กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องชันสูตรพลิกศพไม่เคยให้ความรู้สึกโรแมนติกเลยสักนิด แต่ในวินาทีที่แฟ้มคดีบนโต๊ะถูกกระแทกเสียงดังปังจนเอกสารกระจัดกระจาย รินรดาแทบอยากจะเอาหัวโขกขอบสแตนเลสให้รู้แล้วรู้รอด
“คุณมันบ้าไปแล้วหรือไงพินทุ์!”
เสียงตวาดแหลมสูงของนักสืบสาวดังสะท้อนก้องห้องสี่เหลี่ยมเย็นเฉียบ รินรดาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตฉายแววกรุ่นโกรธจนแทบจะพ่นไฟใส่ผู้ชายหน้านิ่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน
หมอพินทุ์ปรายตามองเอกสารแผ่นที่ร่วงหล่นลงพื้นอย่างไม่ยืดหยุ่น ใบหน้าคมคายภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นเรียบเฉยราwanน้ำแข็งขั้วโลก เขายังคงรักษาระดับลมหายใจสม่ำเสมอราวกับว่าเสียงโวยวายของเธอเป็นเพียงเสียงแมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่งเท่านั้น
“ถ้าคุณใช้สมองคิดวิเคราะห์ให้มากกว่าต่อมความรู้สึกที่กำลังพุ่งพล่าน รินรดา คุณน่าจะมองเห็นว่ากลยุทธ์การบุกเข้าค้นโกดังร้างของทีมคุณมันคือการเดินไปให้ฆาตกรเอาปืนจ่อหัวชัดๆ” พินทุ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักนั้นกลับบาดลึกเสียยิ่งกว่าใบมีดผ่าศพ
“แต่เรามีพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามันซ่อนอยู่ที่นั่น! ถ้าเรามัวแต่รอหมายศาลตามขั้นตอนเต่าคลานแบบที่คุณชอบ ศพที่สามก็จะกลายเป็นเศษเนื้อเน่าๆ ไปเสียก่อน!” รินรดาเถียงกลับเสียงดัง ใบหน้าเนียนแดงก่ำด้วยความโมโห เธอพุ่งตัวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน มือเรียวบางยันพื้นโต๊ะโน้มตัวลงไปจ้องตาเขาเขม็ง “อย่ามาทำเป็นเก่งในห้องแอร์แล้วสั่งฉันนะหมอ! คนที่ลงไปลุยในดินโคลนมันคือฉัน ไม่ใช่คุณ!”
พินทุ์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนรินรดาเกือบลืมหายใจเมื่อจู่ๆ ร่างสูงก็ขยับตัวเข้าหาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายฟอร์มาลีนจางๆ ลอยแตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณการป้องกันตัวของเธอให้ตื่นตัวขึ้นทันที
“เพราะคุณเป็นคนลงไปลุยต่างหาก ผมถึงต้องคอยระวังไม่ให้คุณเอาชีวิตโง่ๆ ไปทิ้งไว้ข้างทาง” พินทุ์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน แววตาคมกริบที่มักจะเย็นชากลับไหววับด้วยประกายบางอย่างที่รินรดาอ่านไม่ออก “รอยสัญลักษณ์บนศพล่าสุด... มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ และฆาตกรไม่ได้เล่นตามเกมที่คุณคิด”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันทีเมื่อคำพูดนั้นดึงสติทั้งคู่กลับมายังคดีตรงหน้า
ย้อนกลับไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ข่าวสารจากกองบัญชาการเพิ่งส่งตรงเข้ามาทำลายบรรยากาศตึงเครียดเรื่องกลยุทธ์ ศพปริศนาที่เพิ่งถูกส่งมาผ่าพิสูจน์มีรอยสักรูปดอกกุหลาบสีดำกลีบซ้อน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลายเดียวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของพ่อหมอพินทุ์เมื่อสามปีก่อนเป๊ะๆ และนั่นคือจุดชนวนที่ทำให้ความเห็นต่างเรื่องการสืบสวนปะทุขึ้น รินรดายืนยันจะใช้กำลังบุกทลายรังเก่าเพื่อหาตัวการ ส่วนพินทุ์กลับยืนกรานให้ใช้แผนซ้อนแผนเพื่อล่อให้มันคายความจริงออกมาเอง
“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง ปล่อยให้มันลอยนวลไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะชันสูตรศพครบโหลหรือไงคะ!” รินรดาผละถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก น้ำเสียงของเธอยังคงแข็งกร้าว แต่หัวใจกลับเต้นรัวผิดจังหวะด้วยความอึดอัดที่ไม่อาจหาคำอธิบาย
“ผมไม่ได้บอกให้คุณปล่อยมันไป” พินทุ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงของเขาทำให้รินรดาต้องแหงนหน้ามองเล็กน้อย ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดทีละก้าวอย่างคุกคาม “แต่ผมต้องการให้คุณ ‘เชื่อใจ’ ผมบ้าง... รินรดา”
คำว่า *‘เชื่อใจ’* ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ น้ำเสียงของหมอหนุ่มไม่ได้ราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนทุกที แต่มันเจือความทุรนทุรายบางอย่างที่ซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีหยิ่งผยอง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยังคงเชิดหน้าขึ้นดื้อดึง “ฉันจะเชื่อใจคนที่เอาแต่ใจตัวเองและชอบสั่งคนอื่นได้อย่างไรคะ”
“ก็ด้วยวิธีนี้ไง...”
พินทุ์ไม่ปล่อยให้เธอได้ต่อปากต่อคำอีกต่อไป มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้รวบเดียวแล้วดึงเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว รินรดาอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ ร่างบางเซถลาเข้าไปชนแผงอกกว้างตามแรงดึง กลิ่นน้ำหอมเจือจางบนเสื้อกาวน์ทำเอาสติที่กำลังกระเจิงของเธอเตลิดไปกันใหญ่
ดวงตาคู่คมก้มลงมองเธอ ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่ใกล้กันจนแทบจะสัมผัส ปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะชนกับสันจมูกของเขา รินรดานิ่งค้าง เธอลืมบทสนทนาเผ็ดร้อนเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น สมองขาวโพลนราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
“นี่คุณ...”
“เงียบก่อนน่า” พินทุ์กระซิบชิดริมฝีปาก สายตาของเขาไม่ได้มองที่ใบหน้าเธอ แต่มันกวาดมองไปที่บานประตูห้องชันสูตรที่ปิดสนิท ก่อนที่เขาจะดึงเธอกระชับเข้ามาซ่อนไว้ด้านหลังลำตัวหนาของตนเองในเสี้ยววินาที
ปัง!
เสียงถีบประตูห้องชันสูตรเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของหมวดวิกรมที่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก หอบหายใจโยนแฟ้มเอกสารด่วนที่สุดลงบนโต๊ะโลหะเสียงดังลั่น
“ผู้กอง! หมอ! แย่แล้วครับ... สายของเราที่ส่งไปซุ่มดูโกดังเมื่อกี้เพิ่งส่งสัญญาณชีพจรสุดท้ายมา... ตอนนี้สัญญาณขาดหายไปแล้ว และ... และที่สำคัญที่สุด ระบบกล้องวงจรปิดรอบตึกนิเวศน์กำลังถูกแฮกจากภายนอกครับ!”
รินรดาเบิกตากว้าง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเย็นวาบที่แล่นพล่านไปตามสันหลัง เมื่อเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์รักษาความปลอดภัยที่เริ่มกระพริบเป็นสีแดงฉานทีละดวง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับเคมีคู่กัดคู่นี้เสมอนะคะ
เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน•ตอนที่ 13
การปะทะคารมครั้งใหญ่
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายคือตู้เก็บพยานหลักฐาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!