เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 11

มื้อค่ำที่ไม่ได้นัดหมาย

ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
"ผู้กองครับ! แย่แล้วครับ... เอえ! ผมไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะความรัก... เอ๊ย! ความลับของทางราชการนะครับ!" เสียงตะโกนแหบแห้งของหมวดธนาดังลั่นจนตู้เก็บพยานหลักฐานแทบสะเทือน ร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบยับยู่ยี่พุ่งพรวดเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบานประตูกระจกฝ้า ก่อนจะเบรกเอี๊ยดจนรองเท้าคอมแบทแทบครูดกับพื้นกระเบื้อง ดวงตาเบิกกว้างสลับมองรินรดาที่กำลังยืนชิดติดชั้นวางเอกสาร กับหมอพินทุ์ที่ยังคงรักษาระยะห่างด้วยใบหน้าเรียบตึงราวกับรูปปั้นหินอ่อน รินรดากลืนน้ำฝืดลงคอ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันราวกับถูกสาดด้วยน้ำร้อน เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจากร่างสูงของแพทย์นิติเวช พร้อมกับส่งค้อนวงใหญ่ไปให้ลูกน้องตัวแสบที่ทำหน้าเลิกลั่กทำตัวไม่ถูก "ตาบ้าธนา! นายอยากโดนย้ายไปเฝ้าบ่อปลาหน้ากองปราบหรือไงถึงได้แหกปากซะขนาดนี้!" รินรดาแหวใส่เพื่อกลบเกลื่อนความกระดากอายที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู "โหย ผู้กองก็... ใครจะไปรู้ล่ะครับว่าในตู้เก็บเอกสารกลิ่นอับๆ นี่ จะมีบรรยากาศชวนเข้าใจผิดระดับสิบกะโหลกแบบนี้!" หมวดหนุ่มทำหน้ายู่ ยื่นสมุดรายงานในมือให้แบบลวกๆ ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองหมอพินทุ์ที่ตอนนี้ปรายตามองกลับมาด้วยรังสีอำมหิตเย็นเยียบจนเจ้าตัวต้องรีบหดคอหนี "เอ่อ คือ... ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะครับคุณหมอพินทุ์ พอดีที่ห้องชันสูตรมีเรื่องด่วน... เคสศพปริศนาเมื่อคืน มีผลตรวจสารพิษรอบสองออกแล้วครับ!" คำว่า 'เคสศพปริศนา' ดึงบรรยากาศสีชมพูแกมความอึดอัดให้สลายกลายเป็นความจริงอันเคร่งเครียดในพริบตา รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมาสู่โหมดนักสืบ ส่วนพินทุ์ก็ขยับแว่นสายตา เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านหน้าหมวดธนาออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง ทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาคนฟังต้องขบกรามแน่น "ตามฉันมาที่ห้องแล็บ... ถ้าไม่อยากให้คดีนี้กลายเป็นสุสานคนตายรอบสอง" แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานในห้องแล็บนิติเวชยามค่ำคืนทอดเงายาวทับซ้อนกัน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องหมุนเหวี่ยงสารเคมี พินทุ์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูง นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองเอกสารรายงานผลชันสูตรฉบับล่าสุดในมือ รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างหมดสภาพ ความเหนื่อยล้าจากการวิ่งวุ่นทั้งวันผสานกับความรู้สึกแปลกๆ ที่ยังตกค้างมาจากเหตุการณ์ในตู้เก็บพยานหลักฐานเมื่อครู่ ทำให้เธอเผลอเอามือลูบต้นคอตัวเองเบาๆ โดยไม่รู้ตัว "มองอะไรนักหนาคะ หมอมีอะไรจะพูดก็พูดมาสิ" รินรดาเปิดฉากทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดนิดๆ เพื่อกลบเกลื่อนหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ "ฉันแค่กำลังคิดว่า..." พินทุ์วางเอกสารลงบนโต๊ะ ช้อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาคู่สวยของนักสืบสาวตรงๆ "คนปากเก่งอย่างคุณนี่ เวลาจนมุมแล้วน่าดูชมเหมือนกันนะคะ" "หมอพินทุ์!" รินรดาโพล่งขึ้นมาทันที แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเคือง "ฉันไม่ได้จนมุมสักหน่อย แค่... แค่โดนเจ้าธนาขัดจังหวะต่างหากเล่า!" "ขัดจังหวะอะไรคะ?" พินทุ์เอียงคอเล็กน้อย มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าจงใจแกล้ง "ฉันแค่จะบอกว่าเอกสารบนชั้นนั้นมันฝุ่นเยอะ เป็นห่วงสุขภาพปอดของนักสืบแถวนี้หรอกนะถึงได้เดินเข้าไปใกล้... แต่ดูเหมือนคุณจะคิดไปไกลกว่านั้นเยอะเลยสินะคะ" ให้ตายเถอะ! ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจเป็นบ้า! รินรดากัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดใจ เธอนั่งกอดอกเชิดหน้าขึ้นเพื่อรักษาฟอร์ม "ฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ หมอนั่นแหละชอบพูดจายั่วโมโหอยู่เรื่อย... ว่าแต่ผลตรวจสารพิษรอบสองมันบอกอะไรเรากันแน่ ทำไมหมอถึงต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นตอนอยู่ที่ตู้เอกสาร" เมื่อเปลี่ยนเรื่องเข้าสู่โหมดจริงจัง พินทุ์ก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นแพทย์นิติเวชผู้เย็นชาและเนี้ยบกริบทันที เธอหยิบขวดตัวอย่างสารเคมีใสแจ๋วขึ้นมาหมุนเล่นช้าๆ "สารพิษที่พบในศพเมื่อคืน ไม่ใช่สารเคมีทั่วไปตามท้องตลาด... แต่มันคือสารสังเคราะห์ที่ใช้ในขบวนการฟอกขาวของบริษัทนำเข้าอัญมณีรายใหญ่" พินทุ์เว้นจังหวะ สายตาทอประกายลึกล้ำ "และบังเอิญเหลือเกิน... ว่าบริษัทนั้น เป็นหนึ่งในลูกค้าคนสำคัญของสำนักงานกฎหมายที่คุณกำลังตามสืบอยู่พอดี" รินรดานิ่งงัง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความง่วงงุนและอาการเขินอายเมื่อครู่ปลิวหายไปในอากาศ สมองของนักสืบสาวเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว "หมายความว่า... คดีฆาตกรรมอำพรางนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการขัดผลประโยชน์ในวงการใต้ดิน แต่เป็นเรื่องของทุนใหญ่ที่พยายามปิดปากพยานสำคัญ!" รินรดาพึมพำกับตัวเอง "ฉลาดนี่คะ" พินทุ์เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แววตากลับอ่อนลงวูบหนึ่งเมื่อมองใบหน้าเคร่งเครียดของคนตรงข้าม "แต่ความฉลาดของคุณมักจะแลกมาด้วยการเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายอยู่เรื่อย... วันนี้โชคดีที่มีฉันอยู่ในตู้เก็บพยานหลักฐาน แล้วถ้าวันอื่นที่คุณวิ่งโร่ไปคนเดียวแล้วไม่มีใครคอยดึงคุณไว้ล่ะคะ คุณจะทำยังไง?" คำถามนั้นไม่ใช่คำถามเชิงประชดประชัน แต่มันแฝงไปด้วยความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสำליอุ่นๆ มาจุกอยู่ที่อก หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความโกรธ กลับเปลี่ยนเป็นจังหวะหน่วงแปลกๆ ที่อธิบายไม่ถูก เธอมองลึกลงไปในดวงตาสีนิลของแพทย์นิติเวชตรงหน้า ที่ปกติมักจะมองเธอด้วยสายตาดุๆ หรือรอยยิ้มเยาะ แต่ในเวลานี้ มันกลับสะท้อนความห่วงใยที่ปิดไม่มิดออกมาอย่างชัดเจน "หมอ..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วลง ความพยศในตัวลดฮวบลงเหลือเพียงความอ่อนโยนที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น "นี่หมอ... เป็นห่วงฉันเหรอคะ?" พินทุ์ชะงักไปนิดหนึ่ง เปลือกตาปิดลงชั่วพริบตาก่อนจะลืมขึ้น ใบหน้าสวยคมเบือนหนีไปทางอื่นเล็กน้อยเพื่อซ่อนร่องรอยความประหม่าที่หลุดรอดออกมา "อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลยค่ะ รินรดา... ฉันแค่ไม่อยากทำงานศพที่คุณเป็นคนส่งมาตรวจเพิ่มก็เท่านั้น" น้ำเสียงแข็งกระด้างที่พยายามทำเป็น ีตลบตะแลงไม่ได้ช่วยให้เนียนขึ้นเลยสักนิด รินรดายกยิ้มมุมปาก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจจนเผลอยื่นมือไปแตะแขนเสื้อกาวน์สีขาวของอีกฝ่ายเบาๆ "ปากแข็งชะมัด..." รินรดาพึมพำยิ้มๆ "ทั้งที่หน้าตาก็ออกจะ..." ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ก่อนที่บานประตูห้องแล็บจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรออนุญาต ร่างของสารวัตรหนุ่มรุ่นพี่พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกยิ่งกว่าหมวดธนาเสียอีก มือหนายื่นแท็บเล็ตในมือมาตรงหน้ารินรดาด้วยอาการสั่นเทา "ผู้กอง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ทางกองพิสูจน์หลักฐานเพิ่งส่งภาพกล้องวงจรปิดรอบบ้านพักของพยานปากเอกที่เราซ่อนไว้... ตอนนี้... บ้านหลังนั้นกำลังไฟไหม้ครับ!" รินรดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนแทบคว่ำ ความตกใจแล่นพล่านไปทั่วร่าง พินทุ์เองก็ลุกขึ้นยืนตาม ใบหน้าหวานตึงเครียดขึ้นมาทันทีในเสี้ยววินาที แต่ก่อนที่รินรดาจะทันได้ก้าวเท้าออกจากโต๊ะทำงาน แรงดึงกระชากเบาๆ ที่ข้อแขนก็ทำให้เธอต้องหันกลับไปมอง พินทุ์คว้าข้อมือเธอไว้แน่น ดวงตาสีนิลคู่นั้นฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด แต่สิ่งที่ทำให้รินรดาแทบหยุดหายใจ คือประโยคถัดมาที่กระซิบแผ่วเบารemind อยู่ข้างหู "อย่าเพิ่งไป... นี่มันไม่ใช่ อุบัติเหตุธรรมดา... คนที่เผาบ้านหลังนั้น กำลังรอให้คุณเดินเข้าไปติดกับดักต่างหากล่ะคะ!" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความหวานและลุ้นไปกับความปากแข็งของหมอพินทุ์กับผู้กองรินรดานะคะ! น้า~ ติดตามตอนต่อไปกันต่อได้เลยค่ะ! ❤️
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%