"เตะให้ตายเสีย! ไอ้ขยะไร้รากเช่นนี้ ยังกล้าอาจหาญมาเหยียบย่าง ณ ลานฝึกกระบี่เมฆาทมิฬอีกหรือ!"
เสียงตวาดก้องพร้อมกับแรงปะทะหนักหน่วงที่กลางแผ่นหลัง ส่งผลให้ร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งทรุดฮวบล้มลงกระแทกกับพื้นหินแกรนิตเย็นเฉียบ รสชาติเค็มปร่าของเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วทุกเส้นประสาท ราวกับกระดูกทุกชิ้นในร่างกายกำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
ฉินมู่ไป๋ กะพริบเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ห้วงมหรรณพแห่งดาราจักรที่เขาเคยเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หากแต่เป็นค่ายกลทดสอบพลังของสำนักกระบี่นภาเมฆา ลานหินสีเทาทะมึนที่รายล้อมด้วยเหล่าศิษย์สายรองนับสิบชีวิต สายตาเหยียดหยามและรอยยิ้มเยาะเย้ยถากถางนับคู่พุ่งตรงมายังเขา ราวกับกำลังมองสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง
"ศิษย์พี่จ้าว... ท่านดูมันสิ สมองคงกระทบกระเทือนจนเสียสติไปแล้วกระมัง ถึงได้ยังนอนนิ่งทำหน้าไร้เดียงสาเช่นนี้" เสียงหัวร่อต่อกระซิกดังขึ้นจากเด็กหนุ่มชุดฟ้าผู้ถือกระบี่เหล็กกล้า นามว่าจ้าวเฟิง มือขวาของกลุ่มอันธพาลประจำลานฝึก
ฉินมู่ไป๋ไม่ตอบคำถาม เขายังคงนอนนิ่งแนบไปกับพื้นหิน ทว่าภายในห้วงจิตวิญญาณกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ดวงตาที่เคยพร่ามัวค่อยๆ เปล่งประกายแสงสีทองเรืองรองขึ้นวับหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปในความมืดมิด
*หึ... ข้า ฉินมู่ไป๋ มหาเทพแห่งดินแดนบรรพกาล ผู้บรรลุวิถีกระบี่ไร้พ่ายและครองราชย์เหนือสามภพมานานนับหมื่นปี ยามเมื่อเผชิญทัณฑ์อสนีบาตเก้าเก้าดับสูญ ข้าคาดคิดไว้แล้วว่าวิญญาณจะต้องแตกดับสลาย แต่สวรรค์ช่างเล่นตลกนัก... กลับส่งข้ามาจุติใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มไร้ลมปราณ ผู้มีชื่อแซ่เดียวกัน นามเดียวกัน... ฉินมู่ไป๋ ศิษย์สวะแห่งสำนักกระบี่นภาเมฆาผู้มีเส้นชีพจรพิการแต่กำเนิด!*
กระแสความทรงจำอันมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่สมองราวกับกระแสน้ำป่า ดึงเอาความอับEาย ความไร้ค่า และความพยายามอันสูญเปล่าของเจ้าของร่างเดิมผสานเข้ากับจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งดุจหินผาของมหาเทพ ร่างกายที่เคยอ่อนแอและสั่นเทาค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากเบื้องลึกของจิตวิญญาณ
"ลุกขึ้นมา! เจ้าขยะ! อย่าคิดว่านอนแกล้งตายแล้วข้าจะปล่อยผ่าน เจ้าไปขโมยโอสถหลอมโลหิตของสำนักมาซ่อนไว้ที่ใด จงคายออกมาเสียดีๆ มิเช่นนั้น วันนี้ข้าจะหักแขนขาทั้งสองข้างของเจ้าทิ้งเสีย!" จ้าวเฟิงก้าวเข้าไปใกล้ พร้อมใช้ปลายกระบี่ชี้เข้าที่ลำคอระหงของเด็กหนุ่ม แรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมพลังขั้นที่สามแผ่ซ่ายกดทับลงมา หมายจะให้ฉินมู่ไป๋คุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต
ทว่า ฉินมู่ไป๋กลับยังคงนอนนิ่ง เขาค่อยๆ ใช้สองมือยันกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ท่าทีนั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... แววตาที่เงยขึ้นสบตากับจ้าวเฟิงนั้น เยียบเย็น ยิ่งใหญ่ และลึกล้ำดุจก้นบึ้งของมหาสاخร ราวกับพญาอินทรีที่กำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง
จ้าวเฟิงชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกหนสันหลังวาบแล่นปรากฏขึ้นโดยไร้สาเหตุ เมื่อครู่... เขารู้สึกราวกับว่าสายตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้กำลังมองศิษย์พี่ร่วมสำนัก แต่มันคือสายตาของเทพยุทธ์ผู้พิพากษาชีวิตและความตาย
"เจ้า... มองหน้าข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? อยากลองลิ้มรสกระบี่ของข้าเพิ่มอีกสักแผลสินะ!" จ้าวเฟิงกล่าวกลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการตวาดเสียงดังลั่นเพื่อเรียกความมั่นใจ
ฉินมู่ไป๋ปัดฝุ่นตามอาภรณ์ที่ขาดวิ่นอย่างใจเย็น มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและรัศมีแห่งความทรงอำนาจที่ไม่อาจปิดบัง
"โอสถหลอมโลหิตระดับต่ำเช่นนั้น ข้าไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ... ส่วนเจ้า" ฉินมู่ไป๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและทรงพลังจนทุกคนในลานฝึกต้องเงียบกริบลงทันที "ใช้กระบี่ทื่อๆ ไร้จิตวิญญาณ ฝึกเพลงกระบี่ขั้นพื้นฐานแบบลวกๆ มาสามปี แต่ลมปราณในตัน티ียนกลับรั่วไหลไม่เป็นระเบียบ เจ้ายังกล้าเอ่ยปากรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าด้วยข้อกล่าวหาโง่เง่าเช่นนี้อีกหรือ? น่าสมเพชเสียจริง..."
"เจ้าว่ากระไรนะ?! ไอ้มือใหม่ไร้ค่า!" จ้าวเฟิงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่าง "กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า วันนี้ต่อให้เจ้าพิการ ข้าก็จะฆ่าเจ้าทิ้งเสียตรงนี้แหละ!"
*ฉับพลัน!*
จ้าวเฟิงชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสีฟ้าครามวาววับสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เพลงกระบี่คลื่นวารีถูกแผดซัดออกไปอย่างรวดเร็วและดุดัน คมกระบี่กรีดผ่านอากาศเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมคม พุ่งตรงเข้าหมายปลิดชีพฉินมู่ไป๋ในกระบวนท่าเดียว เหล่าศิษย์รอบข้างต่างพากันอุทานด้วยความตกใจ บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นภาพความโหดร้าย
ทว่า ฉินมู่ไป๋หาได้หลบหนีไม่
เขายืนหยัดนิ่งสนิท ราวกับขุนเขาที่ตั้งตระหง่านท้าทายพายุฝน ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่จวนจะถึงตัว ดวงตาคู่นั้นก็สว่างวาบขึ้นด้วยประกายกระบี่สีทองระยิบระยับ สองนิ้วมือของเขาประสานกันเป็นกริยาดรรชนีอย่างไร้ที่ติ
*นิ้วเดียวพิฆาตกระบี่!*
*แป๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ทว่าสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือ นิ้วเรียวยาวของเด็กหนุ่มผู้ไร้พลังปราณกลับสามารถคีบปลายกระบี่เหล็กกล้าของจ้าวเฟิงเอาไว้ได้อย่างมั่นคงด้วยสองนิ้วมือเปล่า! แรงกระแทกมหาศาลสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหยดน้ำที่ตกลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่
จ้าวเฟิงเบิกตากว้างจนแทบถลุดออกจากเบ้า ร่างกายแข็งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ความตกตะลึงระลอกใหญ่พุ่งเข้าโจมตีจิตใจจนแทบสิ้นสติ "เป็นไปไม่ได้! นี่มันวิชาอันใดกัน! เจ้า... เจ้าใช้เล่ห์กลอันใด!"
ฉินมู่ไป๋ยิ้มเยาะที่มุมปาก ขยับกายเข้าประชิดร่างของจ้าวเฟิงด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกราวกับมาจากขุมนรก
"ในสายตาของข้า... กระบี่ของเจ้า มันก็เป็นเพียงแค่เศษเหล็กขึ้นสนิมที่แม้แต่สุนัขยังไม่ชายตาแล"
สิ้นเสียงคำพูดนั้น ฉินมู่ไป๋ก็สะบัดข้อมือเบาๆ แรงสะท้อนอันมหาศาลซัดร่างของจ้าวเฟิงปลิวถอยหลังไปนับสิบก้าว กระอักเลือดคำโตออกมาจนย้อมพื้นหินให้กลายเป็นสีแดงฉาน ก่อนจะสลบเหมือดไปในทันที
ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วลานฝึกเมฆาทมิฬ เหล่าศิษย์สายรองต่างพากันถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว ขาสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เด็กหนุ่มสวะผู้เคยเป็นกระสอบทรายมาตลอดสามปี เหตุใดวันนี้จึงกลับกลายเป็นเทพมัจจุราชผู้ทรงพลังไปได้ในชั่วข้ามคืน
ฉินมู่ไป๋กวาดสายตาคมกริบมองเหล่าศิษย์รอบกาย ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ลมปราณในร่างที่เพิ่งตื่นขึ้นกำลังเรียกร้องหาการทะลวงขอบเขตขั้นต่อไป ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินออกไปจากลานฝึกนั้นเอง...
มิติอากาศเบื้องหน้าพลันบิดเบี้ยวเป็นวงกว้าง ละอองหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากท้องหาที่ไร้เมฆหมอก กลิ่นอายความเย็นเยือกดุจน้ำแข็งพันปีแผ่ซ่านกดทับไปทั่วทั้งสำนัก จนสรรพสิ่งรอบกายราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
เงาร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายกระบี่เหมันต์ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าดวงตากลับคมปลาบดุจกระบี่วิเศษ นางคือ หลี่จื่อเหว่ย... ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ และเป็นอาจารย์หญิงผู้เย็นชาไร้ความปรานีแห่งสำนักกระบี่นภาเมฆา
นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉินมู่ไป๋ สายตาเย็นชากวาดมองร่างที่นอนหมดสติของจ้าวเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ดวงตาของฉินมู่ไป๋
"ฉินมู่ไป๋..." สุ้มเสียงหวานกังวานทว่าเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นเบาๆ "เจ้าก่อเรื่องใหญ่โตที่ลานฝึกอีกแล้ว... ตามข้ามาที่ตำหนักเหมันต์ เดี๋ยวนี้!"
ฉินมู่ไป๋นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจที่เคยด้านชามานานนับหมื่นปีกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกคุ้นเคยและโหยหาที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณผุดพรายขึ้นมา รอยยิ้มที่อ่อนโยนและเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมหาชาติผู้ทะนงตนทันที
*อ่า... แม่นางน้ำแข็งของข้า ผ่านไปหมื่นปี เจ้าก็ยังคงงดงามและดุดันเช่นเดิมไม่เปลี่ยน...*
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา•ตอนที่ 1
มหาเทพคืนชีพในร่างศิษย์สวะ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!