เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 5

ถอดหน้ากากผู้เคร่งขรึม

ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
“ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะถือว่าคุณเป็นเหยื่อรายต่อไปของคดีนี้ ไม่ใช่ผู้บุกรุก” เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรฟันของรินรดาไม่ได้ทำให้ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อกาวน์สีขาวที่ยืนอยู่หลังชั้นเก็บแฟ้มสะดุดหยุดลงแม้แต่น้อย พินทุ์ยังคงก้าวเดินอย่างเงียบเชียบ ปลายรองเท้าหนังขัดมันกระทบกับพื้นกระเบื้องห้องนิติเวชยามวิกาลจนเกิดเสียงก้องกังวานต่ำๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ความเย็นยะเยือกที่แล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลังเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย ความจริงที่ว่าพวกเธอกำลังถูกล่า—ไม่ได้ไขคดีอยู่ฝ่ายเดียว—กลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที เมื่อร่องรอยการงัดแงะที่กล้องวงจรปิดตัวนอกบันทึกไว้ไม่ได้มีแค่รอยเท้าของบุคคลปริศนา แต่ยังมีร่องรอยการลบไฟล์ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์หลักที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ รินรดากำด้ามปืนพกในมือแน่น เหงื่อกาฬซึมชื้นตามกรอบหน้าคมคาย สายตาสอดส่องไปตามมุมมืดของห้องเก็บพยานหลักฐานที่มีกลิ่นน้ำยาฟอร์มาลีนลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นฝุ่นเก่าๆ เธอก้าวเข้าไปประชิดชั้นวางโครงเหล็ก พยายามซ่อนตัวตนในเงาสลัว แต่ทว่า... แสงไฟฉายจากปลายกระบอกเล็กๆ กลับสาดส่องตัดผ่านความมืดมาหยุดตรงรองเท้าผ้าใบของเธอพอดี “ซ่อนไม่เนียนเอาเสียเลยนะคะ นักสืบตัวแสบ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เจือความระอาไว้นิดๆ พินทุ์ลดไฟฉายลง ปล่อยให้แสงสลัวจากหลอดนีออนด้านนอกสาดเข้ามาทาบทับร่างของเขา ร่างสูงโปร่งยืนกอดอก มองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกภายใต้กรอบแว่นสายตาเลนส์ใส “คุณพินทุ์!” รินรดาผ่อนลมหายใจพรืดใหญ่อย่างโล่งอกพร้อมกับตวัดค้อนใส่ชุดใหญ่ “คุณเกือบจะโดนฉันยิงไส้แตกคาที่แล้วรู้ตัวไหมคะเนี่ย! เดินเป็นแมวขโมยมาได้... แล้วนี่ไม่ใช่เวลามาตรวจศพ ทำไมคุณถึงยังอยู่ในตึกนี้?” พินทุ์ไม่ตอบในทันที เขาปรายตามองปืนในมือเธอก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงคืบ กลิ่นหอมสะอาดเจือจางของสบู่เด็กและกลิ่นกระดาษเอกสารเฉพาะตัวลอยแตะจมูก รินรดาชะงักไปเล็กน้อย เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่ออีกฝ่ายเอื้อมมือมาปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อแจ็คเก็ตให้เธออย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาหัวใจที่เต้นรัวด้วยความตึงเครียดจากสถานการณ์อันตรายเมื่อครู่ กลับยิ่งเต้นระรัวหนักหน่วงกว่าเดิมด้วยเหตุผลอื่น “คนที่ควรถูกตั้งคำถามว่าเป็นแมวขโมยน่าจะเป็นคุณมากกว่านะคะ รินรดา” พินทุ์เอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตาคมกริบภายใต้เลนส์แว่นมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ “ดึกดื่นค่ำคืนนี้ แทนที่คุณจะนอนพักผ่อนเอาแรงเหมือนคนปกติ กลับมาเดินซุ่มซ่ามอยู่ในตู้เก็บพยานหลักฐาน... แถมยังทำหน้าเหมือนคนพร้อมจะกระโจนใส่ทุกคนที่ขวางหน้าแบบนี้” “ฉันไม่ได้ซุ่มซ่าม!” รินรดาเถียงคอเป็นเอ็น แม้ใบหน้าจะเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เมื่อรู้ตัวว่าระยะห่างของพวกเธอมันใกล้ชิดเกินความจำเป็น “ฉันกำลังตามรอยเบาะแสสำคัญต่างหากล่ะคะ คุณก็เห็นนี่ว่าระบบความปลอดภัยของกรมตำรวจถูกเจาะ หรือคุณมัวแต่สนใจแต่ชิ้นเนื้อในห้องแล็บจนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย” พินทุ์ถอนหายใจเบาๆ เป็นการตอบสนอง ดวงตาคู่คมที่มักจะฉายแววเยชาชาและเย่อหยิ่งเสมอเวลาอยู่ในหน้าที่ กลับไหววูบลงชั่วขณะ เขาดึงมือกลับไปประสานกันไว้ที่กระเป๋าเสื้อกาวน์ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยแฟ้มคดีเก่าๆ “ฉันรู้มากกว่าที่คุณคิดค่ะ รินรดา” พินทุ์พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย ความแข็งกระด้างที่มักใช้กำแพงความเย็นชาห่อหุ้มไว้ค่อยๆ ร่อนหลุดออกที3ละนิด “และเพราะฉันรู้ว่าคนพวกนั้นไม่ได้แค่ต้องการทำลายหลักฐาน... แต่พวกมันต้องการ ‘เก็บกวาด’ ทุกคนที่เข้าใกล้ความจริงต่างหาก ฉันถึงไม่อยากให้คุณเอาตัวเข้ามาเสี่ยงบ้าๆ แบบนี้” คำพูดนั้นสะดุดกึกอยู่ในใจของรินรดา ดวงตากลมโตมองสำรวจใบหน้าด้านข้างของแพทย์นิติเวชหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม แสงสลัวขับให้สันจมูกโด่งและกรามคมชัดดูนุ่มนวลขึ้น ไม่มีร่องรอยความเย่อหยิ่งหรือความรำคาญใจอย่างที่ชอบแสดงออก มีเพียงความกังวลลึกซึ้งที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉย นี่เป็นครั้งแรก... ที่รินรดาได้เห็นมุมที่เปราะบางและอ่อนโยนของพินทุ์ โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะแสดงให้ใครเห็น “คุณ... เป็นห่วงฉันเหรอคะ?” รินรดาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวและฉับไวเมื่อครู่อ่อนลงโดยอัตโนมัติ พินทุ์ชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตากระพริบถี่ขึ้นก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่น ใบหน้าด้านข้างขึ้นสีเรื่อจางๆ จนแทบสังเกตไม่เห็นหากไม่สังเกตให้ดี “อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลยค่ะ นักสืบ” พินทุ์รีบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงพยายามกลับมาแข็งกร้าวและเย็นชาเหมือนเดิม “ฉันแค่ไม่อยากต้องมาเหนื่อยผ่าพิสูจน์ศพคนปากมากแถวนี้ เพิ่มภาระงานให้ฉันโดยใช่เหตุต่างหาก” “ปากแข็งจริงนะคะ” รินรดาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ความตึงเครียดที่ปกคลุมบรรยากาศเมื่อครู่สลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเคมีคุ้นเคยของคู่กัดที่พร้อมจะปะทะคารมกันได้ทุกเมื่อ “ถ้าปากแข็งแบบนี้ไปตลอดรอดฝั่ง ระวังตัวเถอะค่ะ สักวันฉันจะงัดความจริงออกมาจากปากคุณให้ได้” “ลองดูสิคะ ถ้ามีความสามารถพอ” พินทุ์หันกลับมาสบตาเธออีกครั้ง รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น ปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีจนแทบเหมือนภาพลวงตา แต่ทว่า... ก่อนที่รินรดาจะได้โต้เถียงอะไรกลับไป เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อของเธอดังสนั่น “รินรดา! คุณอยู่ในนั้นใช่ไหม! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ทางกองอำนวยการแจ้งว่าเซิร์ฟเวอร์หลักโดนแฮก และตอนนี้มีคำสั่งด่วนให้ระงับการสืบสวนคดีนี้ทั้งหมดทันที!” เสียงของสารวัตรธนาตะโกนก้องพร้อมกับเสียงทุบประตูดังปังๆ ที่หน้าห้องเก็บพยานหลักฐาน รินรดากับพินทุ์สบตากันทันที รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของทั้งคู่เลือนหายไปในพริบตา ความจริงอันโหดร้ายพุ่งเข้าชนอย่างจัง คำสั่งระงับคดีกะทันหันในยามวิกาลแบบนี้... หมายความว่าหนอนบ่อนไส้ไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่มันนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่สุดในกรมตำรวจต่างหาก! พินทุ์คว้าข้อแขนของรินรดาไว้แน่น แรงบีบนั้นส่งผ่านความเด็ดเดี่ยวบางอย่างมาให้ “อย่าเพิ่งออกไปทางนั้น” พินทุ์กระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ทางหนีไฟสำรองหลังห้องแล็บ... ตามฉันมา” รินรดายังไม่ทันได้เอ่ยปากทักท้วง ประตูห้องเก็บพยานหลักฐานก็ถูกถีบเปิดผางออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำสามคนที่ก้าวเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือในความมืด! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะคะ! ❤️
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%