เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 2

ปากที่หนักกว่าปูน

ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
"ยืนนิ่งเป็นเสาหินทื่อๆ แบบนั้น คงช่วยให้คดีไขกระจ่างขึ้นมาเองได้สินะคะ คุณหมอพินทุ์" เสียงหวานใสที่เจือแววประชดประชันดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้องเก็บพยานหลักฐานที่อุณหภูมิลดต่ำจนเยือกเย็น รินรดากลั้นหายใจวูบหนึ่งเมื่อดวงตากลมโตเลื่อนจากรอยเลือดสดๆ บนรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา ขึ้นไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบของคนตัวสูงกว่าที่ยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน พินทุ์ไม่ได้ขยับเขยื้อนหนี ร่างโปร่งในชุดกาวน์สีขาวยังคงยืนปักหลักอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่สันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน กลับทรยศความนิ่งสงบนั้นอย่างสิ้นเชิง "ถ้าตาไม่ฝาดจนเกินไป ฉันคิดว่าคุณควรเอาเวลาไปตรวจลายนิ้วมือแฝงบนแก้วกาแฟบนโต๊ะทำงาน มากกว่าจะมานั่งจ้องรองเท้าคนอื่นแล้วจินตนาการไปไกลถึงดาวอังคารนะคะ ผู้กองรินรดา" น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยਨชาเอ่ยตอบกลับมาทันควัน พร้อมกับขยับเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างแนบเนียน เพื่อกลบร่องรสความผิดปกติที่เพิ่งปรากฏบนพื้นรองเท้าเมื่อครู่ แต่สายตาคมกริบของนักสืบสาวที่ผ่านคดีมาโชกโชนมีหรือจะพลาดเป้าหมายสำคัญแบบนั้น รินรดาก้าวเท้าเข้าประชิดด้วยความรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างจับผิด "อย่ามาเบี่ยงประเด็นนะคะคุณหมอ! เลือดสดๆ บนรองเท้าคุณเมื่อกี้มันคืออะไร หรือว่าคุณเพิ่งไปทำแผลให้ใครมา... หรือว่า..." เธอเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความระแวงระщу "หรือว่าคุณเพิ่งไป ‘จัดการ’ อะไรกับพยานปากเอกคนนั้นมาก่อนที่เราจะมาถึงกันแน่คะ!" "คุณนี่มัน... จินตนาการบรรเจิดยิ่งกว่านักเขียนบทละครน้ำเน่าเสียอีกนะคะ" พินทุ์ถอนหายใจยาวเหยียด แววตาฉายแววระอาใจระคนหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด "ถ้าสมองส่วนหน้าของคุณถูกใช้ไปกับการวิเคราะห์คดีด้วยตรรกะ มากกว่าจะมานั่งจับผิดเรื่องไร้สาระ ป่านนี้เราคงปิดคดีได้ตั้งแต่สามวันแรกแล้วค่ะ" "ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครคบนะคะหมอ!" รินรดาตอกกลับเสียงดังลั่นแล็บนิติเวช จนเจ้าหน้าที่ฝึกงานที่เดินผ่านด้านนอกต้องสะดุ้งโหยงแล้วรีบเดินหนีไปให้พ้นรัศมี ความเห็นต่างในที่เกิดเหตุเมื่อครู่ถูกจุดชนวนขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง รินรดามั่นใจว่าหลักฐานชิ้นใหม่ในห้องเย็นมีความเชื่อมโยงกับรอยเลือดบนรองเท้าของพินทุ์อย่างแน่นอน แต่คนตรงหน้ากลับปิดปากเงียบสนิทและเลือกที่จะใช้วิธีกลบเกลื่อนด้วยคำพูดเชือดเฉือนตามนิสัยประจำตัว "ก็ดีเหมือนกันค่ะ การไม่มีใครคบแปลว่าฉันไม่ต้องมาทนฟังเสียงบ่นน่ารำคาญจากผู้กองปากเกنڈอย่างคุณ" พินทุ์ยักไหล่เบาๆ ท่าทีเยือกเย็นและไม่ยี่หระนั่นยิ่งทำให้รินรดาเลือดขึ้นหน้า ร่างบางก้าวเข้าไปประชิดตัวคนตัวสูงกว่าจนแทบจะแนบชิด กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นยาฆ่าเชื้อเฉพาะตัวของพินทุ์ลอยเข้าแตะจมูก ทำให้รินรดาต้องชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที แต่ความดื้อรั้นก็ยังมีมากกว่า เธอเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน "ปากแข็งเสียให้ตลอดเถอะค่ะคุณหมอ!" รินรดากระซิบเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย "แล้วเราจะได้เห็นกันว่า ระหว่างความลับของคุณ กับปากที่หนักกว่าปูนปลาสเตอร์ในห้องแล็บนี้ อะไรมันจะพังก่อนกัน!" พินทุ์นิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่อยู่ใกล้แค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของรินรดาเป่ารด1ต้นคอระหงจนหัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของแพทย์นิติเวชสาวเริ่มรัวเร็วกว่าปกติ ปากที่เคยต่อปากต่อคำอย่างคล่องแคล่วกลับเม้มเข้าหากันสนิท ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามเก็บซ่อนไว้ใต้ท่าทีเย็นชามาตลอดกำลังจะทะลักออกมา ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่กำลังตึงเครียดและอบอวลไปด้วยเคมีชวนใจเต้นระทึก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย! "ผู้กองครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงร้อนรนของหมวดวิกรมดังทะลุบานประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดที่กำลังจะเปิดออก "เราเพิ่งได้รับรายงานว่า... ศพปริศนาในห้องเย็นเมื่อคืนนี้ ไม่ได้มีแค่ศพเดียวครับ!" รินรดากับพินทุ์ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นพร้อมกันเมื่อตระหนักได้ว่า... เกมนี้มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เท่านั้น! ... ขอบคุณที่ติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%