ความเงียบงันในหุบเขาสกุณาร้องมิใช่ความสงบ แต่เป็นความตายที่กำลังสูดลมหายใจเข้าลึก
ปลายกระบี่โลหิตมังกรของหลี่มู่เหวินจมลงสู่พื้นดินศิลาเพียงครึ่งนิ้ว ทว่าแรงกดดันมหาศาลกลับแผ่ซ่านเป็นวงกว้างดั่งคลื่นระลอกน้ำ ทันใดนั้น อักขระโบราณสีเลือดนับพันตัวก็พลันสว่างวาบขึ้นจากพื้นดินรอบด้าน ก่อตัวเป็นม่านหมอกโลหิตหนาทึบปิดตายทุกเส้นทางเข้าออก ค่ายกลสังหารวิญญาณเก้าสวรรค์ถูกกระตุ้นขึ้นแล้ว
"ช้าไปก้าวเดียว..."
เสียงทุ้มต่ำหลุดจากลำคอของหลี่มู่เหวิน ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีหรี่ลงเล็กน้อย เขามองไปยังร่างระหงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เซียนหิมะจิวหลิง ในยามนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางสะท้อนประกายแสงสีเงินยวดยิ่งขับเน้นให้เรือนร่างอรชรดูราวกับรูปสลักหยกน้ำแข็ง ทว่าทั่วร่างของนางกลับถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนปราณสีดำทมิฬที่ผุดขึ้นมาจากพื้นพิภพ
จิวหลิงมิได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แม้ลมหายใจจะเริ่มติดขัดจากแรงกดดันของค่ายกล แต่นัยน์ตาคู่คมปลาบที่มองตรงมายังหลี่มู่เหวินกลับมีความห่วงใยซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา
"เจ้าไม่ควรตามข้ามา..." น้ำเสียงหวานกังสดาลแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกล่าวขึ้นเบาๆ "นี่คือค่ายกลที่พวกมันตระเตรียมไว้เพื่อล่าตัวข้าโดยเฉพาะ เก้าประตูมรณะ แปดทิศอับจน... ผู้ใดก้าวเข้ามา ย่อมต้องสังเวยด้วยโลหิตและวิญญาณ"
หลี่มู่เหวินแค่นเสียง "หึ" ออกมาเบาๆ ความทะนงตนฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลาที่เปรอะเปื้อนคราบเขม่าควัน เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงโลหะกระทบพื้นดัง "กริ๊ก" สะท้อนก้องกังวานในหุบเขา
"ต่อให้เป็นค่ายกลเซียนสวรรค์ หรือขุมนรกภูมิ หากมันคิดจะพรากคนที่ข้า... ต้องปกป้อง ข้าจักใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันให้แยกเป็นสองส่วน"
*เปรี้ยง!*
ราวกับฟ้าดินรับรู้ถึงคำท้าทายนั้น ม่านหมอกโลหิตพลันปั่นป่วน หมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา เงาร่างนับร้อยปรากฏขึ้นบนยอดผาสูงชัน แต่ละร่างสวมชุดคลุมสีเทาปิดบังใบหน้า ถือครองอาวุธวิเศษเปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตน่าสะพรึงกลัว พลังกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดทับลงมาจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยว
"หลี่มู่เหวิน เจ้าเด็กไร้หัวคิด เจ้าคิดว่าวิชากระบี่เดียวดายของเจ้าจะทะลวงค่ายกลพันศัสตรานี้ได้หรือ?" เสียงหัวeเราะเย้ยหยันดังมาจากผู้อาวุโสชุดเทาผู้ยืนอยู่จุดศูนย์กลางของค่ายกล มือเหี่ยวย่นของมันกำลังสะบัดธงอาคมควบคุมทิศทางพลังงาน
หลี่มู่เหวินไม่แม้แต่จะชายตามองศัตรูบนหน้าผา สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของจิวหลิง ปราณกระบี่ในตันเถียนเริ่มคำรามก้อง เสียงกระบี่สั่นพ้องในฝักดังระรัวดั่งเสียงกลองศึกเร่งเร้าวิญญาณ
"จิวหลิง..." หลี่มู่เหวินเอ่ยเรียกเสียงเรียบ ทว่าจริงจังถึงขีดสุด "หลับตาลงเสีย"
จิวหลิงชะงักไปเล็กน้อย นางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวคู่นั้น หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปีพลันเกิดระลอกคลื่นความอบอุ่นไหลผ่าน นางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ และหลับตาลงตามคำขอ
*ฟรึบ!*
เมื่อนางหลับตา หลี่มู่เหวินก็ขยับ ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของอากาศที่แตกออกเป็นทางยาว
"ระวัง! มันจะใช้กระบี่ทะลวงค่ายกล!" ผู้อาวุโสชุดเทาแผดเสียงลั่น สะบัดธงอาคมในมือจนเกิดเป็นเสาแสงสีโลหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เปลี่ยนค่ายกลสังหารให้กลายเป็นกรงเล็บอสูรโลหิตขนาดยักษ์พุ่งตะปบลงมาหมายบดขยี้ร่างของจิวหลิงและหลี่มู่เหวินให้แหลกเป็นจุล
ทว่า... ช้าไป!
ประกายแสงสีครามเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดของหุบเขา ดุจดังสายฟ้าเส้นแรกที่ผ่าแหกความมืดมิดแห่งปฐพี หลี่มู่เหวินปรากฏกายขึ้นกลางอากาศเหนือร่างของจิวหลิง มือขวาจับด้ามกระบี่โลหิตมังกรแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณทั้งหมดในร่างกายถูกรีดเค้นออกมาจนถึงขีดจำกัด กระบวนท่าที่แปดแห่งวิชากระบี่เดียวดาย— *'พลิกฟ้าคว่ำปฐพี ไร้เงาบรรจบ'* ถูกปลดปล่อยออก It!
ดาบเดียว... ไม่สิ กระบี่เดียว ประสานสัจธรรมแห่งการตัดขาดสะบั้นทุกสรรพสิ่ง พลังปราณกระบี่แผ่ขยายออกเป็นรัศมีวงกลมรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 330 เมตร) ปะทะเข้ากับกรงเล็บอสูรโลหิตอย่างจัง
*ตูมมมมม!*
แรงระเบิดสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น หินผารอบหุบเขากลายเป็นผงธุลีในพริบตา ค่ายกลสังหารวิญญาณเก้าสวรรค์สั่นสะท้านอย่างรุนแรง รอยร้าวราวดั่งใยแมงมุมปรากฏขึ้นบนม่านหมอกโลหิต ศัตรูบนยอดผานับสิบคนกระอักเลือดออกมาพร้อมกันด้วยแรงสะท้อนกลับของค่ายกล
หลี่มู่เหวินยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าจิวหลิง ปลายกระบี่ชี้ตรงไปเบื้องหน้า แม้ลมหายใจจะหอบสะท้านเล็กน้อยและมีคราบโลหิตไหลซึมที่มุมปาก แต่แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงตระหง่านดั่งขุนเขาค้ำฟ้า
ทว่า ในวินาทีที่ค่ายกลกำลังจะสลายตัว และชัยชนะอยู่แค่เอื้อม...
*ฉึก!*
เสียงของมีคมทะลุเนื้อดังขึ้นแผ่วเบา แต่กลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนทั้งสอง
หลี่มู่เหวินก้มลงมองที่หน้าอกของตนเอง ปลายกระบี่สีเงินเยือกเย็นเล่มหนึ่ง โผล่พ้นทะลุผ่านเสื้อผ้าและแผ่นหลังออกมา หยดเลือดสีแดงสดหยดลงกระทบพื้นศิลาทีละหยด... ทีละหยด...
เขากวาดสายตามองข้ามไหล่ของตนเองด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อ
เบื้องหลังของเขา... ร่างของเซียนหิมะจิวหลิงในยามนี้ ดวงตากลับเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานไร้ซึ่งแววตาแห่งความอาทร มือเรียวบางที่เคยโอบกอดความอบอุ่น กลับเป็นผู้ถือด้ามกระบี่ที่แทงทะลุหัวใจของเขาด้วยมือของนางเอง!
"เจ้า..." หลี่มู่เหวินเค้นเสียงพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก
"ขอโทษด้วย..." เสียงหวานที่เคยเย็นชา บัดนี้กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งปีศาจจากขุมนรก "นี่คือภารกิจที่แท้จริงของข้า... ตราบใดที่หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนดับสูญ ค่ายกลสวรรค์จึงจะสมบูรณ์แบบ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่นี้ไปพร้อมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
มังกรครามท่องภพ
กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า•ตอนที่ 5
กลิ่นอายมรณะในหุบเขา
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดาย ไร้เงาพ่ายเหนือใต้หล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!