เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา•ตอนที่ 2

เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาล

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
*อ่า... แม่นางน้ำแข็งของข้า ผ่านไปหมื่นปี เจ้าก็ยังคงงดงามและดุดันเช่นเดิมไม่เปลี่ยน...* คำรำพันนี้ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก ทว่าความเป็นจริงเบื้องหน้ากลับไร้ซึ่งเงาของสตรีผู้เยือกเย็น ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดภายในถ้ำบำเพ็ญส่วนตัวของยอดเขาเมฆาคล้อย ที่ซึ่งกลิ่นอายปราณอัคคีและเหมันต์ปะทะกันจนเกิดเป็นเสียงคำรามต่ำในอากาศ ฉินมู่ไป๋นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหยกขาว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลัง ทว่าแววตาของเขากลับคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งได้รับการเจียระไนจากหินผาหมื่นปี "ร่างกายนี่ช่างอ่อนแอราวกับก้านบัวต้องลมหนาว..." ฉินมู่ไป๋แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันตนเองเบาๆ ในอดีตชาติ เขาคือมหาเทพผู้สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินด้วยการสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว ทว่าในเวลานี้ เขากลับต้องมาอาศัยอยู่ในร่างของศิษย์สายตรงผู้มีเส้นชีพจรพิการ ไร้ซึ่งรากปราณที่สมบูรณ์ หากเป็นผู้อื่นคงเลือกที่จะยอมรับชะตากรรมแล้วใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา แต่สำหรับฉินมู่ไป๋แล้ว คำว่า "ลิขิตฟ้า" เป็นเพียงคำแก้ตัวของผู้อ่อนแอเท่านั้น ปัง! เสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นจากจุดตันtian (จุดตันเถียน) ในท้องน้อยของเขา คลื่นความเจ็บปวดรา与ดั่งถูกไฟนรกแผดเผาแล่นพล่านไปทั่วทุกสารทิศ เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ผิวหนังฉีกขาดจนมีโลหิตซึมออกมาอาบย้อมอาภรณ์สีขาวจนกลายเป็นสีแดงฉาน ความเจ็บปวดระดับนี้หากเป็นคนทั่วไปคงสติหลุดลอยไปตั้งแต่วินาทีแรก แต่ฉินมู่ไป๋เพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้ายังคงไว้ซึ่งความสงบเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด ความทรงจำอันไพศาลที่ถูกผนึกไว้ในห้วงวิญญาณกำลังหลั่งไหลเข้ามาดั่งกระแสน้ำป่า มันคือ "เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาล" วิชาลับที่แม้แต่เหล่าทวยเทพในอดีตยังต้องหวาดกลัว เพราะมันไม่ใช่การดูดซับพลังฟ้าดินเพื่อยกระดับพลังฝีมือตามวิถีปกติ หากแต่เป็นการ "ใช้ฟ้าดินเป็นเตาหลอม ใช้ร่างกายเป็นโลหะ และใช้จิตวิญญาณเป็นค้อนเพลิง" เพื่อตีแผ่ตัวตนขึ้นใหม่จากความว่างเปล่า "เข้ามา..." ฉินมู่ไป๋พึมพำกับตนเอง นัยน์ตาดำขลับทอประกายแสงสีทองเรืองรอง เขากำหนดจิตเข้าสู่ฌานลึก ร่างกายของเขาเริ่มดูดซับพลังปราณธาตุหยางที่อยู่รอบตัวเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง อุณหภูมิภายในถ้ำบำเพ็ญพุ่งสูงขึ้นจนหินผาเริ่มหลอมละลายกลายเป็นลาวาหนืด ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็โคจรเคล็ดวิชาฝั่งตรงข้ามเพื่อดึงเอาความเย็นยะเยือกจากศิลาเหมันต์หมื่นปีเข้ามากดทับอัคคีภัยในร่าง การปะทะกันของหยินและหยางภายในร่างกายขนาดเล็กรากับมดปลวกนี้ สร้างความเสียหายระดับทำลายล้างแก่เส้นชีพจรของเขาในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก *กร๊อบ... แกร๊บ...* เสียงกระดูกทั่วร่างลั่นดังสนั่นหวั่นไหว มันคือกระบวนการบดขยี้โครงสร้างเดิมทิ้งเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าพันปี ฉินมู่ไป๋กัดฟันแน่นจนคราบโลหิตไหลเปรอะริมฝีปาก รสชาติคาวเลือดไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของเขาสั่นคลอนแม้แต่น้อย ภาพใบหน้าอันเย็นชาแต่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของหลี่จื่อเหว่ยเมื่อครู่ยังคงสลักลึกอยู่ในใจ *ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น... ข้าต้องยืนเคียงข้างนางให้ได้ ไม่ใช่ในฐานะศิษย์ผู้ไร้ค่าที่รอความคุ้มครอง แต่ในฐานะบุรุษผู้กุมชะตากรรมของนางไว้ในกำมือ* ผ่านไปสามวันสามคืนโดยไม่มีการหยุดพัก พลังปราณรอบตัวฉินมู่ไป๋แปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนขนาดเล็ก ท้องฟ้าเหนือยอดเขาเมฆาคล้อยเริ่มแปรปรวน เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีครามคำรามกึกก้องราวกับโกรธเกรี้ยวที่มนุษย์บังอาจฝืนกฎเกณฑ์แห่งการหลอมสร้างร่างเนื้อ นี่คือทัณฑ์สวรรค์ขั้นต้นของการทะลวงขอบเขต! ในสำนักเซียนเมฆาสวรรค์ เหล่าผู้วิสุทธิ์และผู้อยู่จุดสูงสุดของขอบเขตต่างพากันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ พวกเขาต่างเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ปราณฟ้าดินที่ปั่นป่วนนี้รุนแรงเกินกว่าที่ศิษย์สายตรงทั่วไปจะปลุกเร้าขึ้นมาได้ มันเหมือนกับมีสัตว์ประหลาดโบราณกำลังลืมตาตื่นขึ้นมาจากหลุมศพ ณ ตำหนักเหมันต์นิรันดร์ หลี่จื่อเหว่ยซึ่งกำลังนั่งถือกระบี่วิเศษไว้บนตัก ชะงักมือเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองผ่านหน้าต่างน้ำแข็งไปยังทิศทางของถ้ำบำเพ็ญส่วนตัว แววตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาบัดนี้กลับไหววูบราวกับผิวน้ำต้องลม "เด็กคนนั้น... กำลังทำอะไรกันแน่?" น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับแฝงไปด้วยความกังวลที่นางเองก็ไม่เข้าใจ ตัดกลับมาที่ภายในถ้ำ ฉินมู่ไป๋ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน นัยน์ตาทั้งสองข้างทอประกายแสงสีทองเจิดจ้าทะลุทะลวงความมืดมิด ผิวหนังของเขาปัจจุบันเปล่งประกายระยิบระยับดั่งทองคำบริสุทธิ์ ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่สมส่วนและเปี่ยมไปด้วยพลังระเบิดที่สามารถต่อMต่อกรกับสัตว์อสูรบรรพกาลได้ด้วยมือเปล่า ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาลก็ดังขึ้นที่หน้าปากถ้ำ *ตึง... ตึง... ตึง...* เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันและไอความร้อน หลี่จื่อเหว่ยยืนสง่างามอยู่ตรงนั้น ดาบกระบี่ในมือเปล่งประกายแสงสีฟ้าเยือกเย็น นางกวาดสายตาสำรวจสภาพภายในถ้ำที่พังพินาศ ก่อนที่สายตาคู่คมจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของฉินมู่ไป๋ผู้ซึ่งนั่งเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ และผิวพรรณที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "ฉินมู่ไป๋..." หลี่จื่อเหว่ยเอ่ยเรียกเสียงเยียบเย็น นางหรี่ตามองลูกศิษย์ของตนเองอย่างพิจารณา "เจ้าซ่อนวิชาอันใดไว้ เหตุใดจึงทำให้เกิดความปั่นป่วนถึงเพียงนี้... หรือว่าเจ้าไม่ใช่..." นางยังพูดไม่ทันจบประโยค ฉินมู่ไป๋ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาย่างสามขุมเข้าไปหาอาจารย์สาวด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตราย กลิ่นอายความเป็นเทพเซียนโบราณผสมผสานกับความดุดันของยอดจอมยุทธ์แผ่ซ่านออกมาจนหลี่จื่อเหว่ยถึงกับชะงักฝีเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำใดออกมาอีก ฉินมู่ไป๋ก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว มือหนายื่นออกไปคว้าเอวบางของนางไว้ด้วยความรวดเร็วรากับสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่ในมือหลี่จื่อเหว่ยสะบัดขึ้นชี้ตรงเข้าที่ลำคอของเขาในเสี้ยววินาที ทว่าฉินมู่ไป๋กลับไม่หลบหลีก เขากลับโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาดของนางด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ทำให้หัวใจของนางเซียนผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ "อาจารย์... หากท่านยังใช้กระบี่เล่มนี้จ่อคอศิษย์ผู้กตัญญูเช่นนี้ เกรงว่าคืนนี้... เราคงต้องมาทบทวน ‘เคล็ดวิชาคู่’ กันเสียยาวนานแล้วกระมังครับ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่อันไร้พ่ายนี้ด้วยกันนะครับ - หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%