เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 7

คำเตือนจากเพื่อนร่วมงาน

ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
“ถ้าไม่อยากให้สมองสวยๆ ของคุณกระจายติดผนังห้องเก็บพยานหลักฐาน ก็หุบปากแล้วหมุนตัวกลับมาซะ ยัยตัวแสบ” เสียงกระซิบกระชากเหี้ยมเกรียมจากด้านบนดังขึ้น พร้อมกับความเย็นเฉียบของปากกระบอกปืนที่จ่อตรงมาที่ท้ายทอยของพินทุ์พอดี! บรรยากาศในห้องเก็บพยานหลักฐานยามวิกาลดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งทันที กลิ่นอายความตายไม่ได้มาจากศพบนโต๊ะชันสูตรอีกต่อไป แต่มันกำลังลอยวนอยู่บนหัวของแพทย์นิติเวชผู้เนียบกริบ รินรดาที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวแทบหยุดหายใจ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนดังสะท้อนก้องในโสตประสาท ความโกรธเกรี้ยวพุ่งทะยานขึ้นมาจนร้อนผ่าวที่ขอบตา สมองที่มักรวดเร็วในการวิเคราะห์คดีกลับว่างเปล่าชั่วขณะ เมื่อเห็นชีวิตของคนที่เธอปากร้ายใส่ทุกวันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย “ฉันบอกให้วางอาวุธแล้วถอยไป!” รินรดาแผดเสียงก้อง พร้อมกับชักอาวุธประจำกายออกมาเล็งตรงไปยังเงาดำที่ยืนซ้อนหลังพินทุ์ทันที ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวและกรุ่นโกรธ “แกเป็นใคร! กล้าดียังไงถึงบุกเข้ามาในเขตหวงห้ามของกรมตำรวจ!” เงาดำหัวנסในลำคออย่างเย้ยหยัน แสงไฟนีออนสลัวๆ เผยให้เห็นโครงหน้าครึ่งซีกของชายสวมหมวกแก๊ปสีดำและหน้ากากอนามัยอำพรางใบหน้า แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏขึ้นบริเวณหางตา “ตำรวจสมัยนี้มันใจกล้าหน้าด้านดีแท้…” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยเยาะเย้ย “รู้อยู่แก่ใจว่ากำลังเล่นอยู่กับไฟกองใหญ่ แต่ก็ยังดึงเอาคนที่ไม่เกี่ยวอย่างหมอพินทุ์มาตายน้ำตื้นด้วย… หึ สมองมีไว้คั่นหูหรือไง ถึงได้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเหยียบตาปลาใครเข้า” พินทุ์ที่ตกเป็นตัวประกันไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยภายใต้กรอบแว่นยังคงนิ่งสงบ เย็นชา และเต็มไปด้วยความถือดี แม้ว่าเหล็กเย็นเฉียบจะจ่ออยู่ที่ท้ายทอย เธอกลับเหลือบสายตากลับมามองรินรดาเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดระคนระอาใจ “คุณรินรดา…” พินทุ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไม่มีความสั่นเครือแม้แต่น้อย “นี่คือผลลัพธ์จากการที่คุณชอบทำตัวเป็นฮีโร่ตกกระป๋องสินะคะ… ลากปัญหาชาวบ้านมาใส่ตัวไม่พอ ยังลามปามมาถึงตู้เก็บพยานหลักฐานที่ฉันเพิ่งจัดระเบียบเสร็จเรียบร้อยเมื่อตอนเย็นด้วย” รินรดาเกือบจะสำลักน้ำลายตัวเอง “นี่คุณหมอ! ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาบ่นเรื่องจัดห้องนะ! ฉันกำลังเอาชีวิตมาช่วยคุณอยู่นะยะ!” “ช่วยเหรอคะ? มองยังไงก็เห็นแต่คุณกำลังจะทำให้ฉันตายเพราะความสะดุดตาเกินเหตุของตัวเองมากกว่า” พินทุ์สวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด สัญชาตญาณการปากคอเราะร้ายของแพทย์นิติเวชก็ไม่เคยลดน้อยลงเลย “หุบปากทั้งคู่!” คนร้ายคำรามลั่นด้วยความรำคาญ แรงกดของปากกระบอกปืนที่ท้ายทอยพินทุ์เพิ่มน้ำหนักขึ้นจนน่ากลัว “พวกแกสองคนรูมากเกินไป เอกสารในแฟ้มคดีนั้นมันควรจะฝังลงหลุมไปพร้อมกับเหยื่อรายแรก ไม่ใช่มานอนรอการตรวจสอบอยู่บนโต๊ะนี่! เตรียมตัวสั่งเสียกันได้เลย…” นิ้วชี้ของคนร้ายเริ่มกระดิกเข้าใกล้ไกปืน ในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้น รินรดารู้ดีว่าการเจรจาไร้ความหมาย เธออาศัยจังหวะที่คนร้ายกำลังสมาธิหลุดไปกับการต่อปากต่อคำกับพินทุ์ ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นแล้วเหนี่ยวไกกระสุนยางพุ่งตรงไปที่มือถือของคนร้ายที่เหน็บอยู่กระเป๋าเสื้อทันทีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ! *ปัง!* เสียงปืนดังสนั่นก้องห้องทึบ คนร้ายสะดุ้งสุดตัวเพราะแรงกระแทก พินทุ์ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ศอกเรียวงามกระแทกเข้าที่สีข้างของคนร้ายอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี ตามด้วยการบิดข้อมือที่ถือปืนด้วยทักษะการป้องกันตัวที่คาดไม่ถึง! *ตุบ! อัก!* ร่างของคนร้ายเซถลาล้มลงกระแทกกับชั้นวางแฟ้มเอกสารหลักฐานจนข้าวของกระจัดกระจาย รินรดารีบพุ่งเข้าไปใช้กุญแจมือล็อกข้อมือของมันไว้กับเสาเหล็กทันทีอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหอบหายใจโยนตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นด้วยความโล่งอก ห้องเก็บพยานหลักฐานกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของรินรดา และเสียงจัดระเบียบเสื้อผ้าของพินทุ์ที่ยืนปัดฝุ่นตามแขนเสื้อด้วยท่าทางราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย รินรดาเงยหน้าขึ้นมองแพทย์สาวด้วยความหมั่นไส้แกมโล่งอก “คุณนี่นะ… มือปืนเอาปืนจ่อหัวอยู่แท้ๆ ยังจะมีอารมณ์มาตำหนิฉันเรื่องจัดห้องอีกเหรอ!” พินทุ์ปรายตามองผู้หมวดสาวที่นั่งกองอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้รินรดาอยากจะเอาหัวโขกตู้เหล็กเล่น “ฉันแค่เสียดายเวลาค่ะ…” พินทุ์เอ่ยเสียงเรียบ “แฟ้มคดีที่คุณดึงเข้ามาเกี่ยวพัน มันทำให้ฉันต้องทำงานล่วงเวลาติดต่อกันมาสามวันแล้วนะคะ ผู้หมวดรินรดา… และถ้าคุณยังไม่เลิกทำตัวเป็นแม่พระผู้ใจบุญแบกรับคดีอันตรายแบบนี้ คนที่จะไม่ได้ตื่นมาจัดห้องพยานหลักฐานอีกต่อไป อาจจะไม่ใช่ฉัน… แต่เป็นตัวคุณเองต่างหาก” คำพูดนั้นไม่ได้เจือด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย แต่มันกลับลึกซึ้งและแฝงความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความดุอย่างแนบเนียน รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวเมื่อครู่ กลับเปลี่ยนจังหวะเป็นเต้นผิดท่วงทำนองเพราะสายตาคมกริบที่มองตรงมาอย่างจริงจังของคนตรงหน้า “เป็นห่วงฉันก็บอกมาเถอะน่า…” รินรดาแกล้งแซวกลบเกลื่อนความเขินอายที่ตีตื้นขึ้นมา พร้อมกับส่งยิ้มกวนประสาทกลับไป “ปากแข็งแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเอาเป็นแฟนนะคุณหมอ” “ฉันชอบอยู่คนเดียวค่ะ และยิ่งชอบมากกว่าเดิมถ้าไม่มีคุณมาป้วนเปี้ยนแถวโต๊ะชันสูตร” พินทุ์ตอบกลับทันควัน ไหล่บางไหวเล็กน้อยด้วยความรำคาญที่ถูกจับไต๋ได้ แต่ก่อนที่รินรดาจะได้สวนคำหวานกลับไปเพื่อยั่วเย้าให้คนปากแข็งแถไม่ออก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเก็บพยานหลักฐาน พร้อมกับเสียงเคาะรัวเร็วก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท! “ผู้หมวด! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!” จ่าสิบตำรวจสมชาย ลูกน้องคนสนิทของรินรดาก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก “เราเพิ่งได้รับรายงานด่วนจากกองพิสูจน์หลักฐาน… คดีที่คุณรินรดากำลังตามสืบอยู่ตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องฆาตกรรมธรรมดาแล้วครับ!” รินรดาขมวดคิ้วมุ่นทันที “หมายความว่ายังไง?” สมชายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหันไปสบตากับพินทุ์แวบหนึ่งด้วยความหวาดหวั่น แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทั้งสองคนเย็นเฉียบ “คนร้ายที่เราเพิ่งจับได้คาหนังคาเขาคนนี้… ไม่ใช่ฆาตกรตัวจริงครับ… แต่เขาเป็นแค่ ‘เหยื่อล่อ’ ที่ถูกตั้งเวลาชีวิตไว้ และตอนนี้ ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในตึกนี้กำลังจะทำงานในอีกสามนาทีข้างหน้าครับ!” ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์สุดป่วนและปมอันตรายในตอนนี้ด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%