กลิ่นฟอร์มาลีนและกลิ่นอับชื้นของห้องเก็บพยานหลักฐานใต้ดินไม่เคยเป็นมิตรกับใคร โดยเฉพาะกับรินรดาที่ตอนนี้กำลังใช้มือข้างหนึ่งปัดฝุ่นออกจากไหล่เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำ ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองเอกสารสำนวนคดีกองโตบนโต๊ะเหล็กเก่าๆ
"ถ้าคุณยังยืนเก๊กท่าทำเท่เหมือนนางเอกมิวสิกวิดีโออยู่แบบนี้ อีกสามชาติเศษเราก็คงไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มหรอกค่ะ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยียบเย็นนิดๆ ดังขึ้นพร้อมกับการวางถุงมือยางใช้แล้วลงในตะกร้าเสียงดัง *กริ๊ง* พินทุ์ในชุดกราวน์สีขาวสะอาดสะอ้านก้าวออกมาจากมุมห้องชันสูตร แววตาหลังกรอบแว่นสายตากวาดมองเธอด้วยความระอาปนเอือมระอาอย่างปิดไม่มิด
"นี่คุณพินทุ์! ฉันไม่ได้เก๊กเสียหน่อย แค่กำลังใช้ความคิดวิเคราะห์แยกแยะสถานการณ์ต่างหากเล่า" รินรดาหันขวับมาเถียงคอเป็นเอ็น ดวงตากลมโตฉายแววพยศตามประสาคนไม่ยอมคน "อีกอย่าง... ใครจะไปเย็นชาไร้หัวใจเท่าคุณล่ะคะ ได้ยินข่าวเรื่องศพรายล่าสุดส่งตรงถึงห้องชันสูตรแล้วแท้ๆ แต่ยังมายืนเทศน์ฉันอยู่ได้"
พินทุ์ชะงักไปนิด ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าสวยเฉี่ยวที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ของอีกฝ่าย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ถ้าฉันไม่เตือนสติคุณ ป่านนี้คุณคงวิ่งโร่บุกเข้าไปในรังเหยี่ยวโดยไม่พกแม้กระทั่งสติแล้วล่ะค่ะ... จำไม่ได้หรือไง ว่าครั้งก่อนคุณเกือบโดนแทงเพราะความใจร้อนของตัวเอง"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้รินรดาหุบปากฉับ เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกร้อนผ่าวที่พุ่งขึ้นมาที่พวงแก้ม ไม่ใช่เพราะโกรธ... แต่เป็นเพราะรู้ว่าสิ่งที่หมอสาวพูดมันคือความจริง และที่สำคัญ สายตาที่พินทุ์ใช้มองเธอมันไม่ได้มีแค่ความดุ แต่มันมีความห่วงใยเจืออยู่จางๆ ชนิดที่ต่อให้เจ้าตัวพยายามตีหน้าตายแค่ไหนก็ปิดไม่มิด
"ก็... มันสถานการณ์เฉพาะหน้าพรรค์นั้นนี่คะ ใครจะไปตั้งตัวทัน" รินรดาพึมพำเสียงเบาลงโดยอัตโนมัติ ความพยศเมื่อครู่หดหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อปลายนิ้วเรียวของพินทุ์เอื้อมมาปัดเศษผงกระดาษที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อให้เธออย่างถือวิสาสะ
สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอารินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ จากตัวของแพทย์นิติเวชลอยเข้ามาแตะจมูกท่ามกลางบรรยากาศอับชื้น หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเสียดื้อๆ ทั้งที่นี่คือสถานที่เก็บหลักฐานของคดีฆาตกรรมสยองขวัญแท้ๆ
"หัดระวังตัวเสียบ้างนะคะ... ฉันไม่ได้ว่างมาคอยชันสูตรศพคุณหรอกนะ" พินทุ์กระซิบเบาๆ ใกล้ใบหู น้ำเสียงดุแต่แฝงความสั่นพร่าเล็กน้อยก่อนจะผกายตัวถอยห่างออกไปยืนกอดอกนิ่ง
รินรดาแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยกมือขึ้นแตะปกเสื้อบริเวณที่อีกฝ่ายเพิ่งสัมผัสเมื่อครู่ ความร้อนจากปลายนิยร์ของพินทุ์เหมือนยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้หัวใจปั่นเล่น ก่อนที่เธอจะสะบัดหัวแรงๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมาแล้วหันกลับมาสนใจกองเอกสารตรงหน้า
"ว่าแต่... เบาะแสจากศพรายล่าสุดที่คุณพินทุ์พูดถึง มันคืออะไรกันแน่คะ ถึงทำให้ผู้กองถึงกับหน้าถอดสีโทรศัพท์มารายงานเราแบบนั้น" รินรดาเปลี่ยนเรื่องกลับเข้าสู่โหมดจริงจัง ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด
พินทุ์ขยับแว่นเล็กน้อย เดินกลับไปหยิบแฟ้มคดีสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดผ่านหน้าจอแท็บเล็ตส่วนตัว ก่อนจะพลิกหน้ากระดาษให้รินรดาดูร่องรอยบาดแผลที่ถูกถ่ายภาพไว้ด้วยความละเอียดสูง
"รอยกรีดรูปสัญลักษณ์ดาราศาสตร์... มันไม่ใช่แค่การฆาตกรรมเพื่อแก้แค้นธรรมดาค่ะรินรดา" พินทุ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดขึ้น "ฆาตกรรายนี้มีความรู้เรื่องนิติวิทยาศาสตร์และกายวิภาคศาสตร์ในระดับเดียวกับแพทย์ หรืออาจจะมากกว่า... เขารู้ว่าต้องกรีดตรงจุดไหนถึงจะทำให้เหยื่อทรมานที่สุดโดยไม่ตายทันที และที่สำคัญที่สุด..."
พินทุ์เงียบไปนิด ช้อนสายตาขึ้นสบกับรินรดาตรงๆ
"รอยแผลนี้ มันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับคดีฆาตกรรมเมื่อเจ็ดปีก่อน... คดีที่ถูกปิดตายไปแล้ว และเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของคุณเอง"
บรรยากาศในห้องเก็บพยานหลักฐานพลันทิ้งดิ่งลงสู่ความเงียบงันที่น่าอึดอัด รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ปมในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ลึกที่สุดกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางแสงสว่างอีกครั้ง
"เป็นไปไม่ได้..." รินรดาครางแผ่วเบา ส่ายหัวช้าๆ "ฆาตกรคนนั้น... ตายไปแล้วไม่ใช่หรือไงคะ ในกองเพลิงวันนั้น..."
"ไม่มีใครยืนยันศพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ" พินทุ์พูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแต่แววตากลับไหววับ "และหลักฐานชิ้นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งส่งมาจากที่เกิดเหตุเมื่อครู่... ก็ยืนยันชัดเจนว่า 'เขา' กลับมาแล้ว"
ก่อนที่รินรดาจะได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงหอบหายใจรัวก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินด้านนอก ประตูเหล็กห้องเก็บพยานหลักฐานถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ร่างของนายตำรวจหนุ่มลูกน้องคนสนิทของผู้กองพุ่งเข้ามาด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว ใบซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด
"ผู้กองครับ! คุณพินทุ์! แย่แล้วครับ!" นายตำรวจหนุ่มละล่ำละลักพูดแทบไม่เป็นคำ "ไอ้หมอนั่น... มันทิ้ง 'ของขวัญ' อีกชิ้นไว้ที่หน้าห้องทำงานของคุณรินรดาครับ... และตอนนี้... ตอนนี้ระบบความปลอดภัยทั้งหมดในตึกนี้ถูกล็อกดาวน์โดยฝีมือของมันแล้วครับ!"
รินรดาและพินทุ์สบตากันทันที ประกายไฟแห่งอันตรายพุ่งพล่านขึ้นในแววตาของทั้งคู่
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันมาตลอดนะคะ รักรี้ดเดอร์ทุกคนค่ะ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 9
สืบในเงาเมืองหลวง
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!