กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวู้ดดี้เจือจางผสมกับกลิ่นไอฝนจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ที่สว่างด้วยแสงไฟสีส้มจากหลอดแอลอีดีฉุกเฉิน มันไม่ใช่บรรยากาศที่น่ารื่นรมย์นักสำหรับคนที่เกลียดสถานที่ปิดตายอย่างรวิชญ์ แต่สำหรับนลิน... ปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องที่ลิฟต์แก้วของอาคารสำนักงานใหญ่เกิดระบบขัดข้องจนค้างเติ่งอยู่ที่ชั้นสามสิบสอง แต่มันคือระยะห่างระหว่างเธอกับผู้ชายที่ยืนอยู่ชิดจนแผ่นหลังเกือบแนบติดกับผนังกระจกต่างหาก
"คุณถอยไปอีกนิดได้ไหมคะ สถาปนิกวิสัยทัศน์กว้างไกล"
นลินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเธอเรียบสนทนาราวกับกำลังคุยเรื่องรายการวัสดุสิ้นเปลืองหน้างาน ทั้งที่หัวใจข้างในกำลังเต้นระรัวราวกับตีกลองเพล รวิชญ์ไม่ได้ขยับถอยหลังอย่างที่เธอต้องการ ซ้ำร้ายเขากลับทิ้งน้ำหนักมือข้างหนึ่งลงบนผนังกระจกด้านหลังศีรษะของเธอ กักขร่างเธอไว้ในอาณาเขตวงแขนอย่างจงใจ
ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตา, แม้จะถอดออกไปแล้วเมื่อครู่เพราะความหงุดหงิด, กลับพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของเธอใกล้เสียจนนลินต้องกลั้นหายใจ แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความเย็นชาหรือเย่อหยิ่งเหมือนเวลาที่พวกเขาต้องยืนปะทะคารมกันในที่ประชุมแม้แต่น้อย มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความดุดัน หิวกระหาย และบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้ชายปากจัดคนหนึ่งจะยอมรับออกมาง่ายๆ
"ผมเตือนคุณแล้วนลิน... ว่าสงครามครั้งนี้มันไม่ได้จบลงแค่บนเวทีรับรางวัล" เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมฝีปากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่บนพวงแก้มทำให้สติที่สะสมมาทั้งคืนของวิศวกรสาวเริ่มสั่นคลอน
"คุณหมายความว่ายังไง..." เธอยังคงพยายามรักษาฟอร์ม เชิดหน้าขึ้นสู้สายตา แม้ว่าเรียวขาจะเริ่มอ่อนแรงลงทุกที "เราตกลงกันแล้วเรื่องแบบแปลนโครงสร้างปีกซ้าย... หรือว่าสมองระดับคุณกำลังประมวลผลไม่ทัน ถึงต้องมาใช้วิธีเด็กๆ แบบนี้เพื่อให้ฉันยอมจำนนในลิฟต์ที่ค้างอยู่"
รวิชญ์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่สั่นพร่าและแหบต่ำ มันคือเสียงที่ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปตามสันหลัง นิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดปลายดินสอออกแบบเส้นสายอาคารอย่างไร้ที่ติ บัดนี้กลับเคลื่อนมาแตะที่ปลายคางมนของเธออย่างแผ่วเบา บังคับให้อินจิเนียร์สาวผู้ไม่เคยศิโรราบให้ใครต้องเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสที่เธอไม่ได้อนุญาต
"ปากเก่ง..." เขากระซิบชิดริมฝีปากเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น "เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น คุณเถียงผมฉอดๆ เหมือนนกกระจอกเทศ แต่ทำไมตอนนี้เสียงถึงได้สั่นล่ะครับ... วิศวกรคนเก่ง"
"ฉันไม่ได้สั่น!" นลินสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความถือดี แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกเมื่อปลายนิ้วอุ่นนั้นเริ่มลูบไล้กรอบหน้าของเธออย่างถือวิสาสะ "ปล่อยนะรวิชญ์ นี่มันสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่เวลามาเล่นเกมจิตวิทยาปัญญาอ่อนของคุณ!"
"ใครบอกว่าผมเล่นเกม?"
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป มันจริงจัง หนักหน่วง และเต็มไปด้วยความอัดอั้นที่เก็บงำมานานแรมเดือน รวิชญ์ก้มหน้าลงมาอีกนิด จนจมูกโด่งรั้นเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอไปอย่างเฉียดฉิว กลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้—กลิ่นของความมุ่งมั่น กาแฟเข้มๆ และความเย่อหยิ่งที่แสนเซ็กซี่—กำลังแทรกซึมเข้ามาในโสตประสาทของนลินจนเธอแทบแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนคือความเป็นจริง สิ่งไหนคือภาพลวงตาจากความใกล้ชิดเกินพิกัด
มืออีกข้างที่ว่างอยู่ของเขาเอื้อมมาคว้าเอวบางของเธอไว้แน่น รั้งเข้าหาตัวจนไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน รวิชญ์ก้มลงกระซิบชิดใบหูของเธอ น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามกดข่มไว้เต็มกลืน
"คุณรู้ไหมว่าตอนที่คุณยืนอยู่บนเวทีแล้วยิ้มให้ไอ้กรรมการหน้าโง่นั่น ผมอยากจะพังงานเลี้ยงแล้วแบกคุณกลับสำนักงานขนาดไหน..."
นลินชะงัก ลมหายใจติดขัดไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนตื่นตะลึง คำพูดแสดงความเป็นเจ้า The possessive words แบบโต้งๆ ที่ไม่เคยหลุดออกจากปากสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบคนนี้ ทำเอาเธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
"คุณ... บ้าไปแล้วหรือไง รวิชญ์..." เธอพยายามเค้นเสียงออกมาให้ดูมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าฝ่ามือที่วางอยู่บนแผงอกกว้างของเขาจะสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนน่าตกใจไม่แพ้กัน "เราเป็นคู่กัดกัน... เป็นคู่แข่งในโปรเจกต์นี้..."
"ใครบอกว่าเป็นคู่กัด" รวิชญ์ตัดบท เสียงของเขาแหบพร่าและดุดันขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการจะแผดเผาเกราะป้องกันทั้งหมดที่เธอก่อขึ้นมา "ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นคู่แข่ง... นลิน"
ปลายนิ้วที่เคยจับคางเปลี่ยนเป็นประคองท้ายทอยของเธอไว้มั่น นิ้วหัวแม่มือไล้เบาๆ บนริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า สายตาของเขาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการหยอกล้อหลงเหลืออยู่เลย มันมีแต่ความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้มาดนิ่งมานานเกินไป และตอนนี้ ประตูเขื่อนบานนั้นกำลังจะพังทลายลง
นลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังเอียงลาด แรงโน้มถ่วงในลิฟต์ที่ค้างเติ่งดูเหมือนจะหายAไปหมดสิ้น เหลือเพียงแรงดึงดูดระหว่างเธอกับผู้ชายตรงหน้าที่มีอณูเข้มข้นยิ่งกว่าสถาปัตยกรรมชิ้นเอกชิ้นไหนๆ ในโลก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่เคยฉับไวในการคำนวณโครงสร้างตึกสูงร้อยชั้น บัดนี้กลับว่างเปล่าขาวโพลนเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเขาเริ่มกดน้ำหนักลงที่ริมฝีปากเธอยิ่งขึ้น
"รวิชญ์... เดี๋ยว..." เธอยังคงพยายามหาเหตุผลมาคั่นกลางระหว่างความเร่าร้อนที่กำลังคุกรุ่น แต่เสียงทท้วงของเธอกลับถูกกลืนหายไปเมื่อริมฝีปากหยักได้รูปเคลื่อนเข้ามาใกล้จนชิด
ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะแตะกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยเคมีอันร้อนแรงและจังหวะหัวใจที่เต้นผิดเพี้ยนจนแทบหลุดจากอก—
*กริ๊งงงง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินของอาคารดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับไฟสีส้มในลิฟต์ที่กะพริบถี่ๆ ก่อนที่ประตูเหล็กหนาเบื้องหน้าจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยแรงดันกลไกสำรอง เผยให้เห็นแสงไฟสว่างจ้าจากล็อบบี้ชั้นล่างและเงาร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคนที่ยืนรออยู่ด้านนอก!
รวิชญ์ชะงักกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดอยู่ข้างแก้มเธอด้วยความขัดดวงใจ เขาผละออกช้าๆ อย่างไม่เต็มใจนัก สายตาที่มองเธอยังคงลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาที่ถูกขัดจังหวะลงอย่างกะทันหัน
ทว่า... ก่อนที่นลินจะได้ตั้งสติจัดระเบียบเสื้อผ้าที่ยับย่นของตัวเอง เสียงปรบมือเบาๆ พร้อมกับน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังแทรกเข้ามาจากกลุ่มคนที่มารอรับก็ทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบลงในพริบตา
"โอ้โห... ติดอยู่ในลิฟต์ด้วยกันสองต่อสองนานขนาดนี้ แบบแปลนโครงสร้างปีกซ้ายคงจะคืบหน้าไปไกลมากเลยสินะครับ... คุณรวิชญ์ คุณนลิน?"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนไวโอเล็ตการ์เด้นมาโดยตลอดนะคะ
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรผู้ไม่เคยศิโรราบ•ตอนที่ 9
จังหวะหัวใจที่ผิดเพี้ยน
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรผู้ไม่เคยศิโรราบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!