กรงข่ายโลหิตเก้าทับซ้อนแผ่ซ่านไอร้อนระอุราวกับปากปล่องภูเขาไฟ อักษรอาคมสีชาดนับหมื่นตัวลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายวิญญาณนับล้านที่ถูกพันธนาการ ท่ามกลางมหาวิหารโบราณแห่งสำนักกระบี่เมฆาอัคคี แสงสีม่วงเข้มสายหนึ่งกำลังพวยพุ่งจากร่างของหลี่จื่อเหว่ย นางถูกตรึงไว้ด้วยโซ่อัคคีทมิฬสี่สายที่เจาะทะลวงผ่านจุดชีพจรสำคัญ ใบหน้าอันงดงามล่มเมืองซีดเผือดหยาดเหงื่อกาฬไหลริน ทว่าดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยังคงทอประกายความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อความตาย มีเพียงความเจ็บปวดจากการถูกทรมานด้วยกลืนกินพลังเซียน
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่จื่อเหว่ย ศิษย์น้องผู้เย่อหยิ่งของข้า ในที่สุดพลังวัตรขั้นเซียนดาราของเจ้าก็ต้องตกเป็นของข้า!"
เสียงหัวeเราะก้องกังวานด้วยความบ้าคลั่งดังขึ้นจาก 'เฟิงเทียนฮ่าว' เจ้าสำนักผู้สวมชุดคลุมลายพยัคฆ์เพลิง ดวงตาของมันแดงก่ำด้วยความกระหายอำนาจ สองมือประสานอินทร์เคลื่อนย้ายพลังมหาศาลจากวงค่ายกลเข้าสู่ร่างตนเอง ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้น เส้นเลือดปูดโปนดั่งตัวกาลกิณีที่กำลังสูบกินโลหิตสวรรค์ แผนการชั่วช้าที่บ่มเพาะมานับร้อยปีบัดนี้ใกล้สำเร็จสมบูรณ์แล้ว หากมันหลอมรวมพลังเซียนของหลี่จื่อเหว่ยได้สำเร็จ มันจะไม่เพียงไร้เทียมทานในยุทธภพ แต่จะสามารถก้าวข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปสู่แดนปรภพได้ทันที
"เจ้าสำนัก... การกระทำเช่นนี้ ย่อมต้องถูกฟ้าดินลงทัณฑ์ สำนักกระบี่เมฆาอัคคีจะต้องพินาศเพราะความโลภของท่าน" หลี่จื่อเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่ากังวานใสราวน้ำค้างบนยอดไผ่ แม้จะตกเป็นรอง แต่นางยังคงรักษาความสง่างามไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
"ฟ้าดินอันใด? ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้กำหนดฟ้าดิน!" เฟิงเทียนฮ่าวคำรามลั่น เร่งมือขับเคลื่อนพลังปราณจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับจนพื้นศิลาใต้ร่างของนางแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดผ่ากลางใจฟ้า ท่ามกลางอณูอากาศที่บิดเบี้ยวและระอุด้วยเพลิงกัลป์ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าค่ายกลโลหิตอย่างไร้ซุ่มเสียง ราวกับเขาเดินทะลุมิติแห่งห้วงดาราเข้ามาโดยตรง เส้นผมสีดำสนิทปลิวสדายตามแรงลมปราณที่ระเบิดออก ด้ามกระบี่โบราณในมือขวาไม่ได้ถูกชักออกจากฝัก ทว่าจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมากลับทำให้เปลวเพลิงทมิฬรอบตัวถึงกับสั่นสะท้านและหดตัวลงอย่างน่าประหลาด
ฉินมู่ไป๋กวาดสายตาคมปลาบมองภาพตรงหน้า รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น ก่อนที่ออร่าสีทองอร่ามราวกับเทพสงครามจะพวยพุ่งทะยานสู่ท้องนภา กดทับบรรยากาศทั้งหมดให้ตกอยู่ภายใต้ความเงียบงันชั่วขณะ
"ผู้ใดอนุญาตให้สุนัขรับใช้เช่นเจ้า... มาเห่าหอนอยู่ต่อหน้าภรรยาข้า?"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังราวน้ำป่าไหลหลากสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง เฟิงเทียนฮ่าวชะงักงัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความตกใจระคนโกรธเกรี้ยว มันหันมาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้มีพลังวัตรเพียงขั้นหลอมรวมลมปราณด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
"ฉินมู่ไป๋! เจ้าสวะแห่งยอดเขาไผ่เขียว... เจ้ากล้าดียังไงถึงบัง-!"
"หนวกหู"
ยังไม่ทันที่เจ้าสำนักจอมโฉดจะกล่าวจบ ฉินมู่ไป๋ก็ก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว พริบตานั้น ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งกลางวงค่ายกลโลหิตโดยที่อักษรอาคมนับหมื่นไม่สามารถทำอันตรายผิวหนังของเขาได้แม้แต่น้อย ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบตัวจนโซ่อัคคีทมิฬที่ตรึงร่างหลี่จื่อเหว่ยไว้ขาดสะบั้นลงในพริบตา
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เศษซากโซ่อัคคีแตกกระจายกลายเป็นผุยผง หลี่จื่อเหว่ยที่หมดแรงทรุดฮวบลง แต่ก่อนที่ร่างบางจะกระทบพื้น ฉินมู่ไป๋ก็คว้าเอวบางของนางเข้ามาโอบกระชับไว้แนบอกอย่างนุ่มนวล แววตาที่เคยเย็นชาดั่งกระบี่คมกริบเมื่อครู่ บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกจนแทบจะละลายน้ำแข็งในดวงตาของนางได้
"ท่านอาจารย์... ข้ามาสายไปหรือ and ขอรับ?" ฉินมู่ไป๋กระซิบถามข้างใบหูของนาง น้ำเสียงเจือความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด
หลี่จื่อเหว่ยเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ แม้ในยามวิกฤต นางยังคงอดไม่ได้ที่จะค้อนใส่ศิษย์ตัวดีผู้นี้ "เจ้าเด็กบ้า... ใครเป็นภรรยาเจ้ากัน... รีบถอยไป ค่ายกลนี้มีพิษโลหิตสวรรค์ มันไม่ใช่สิ่งที่พลังของเจ้าจะรับไหว!"
"ศิษย์ผู้ไม่เอาไหนคนนี้ ต่อให้ต้องควักหัวใจตัวเองออกมาแลก ก็ไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาแตะต้องเส้นผมของท่านแม้แต่เส้นเดียว" ฉินมู่ไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและเด็ดเดี่ยว แววตาคมกริบหันกลับไปจ้องมองเฟิงเทียนฮ่าวที่กำลังคำรามด้วยความโกรธ
"บังอาจนัก! เจ้าคิดว่าทำลายโซ่อัคคีได้แล้วจะรอดไปได้หรือ? วันนี้ข้าจะใช้กระดูกของเจ้ามาทำเป็นเสาธงบูชาค่ายกล!" เฟิงเทียนฮ่าวคำรามลั่นสะเทือนเลื่อนลั่น มันสะบัดมือเรียกกระบี่กระดูกมารโลหิต พลังปราณสีดำสนิททะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นเงาอสูรกายขนาดยักษ์อ้าปากกว้างเตรียมกลืนกินวิญญาณของทั้งคู่
ฉินมู่ไป๋ค่อยๆ วางหลี่จื่อเหว่ยให้นั่งพิงเสาศิลาอย่างปลอดภัย เขายืนขึ้นช้าๆ มือขวาแตะลงบนด้ามกระบี่โบราณที่ข้างเอว บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อุณหภูมิลดฮวบลงจนหยาดน้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
"วิถีกระบี่แห่งข้า... มีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่รัก และตัดศีรษะผู้ที่บังอาจกำแหง"
ฉินมู่ไป๋พึมพำเบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในจิตใจของทุกคน ขอบเขตพลังวัตรที่ถูกกดไว้ค่อยๆ ทะยานขึ้นทีละขั้นอย่างน่าสะพรึงกลัว จากขั้นหลอมรวมลมปราณ สู่ขั้นแก่นแท้ปราณ และก้าวข้ามสู่ขั้นจิตวิญญาณสวรรค์ในพริบตา แรงกดดันระดับมหาเทพโบราณแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งสำนักกระบี่เมฆาอัคคี ท้องฟ้าเหนือมหาวิหารพลันมืดครึ้ม สายฟ้าสีทองคำคำรามก้องรับการตื่นขึ้นของพลังที่แท้จริง
เฟิงเทียนฮ่าวเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด สัญชาตญาณดิบเตือนมันว่าภัยพิบัติกำลังมาเยือน "ทะ... เจ้า... เจ้าไม่ใช่ฉินมู่ไป๋ศิษย์สวะคนนั้น... เจ้าเป็นใครกันแน่!"
ฉินมู่ไป๋ไม่ตอบคำถาม รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นอีกครั้ง นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ขยับแตะที่โคนกระบี่ เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นช้าๆ แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
ชริ้ง—!
ประกายกระบี่สีทองเจิดจ้าดั่งสุริยันแรกอรุณส่องประกายตัดผ่านความมืดมิดของค่ายกลโลหิต พริบตานั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของเฟิงเทียนฮ่าวก็เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ลากยาวมาถึงเบื้องหน้า พร้อมกับเงาร่างของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวเดินทะลุผ่านม่านบาเรียเข้ามาอย่างไร้รอยต่อ และเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยเจตนาฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวว่า—
"มู่ไป๋... ดูเหมือนเจ้าจะประเมินความสกปรกของคนพวกนี้ต่ำไปเสียแล้วกระมัง"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงดาราไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา•ตอนที่ 11
เผชิญหน้าเจ้าสำนักจอมโฉด
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!