"คุณช่วยหยุดเอียงคอทำหน้าเหมือนเครื่องประเมินความคุ้มค่าราคาตลาดสักสามวินาทีได้ไหมคะคุณหมอพินทุ์ มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าเครื่องเอ็กซเรย์ที่พร้อมจะแสกนหาความผิดปกติทุกตารางมิลลิเมตร"
รินรดาพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ พร้อมกับวางปากกาหมึกซึมลงบนแฟ้มคดีฆาตกรรมอำพรางด้วยแรงกระแทกที่เบากว่าปกติเพียงนิดเดียวเพื่อไว้หน้าเจ้าของสถานที่ แต่ดวงตากลมโตกลับจ้องเขม็งไปยังร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดที่กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์สแตนเลสด้วยท่าทางสบายอกสบายใจเกินเบอร์
ห้องเก็บพยานหลักฐานยามวิกาลไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครต่อใครลือกัน ยิ่งเวลานี้มีเพียงแสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟตั้งโต๊ะสลัวๆ ส่องกระทบกับขวดโหลและเครื่องมือแพทย์ระเกะระกะ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวมันลดทอนความตึงเครียดของคดีลงครึ่งหนึ่ง… หรืออาจจะเพิ่มความอันตรายต่อหัวใจของเธอขึ้นเป็นสองเท่ากันแน่นะ?
"ฉันไม่ได้ประเมินความคุ้มค่า" พินทุ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเย้าแหย่ไว้ในเนื้อเสียงอย่างแนบเนียน นิ้วเรียวยาวขยับแว่นสายตาขึ้นเล็กน้อยขณะก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานตัวเล็ก "ฉันแค่กำลังวิเคราะห์ว่า... ทำไมนักสืบผู้เก่งกาจถึงได้คิ้วขมวดจนแทบจะผูกเป็นโบว์ได้นานขนาดนั้น หรือว่าคดีนี้มันยากเกินสมองคุณริน หรือว่า..."
เจ้าของชื่อลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้หมุนไถลไปด้านหลังเกิดเสียงดังครูดคราด รินรดาเสยผมลวกๆ ด้วยความหงุดหงิดที่ปะปนอยู่กับความรุ่มร้อนแปลกๆ ในอก เธอขยับเข้าไปประชิดตัวร่างสูงจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน
"อย่ามาดูถูกสมองฉันนะคะคุณหมอ! คดีนี้น่ะจิ๊บจ๊อย แต่ที่มันทำให้ฉันปวดหัวจนอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตู้พยานหลักฐานนี่ มันไม่ใช่เพราะคดี... แต่มันเป็นเพราะคุณต่างหาก!"
พินทุ์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับที่อ่านไม่ออก รอยยิ้มมุมปากที่มักจะปรากฏเวลาอีกฝ่ายจนมุมผุดขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยัน... มันคือรอยยิ้มที่ทำให้นักสืบสาวผู้ไม่เคยกลัวใครต้องก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
"เพราะฉัน?" พินทุ์ทวนคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำลากยาวชวนใจสั่น ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนรินรดาต้องแผ่นหลังแนบติดกับชั้นวางแฟ้มเอกสาร "ฉันทำอะไรให้คุณปวดหัวล่ะครับ... อ๊ะ ขอโทษที ฉันติดปาก" ร่างสูงแกล้งยิ้มกริ่มเมื่อเห็นอีกฝ่ายถลึงตาใส่
"ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะคะ! ฉันหมายถึง... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คุณต้องคอยตามเช็ดตามล้าง คอยส่งเบาะแสลับๆ คอยทำตัวเป็นเงาตามตัวฉันทั้งที่ปากบอกว่ารำคาญนักรำคาญหนา!" รินรดาเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างกันมันใกล้เกินกว่าที่สมองจะประมวลผลคำพูดที่ถูกต้องได้ทัน
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นสบู่หอมอ่อนๆ จากตัวของนิติเวชหน้านิ่งคนนี้กำลังรุกรานพื้นที่หายใจของเธอ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองสำรวจริมฝีปากที่มักจะพ่นคำพูดกวนประสาทใส่เธอเสมอในยามปกติ แต่วินาทีนี้มันกลับปิดสนิท และดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่มักจะซ่อนความเย็นชาไว้เบื้องหลังเลนส์แว่น กำลังมองตรงมาที่เธอด้วยความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะตีความ
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และเสียงหัวใจของใครบางคนที่ดังแข่งกับความเงียบงัน รินรดาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองในใจ... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่การได้ต่อปากต่อคำกับหมอคนนี้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน? ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หัวใจเจ้ากรรมไม่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติเวลาถูกอีกฝ่ายมองด้วยสายตาแบบนี้?
และที่แย่ที่สุด... เธอกำลังเสพติดสัมผัสและกลิ่นอายของคนตรงหน้าเข้าแล้วจริงๆ หรือ?
"ถ้าฉันไม่คอยตามเช็ดตามล้าง... ป่านนี้คุณคงเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายที่ไหนอีกรอบแล้วล่ะมั้งครับ คุณนักสืบตัวแสบ" พินทุ์เอ่ยกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างผิดคาด ความอบอุ่นจากฝ่ามือเรียวเอื้อมมาปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอารินรดารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วแผ่นหลัง
รินรดาตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลช้าลงไปถนัดตา เธอยกมือขึ้นหมายจะผลักอกอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ปลายนิ้วกลับเผลอขยุ้มเสื้อกาวน์สีขาวนั้นไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมโตช้อนขึ้นสบตาโดยตรง ปากบางขยับจะเถียงแต่ก็ไร้เสียงเล็ดลอดออกมา
"ริน..." พินทุ์เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีคราบความกวนประสาทเหลืออยู่ มีเพียงความจริงจังและความสั่นไหวบางเบาที่สะท้อนอยู่ในแววตา "ที่คุณหงุดหงิดอยู่ตอนนี้... เป็นเพราะคดี... หรือเป็นเพราะคุณกำลังกลัวว่า ความรู้สึกที่คุณมีต่อฉัน มันกำลังจะเกินกว่าคำว่า 'คู่กัด' กันแน่?"
คำถามนั้นพุ่งชนกลางใจรินรดาราวกับลูกศรที่ปักเข้าเป้าพอดี ตัวเธอร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ความดื้อรั้นที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เธอนิ่งอึ้ง ปากเผยอเล็กน้อยด้วยความตกใจที่อีกฝ่ายกล้าพูดมันออกมาตรงๆ
"ฉัน..." รินรดาอ้าปากค้าง สมองตื้อตันไปหมด
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันตั้งสติหรือเอื้อนเอยคำแก้ตัวใดๆ ออกไปเพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายใจ เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมกับเสียงเคาะประตูดังปังๆ ก็ทำลายบรรยากาศสีชมพูอมเทานั้นลงอย่างไร้ความปรานี
"หมอพินทุ์! คุณรินรดา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!"
เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่เวรเปลด้านนอกดังแทรกเข้ามา พร้อมกับบานประตูห้องเก็บพยานหลักฐานที่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะฟินและใจเต้นไปพร้อมกัน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 16
ความลับใต้แสงไฟ
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!