เสียงกระแทกของบานประตูไม้เนื้อแข็งดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องเก็บพยานหลักฐาน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและน้ำยาฟอร์มาลีนดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะเมื่อแรงปะทะของลมภายนอกพัดกรรโชกเข้ามา รินรดาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หมุนทันที สัญชาตญาณนักสืบพุ่งพล่านจนปลายนิ้วชาหนึบ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงมองร่างที่ยืนหอบหายใจโยนอยู่ตรงกรอบประตู เจ้าหน้าที่เวรเปลหน้าตาตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผากราวกับเพิ่งวิ่งหนีตายมาจากขุมนรก
"เกิดอะไรขึ้นคะคุณชัย!" เสียงของรินรดาเฉียบคมและทรงพลัง แม้หัวใจจะเต้นรัวโครมครามด้วยความตกใจ
"ระ... รินรดา! คุณพินทุ์! แย่แล้วครับ... ในห้องผ่าศพชั้นใต้ดิน..." เจ้าหน้าที่เวรเปลละล่ำละลักพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "ศพคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง... ร่างของเหยื่อรายล่าสุด... หายไปครับ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที ชั่ววินาทีนั้น รินรด้ารู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนน้ำแข็งมาทุบท้ายทอยจนชาดิก คดีฆาตกรรมปริศนาที่เธอและพินทุ์กำลังไล่ล่าแกะรอยมานานหลายสัปดาห์ พยานหลักฐานทุกชิ้นในห้องนี้เพิ่งจะเริ่มชี้เป้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่ทว่า... ร่างของเหยื่อที่ควรจะนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงสแตนเลสภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด กลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
รินรดาหันขวับไปมองพินทุ์ทันที ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนแทบระเบิด พินทุ์ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกโวยวายเหมือนคนทั่วไป ใบหน้าสวยคมของแพทย์นิติเวชสาวกลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน ทว่าดวงตากลับคมกริบและเย็นเยียบจนน่ากลัว ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างใช้ความคิด
"หายไปได้ยังไงคะ" พินทุ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชา และทรงอำนาจจนเจ้าหน้าที่เวรเปลถึงกับสะดุ้งสุดตัว "ห้องผ่าศพมีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นที่สุดในโรงพยาบาล ระบบคีย์การ์ดถูกเข้ารหัสระดับสูงสุด ใครเป็นคนเข้า-ออกในช่วงกะของคุณ"
"ผ... ผมไม่รู้ครับคุณพินทุ์! ผมแค่เดินไปเข้าห้องน้ำไม่ถึงห้า นาที พอกลับมา ประตูก็เปิดแง้มไว้ แล้วบนเตียง... บนเตียงก็ว่างเปล่า มีแค่รอยเลือดหยดเป็นทางยาวลากออกไปที่ลิฟต์บริการด้านหลัง!"
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกได้ถึงรสคาวเลือด สมองอันปราดเปรียวประมวลผลด้วยความเร็วสูง "ไม่ใช่แค่คนบ้าที่แอบเข้ามาขโมยศพแน่ๆ ค่ะพินทุ์ การจะเคลื่อนย้ายร่างมนุษย์ออกไปจากตึกนิติเวชโดยที่ยามไม่เห็นและระบบรักษาความปลอดภัยไม่แจ้งเตือน... ต้องมี 'คนใน' รู้ช่องโหว่ของระบบเป็นอย่างดี"
พินทุ์ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาใกล้รินรดา กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นไอเย็นเฉพาะตัวของหญิงสาวลอยเข้าแตะจมูก แม้ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ พินทุ์ก็ยังคงรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้อย่างน่าทึ่ง นัยน์ตาสีเข้มมองสำรวจใบหน้าเคร่งเครียดของนักสืบสาวที่มีเหงื่อซึมอยู่ตามไรผม ก่อนที่มือเรียวสวยภายใต้ถุงมือยางจะเอื้อมออกไปปัดปอยผมที่ปรกลงมาให้อย่างเบามือโดยไม่รู้ตัว
"อย่าเพิ่งสติแตกแล้วพุ่งตัวออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนเคยนะคะรินรดา" พินทุ์กระซิบเตือนด้วยน้ำเสียงดุดันแกมเป็นห่วงที่หลุดออกมาจากความเย็นชา "คดีนี้ไม่ได้มีแค่ฆาตกรโรคจิตธรรมดาแล้ว เรากำลังโดนตลบหลัง"
"รินไม่ได้สติแตกสักหน่อยค่ะ! แต่จะให้ยืนนิ่งดูศพพยานปากเอกหายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้เหรอคะ" รินรดาเถียงกลับทันควัน ดวงตาดื้อรั้นจ้องมองใบหน้าสวยเฉี่ยวของคนตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะแอบหวั่นไหวกับความใกล้ชิดที่ฉวยโอกาสมาในยามคับขันแบบนี้ก็ตาม "ถ้าเราช้าไปก้าวเดียว หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะมัดตัวฆาตกรอาจจะถูกทำลายจนไม่เหลือซาก!"
"ถ้าคุณวิ่งออกไปตอนนี้โดยไม่มีแผน คุณนั่นแหละที่จะกลายเป็นศพรายต่อไป" พินทุ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไหล่บางไหวเล็กน้อยด้วยความระอาปนเอ็นดูในความบ้าบิ่นของคนตรงหน้า "ฟังนะคะ... เราต้องเช็คกล้องวงจรปิดเฉพาะจุดที่เป็นมุมอับ และตรวจสอบร่องรอยในลิฟต์บริการ..."
ทว่า ก่อนที่พินทุ์จะทันได้วางแผนขั้นตอนต่อไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ก็ดังโครมครามใกล้เข้ามาทางโถงทางเดินด้านนอก น้ำหนักการก้าวเท้าที่เร่งรีบและไร้ความเกรงใจนั้นบ่งบอกถึงผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ บานประตูที่เพิ่งเปิดกว้างถูกกระแทกซ้ำให้เปิดกว้างขึ้นไปอีกจนชนผนังปูนเสียงดังสนั่น
รินรดาและพินทุ์หันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลตัดเย็บอย่างประณีตปรากฏขึ้นที่กรอบประตู ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจความเสียหายภายในห้องเก็บพยานหลักฐานด้วยสายตาเหนือกว่า ทว่าสิ่งที่ทำให้รินรดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่ใช่ตัวของชายคนนั้น... แต่เป็นร่างระหงของหญิงสาวอีกคนที่เดินตามหลังมาติดๆ
ผู้หญิงคนนั้นสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพง ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มอย่างประณีต รอยยิ้มเยعยือกและแววตาท้าทายที่ส่งตรงมายังรินรดานั้น ทำให้เลือดในกายของนักสืบสาวพุ่งพล่านด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที
"ท่านรองผู้บัญชาการ...!" เจ้าหน้าที่เวรเปลอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นผู้ทรงอำนาจเข้ามาในพื้นที่เกิดเหตุ
รินรดากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ดวงตาคู่สวยมองข้ามไหล่ของชายในชุดสูทไปยังหญิงสาวที่ยืนกอดอกยิ้มเยาะอยู่ด้านหลัง... เธอคือคนที่รินรดาเกลียดขี้หน้าที่สุด และเป็นคนเดียวกับที่ควรจะถูกขังลืมอยู่ในเรือนจำจากคดีฉ้อโกงระดับชาติเมื่อปีที่แล้ว!
"แปลกใจเหรอคะคุณนักสืบคนเก่ง" เสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นเอ่ยขึ้น ร่างระหงก้าวพ้นเงาของนายตำรวจระดับสูงเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง "ไม่ได้เจอกันนาน... คิดถึงฉันไหมคะ?"
พินทุ์ขยับตัวเข้ามาขวางหน้าตรฐานรินรดาไว้ครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงประเมินสถานการณ์ของบุคคลที่สามที่เพิ่งแทรกแซงเข้ามาในคดีนี้อย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา เมื่อเกมที่พวกเธอกำลังเล่น กำลังจะถูกพลิกโฉมหน้าใหม่ด้วยมือของศัตรูที่คาดไม่ถึง!
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์เดือดดาลในอก ก่อนจะเอ่ยปากสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบไม่แพ้กัน "คิดถึงสคะ... แต่คิดไม่ถึงเลยนะคะว่าขยะสังคมแบบคุณ จะยังมีปัญญาเดินลอยชายออกมาสร้างความสกปรกได้อีก!"
หญิงสาวผู้มาใหม่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาสีเข้มพินิจพิเคราะห์รินรดาก่อนจะเคลื่อนสายตาไปหยุดที่พินทุ์ แล้วยกยิ้มมุมปากอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
"ระวังปากไว้หน่อยจะดีนะคะคุณนักสืบ... เพราะศพที่คุณกำลังตามหาอยู่ตอนนี้" เธอยกมือขึ้นทัดผมอย่างจงใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องสะดุดกึกลงทันที "อยู่ท้ายรถเบนซ์ของท่านรองฯ ที่จอดรออยู่ชั้นล่างเรียบร้อยแล้วค่ะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความระทึกและเคมีคู่กัดแซ่บๆ ในตอนนี้ด้วยกันนะคะ ห้ามพลาดตอนหน้าเด็ดขาดค่ะ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 17
ศัตรูที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!