กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและกระดาษเอกสารเก่าคร่ำคร่าในตู้เก็บพยานหลักฐาน ไม่เคยอบอวลชวนอึดอัดเท่านี้มาก่อนค่ะ
ประกายไฟที่สาดเข้าหากันเมื่อครู่ยังไม่ทันมอดดับลง รินรดาก็เป็นฝ่ายเบือนสายตาหนีไปก่อน สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว มือเรียวแสร้งคว้าแฟ้มคดีฆาตกรรมอำพรางขึ้นมาเปิดพรึบ ทั้งที่หน้ากระดาษข้างในกลับตีลังกาหัวกลับอยู่เห็นๆ
"ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว รบกวนหลบทางด้วยค่ะคุณหมอพินทุ์ พื้นที่ตรงนี้มันแคบ และฉัน..."
"คุณกำลังมือสั่นค่ะ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยียบเย็นนิดๆ แต่เจือแววสังเกตการณ์อย่างเฉียบคมดังแทรกขึ้นมาทันที พินทุ์ไม่ได้ขยับหนีตามคำไล่ สalapายังคงยืนตรึงร่างแนบชิดอยู่กับชั้นวางโลหะ ท่าทีสุขุมนุ่มลึกภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศระหว่างพวกเขากลายเป็นสนามประลองจิตวิทยาขนาดย่อม
รินรดาชะงักกึก ปลายนิ้วที่กำมุมแฟ้มแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด เธอเกลียดความจริงข้อนี้ที่สุด—เกลียดที่พินทุ์อ่านเธoingได้ทะลุปรุโปร่งราวกับเธอเป็นเพียงสมุดบันทึกเล่มบางๆ ที่เปิดอ่านกี่ครั้งก็เจอแต่เรื่องเดิมๆ
"ฉันไม่ได้มือสั่น นี่มันความหนาแน่นของห้องใต้ดินต่างหากล่ะคะ แอร์เสียหรือไง ทำไมมันถึงได้ชื้นแฉะจนน่าหงุดหงิดขนาดนี้" นักสืบสาวสวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดเพื่อกลบเกลื่อนความรวนเรในอก หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำไม่เป็นส่ำ ยิ่งยามที่พินทุ์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนได้กลิ่นจางๆ ของน้ำยาซักผ้าสะอาดผสมกับกลิ่นเฉพาะตัวของอีกฝ่าย ความกดดันก็ยิ่งพุ่งทะยานจนแทบหายใจไม่ออก
นี่แหละคือจุดที่พินทุ์เริ่มเอะใจ...
ทุกครั้งที่สถานการณ์บีบคั้น รินรดาที่ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน มักจะเลือกวิธี "พุ่งชน" หรือไม่ก็ "ปากไว" เพื่อกลบเกลื่อนความเปราะบางภายใน แต่ในยามที่ถูกจี้จุดสำคัญ หรือยามที่ความลับบางอย่างในใจกำลังจะหลุดรอดผ่านแววตา รินรดาจะเลือกถอยหลัง ปฏิเสธเสียงแข็ง และแสดงอาการทางกายที่ขัดแย้งกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง—เหมือนเช่นตอนนี้ ที่ปลายนิ้วของเธอยังคงจิกขอบแฟ้มแน่นจนสั่นระริก
พินทุ์หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมกริบมองสำรวจทุกรายละเอียดบนใบหน้าหวานที่กำลังเชิดขึ้นอย่างดื้อรั้น ความเงียบงันโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งคู่ ชนิดที่ได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบา
"คุณกลัวอะไรอยู่คะ" พินทุ์เอ่ยถามเสียงนุ่ม แต่มันกลับทรงพลังพอจะทะลวงเกราะป้องกันทุกชั้นของรินรดาได้ในคราวเดียว "กลัวคดีนี้... หรือว่ากลัวความรู้สึกของตัวเองกันแน่"
"คุณพินทุ์!" รินรดาหันขวับกลับมาตวาดแว้.d ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโมโหที่ถูกจับไต๋ได้ "อย่ามาพูดจาจิตวิทยาต้มตุ๋นกับฉันนะ ฉันเป็นนักสืบ ไม่ใช่คนไข้ในความดูแลของคุณ เลิกทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของหรือทำเป็นรู้ทันฉันสักทีจะได้ไหม!"
"ถ้าฉันไม่พูด แล้วจะมีใครกล้าเตือนสติคุณล่ะคะ?" พินทุ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมบาดลึก ดวงตาคู่สวยมองตรงมาที่เธอด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งหนาเตอะ "คุณกำลังวิ่งไล่ตามเงาของตัวเอง รินรดา คดีนี้มันอันตรายเกินไป และคุณก็กำลังกดดันตัวเองจนแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว... ทำไมถึงไม่ยอมแบ่งเบาภาระมาให้คนอื่นพึ่งพาเกียรติบ้าง"
ประโยคนั้น... ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของคนปากคอเราะร้าย กลับมีอานุภาพทำลายล้างความตั้งใจทั้งหมดของรินรดาลงราบคาบ
ดวงตาของนักสืบสาวไหววับ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกเหนื่อยล้าที่สะสมมานานนับเดือน ถูกสะกิดด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งจากคนตรงหน้า จนเกือบจะทำให้กำแพงที่เธอสร้างไว้พังทลายลงตรงนั้น
"คุณไม่เข้าใจหรอก..." เสียงของรินรดาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความพยศเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนเร้น "ถ้าฉันล้ม... คนพวกนั้นก็จะลอยนวล และความจริงก็จะตายไปพร้อมกับหลักฐานในห้องนี้"
พินทุ์นิ่งงัด เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววความเจ็บปวด ความรู้สึกบางอย่างตีรวนขึ้นในอกของแพทย์นิติเวชผู้ไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใด มือเรียวภายใต้เสื้อกาวน์ขยับเข้าหาอย่างช้าๆ ราวกับต้องการจะเอื้อมไปกุมมือที่กำลังสั่นเทานั้นไว้เพื่อแบ่งปันความอบอุ่น
ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความสลัวของตู้เก็บพยานหลักฐาน เคมีอันตรายที่ดึงดูดและผลักไสในเวลาเดียวกันกำลังทำงานอย่างเต็มที่ รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ดวงตากลมโตมองริมฝีปากที่ขยับจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำบางอย่างที่อาจจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาล
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของพินทุ์เกือบจะสัมผัสโดนหลังมือของเธอ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นกะทันหันที่ทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงเปิดประตูดังปัง!
"ผู้หมวดรินรดา! อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ? เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
เสียงตะโกนร้อนรนของสารวัตรหนุ่มลูกน้องคนสนิทดังแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศสีชมพูแกมดราม่าจนกระเจิง พร้อมๆ กับร่างของเขาที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าประตูตู้เก็บพยานหลักฐานโดยไม่ทันตั้งตัว!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้นะคะ!
เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 10
สายตาสงสัยของคนข้างกาย
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!