟ้าย้อมเมฆาให้กลายเป็นสีชาด ยอดฝีมือสำนักมารสิบคนแรกที่พุ่งเข้ามา ล้มฟุบลงไปกองกับพื้นในเวลาเพียงลมหายใจเดียว โดยที่พวกมันยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคมกระบี่ของเขาผ่านลำคอไปตั้งแต่เมื่อใด
ความฮึกเหิมของเหล่ามารร้ายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสังเวช พวกเขาพบว่าตนเองไม่ได้กำลังต่อสู้กับมนุษย์ แต่กำลังเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชในร่างมนุษย์ผู้ไร้เทียมทาน
"มันมีคนเดียว! ล้อมมันไว้! ใช้ค่ายกลร้อยอสูรโลหิต!" ผู้อาวุโสสำนักมารแผดเสียงสั่งการด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก
ยอดฝีมือที่เหลือร่วมร้อยชีวิตรีบแปรขบวนท่าทันที พลังปราณสีดำนับร้อยสายหลอมรวมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นเงาอสูรกายสามหัวพ่นไฟสีเขียวมหึมา พุ่งเข้าใส่หลี่มู่เหวินจากทุกทิศทุกทาง ปิดตายทุกเส้นทางหนีอย่างไร้ช่องโหว่ แรงกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะบดขยี้ภูเขาให้ราบคาบในพริบตา
หลี่มู่เหวินเงยหน้าขึ้นมองอสูรกายเงาปราณที่กำลังพุ่งเข้ามา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง แววตาทระนงสะท้อนภาพอสูรร้ายโดยปราศจากความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
มือหนากำด้ามกระบี่มั่น ถ่ายเทลมปราณทั้งหมดเข้าสู่ตัวกระบี่จนมันส่งเสียงกรีดร้องก้องกังวานดั่งมังกรครามคำรามเรียกฝนฟ้า
"วิถีกระบี่ของข้า... ไม่เคยมีคำว่าจำนนต่อฟ้าดิน แล้วไยเจ้าสุนัขรับใช้พวกนี้จึงสมควรให้ข้าต้องหลบเลี่ยง?"
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังปราณระเบิดออกรอบตัวจนพื้นดินรอบรัศมีสิบจั้งยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึก ร่างของเขาพุ่งทะยานสวนทางกับอสูรกายเงาปราณดั่งดาวตกสีครามที่แหวกว่ายผ่านความมืดมิด
ตู้มมมมม!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขาหมื่นอสูร คลื่นกระแทกมหาศาลกวาดเอาต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณปลิวหายไปในพริบตา ฝุ่นควันตลบอบอวลจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ความเงียบสงบชั่วขณะเข้าปกคลุม ท่ามกลางควันสีเทาที่ค่อยๆ จางลง...
หลี่มู่เหวินยืนหยัดนิ่งสงบอยู่ที่เดิม
เสื้อผ้าอาภรณ์มีรอยขาดวิ่นเล็กน้อย แต่ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ เบื้องหน้าของเขาคือซากศพของยอดฝีมือสำนักมารที่นอนเกลื่อนกลาดนับร้อยชีวิต อสูรกายเงาปราณถูกผ่าออกเป็นสองส่วนและสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังจะคลี่คลายลง และหลี่มู่เหวินกำลังจะหันกลับไปหาจิวหลิง...
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือดังขึ้นแผ่วเบา ทว่ากลับก้องกังวานชัดเจนราวกับดังอยู่ข้างหู ทะลุกผ่านม่านควันและกลิ่นอายความตายเข้ามาอย่างอุกอาจ
"สมคำร่ำลือ... ทายาทกระบี่เดียวดาย ฝีมือรุดหน้าไปไกลยิ่งนักจนน่าตกใจ"
น้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนยอดโขดหินสูงชันเบื้องบน ผู้นั้นสวมหน้ากากเงินลายอสูรโบราณ ลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของมันกดทับบรรยากาศรอบข้างจนแทบหยุดหายใจ มันไม่ใช่ระดับปรมาจารย์ทั่วไป... แต่มันคือยอดฝีมือขอบเขตราชันโลหิตขั้นสมบูรณ์!
หน้ากากเงินนั้นค่อยๆ หันมามองหลี่มู่เหวิน พร้อมกับน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันแหลมคม
"น่าเสียดาย... ที่วันนี้ เจ้าจะต้องมาจบชีวิตลงที่นี่... หลานชายของคนทรยศ"
หัวใจของหลี่มู่เหวินกระตุกวูบ ประโยคนั้น... คำว่า "หลานชายของคนทรยศ" สั่นคลอนปมในอดีตที่เขาฝังไว้ก้นบึ้งหัวใจทันที!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ — มังกรครามท่องภพ
กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า•ตอนที่ 15
การปะทะที่ไร้พ่าย
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!