"เจ้าคิดว่า ป้ายอาคมของตระกูลหลี่ จะคุ้มหัวพวกเจ้าไปได้อีกสักกี่น้ำกัน, หลี่จื่อเหว่ย?"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังสะท้อนก้องกังวาน ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดรอยต่อ ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากเงาเมฆาหาใช่ใครอื่น—มันคือ 'เทียนหลาง' ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักโลหิตทมิฬ ผู้มีชื่อเสียงในความเหี้ยมโหดและวิชาดูดกลืนวิญญาณอันเป็นอัปมงคล หลี่จื่อเหว่ยหน้าถอดสีทันที เมื่อดวงตาสง่านิ่งคู่นั้นกวาดมองไปยังลานประลองที่บัดนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของศิษย์ตระกูลหลี่
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทว่ามิใช่ความเงียบของความหวาดกลัว หากแต่เป็นความเงียบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
ฉินมู่ไป๋ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังนาง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยทอประกายความขี้เล่นยามอยู่ลำพังกับนางเซียนผู้เยือกเย็น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจคมกระบี่โบราณที่หลับใหลมานับหมื่นปี จิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขารุนแรงเสียจนอณูอากาศรอบกายบิดเบี้ยว กลายเป็นคลื่นพลังปราณสีครามเข้มที่กดทับจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
"ศิษย์สำนักโลหิตทมิฬ... กล้าดีอย่างไร ถึงบังAาญมาเหยียบย่ำเขตแดนบรรพชนตระกูลหลี่" เสียงของฉินมู่ไป๋ราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้ผู้อาวุโสเทียนหลางถึงกับชะงัก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าของอีกฝ่ายแข็งค้างไปชั่วขณะ
เทียนหลางหรี่ตาลง มองเด็กหนุ่มที่ดูอย่างไรก็เป็นเพียงแค่ศิษย์สายตรงระดับล่างผู้หนึ่ง "ฮ่าๆๆๆ! เจ้าสวะน้อยตัวแค่นี้ ถึงกับกล้าใช้โทสะคุยกับผู้อาวุโสเช่นข้า? คิดว่ามีอาจารย์คอยหนุนหลังแล้วจะกำแหงได้หรือ? วันนี้สำนักโลหิตทมิฬของเรามารับบรรณาการตามสัญญา หากตระกูลหลี่ไม่ยอมจำนนแต่โดยดี เลือดของพวกเจ้าทั้งหมด จะต้องย้อมผืนแผ่นดินนี้ให้แดงฉาน!"
สิ้นคำพูด เทียนหลางก็สะบัดแขนเสื้อ ปราณโลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาเป็นรูปหัวกะโหลกนับร้อยพุ่งเข้าใส่หลี่จื่อเหว่ยและฉินมู่ไป๋ทันที แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปจนเหล่าศิษย์ตระกูลหลี่ที่บาดเจ็บอยู่ด้านหลังถึงกับกระอักเลือด
หลี่จื่อเหว่ยขมวดคิ้วมุ่น กระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริก นางกำลังจะก้าวออกไปรับมือด้วยตนเอง ทว่า... มือหนาคู่หนึ่งกลับแตะลงที่หัวไหล่ของนางอย่างแผ่วเบา
"อาจารย์... พักผ่อนเสียเถิด"
เสียงกระซิบนั้นนุ่มนวล ทว่าเด็ดเดี่ยวและเปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด หลี่จื่อเหว่ยหันไปมองสบตากับฉินมู่ไป๋ ดวงตาคู่นั้นของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแสงระยิบระยับของดวงดาราที่ร่วงหล่น ทว่าลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง หัวใจที่เย็นชาราวน้ำแข็งของนางพลันเกิดระลอกคลื่นความอบอุ่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ฉินมู่ไป๋ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายของเขาเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามตัดกับความมืดมิดของปราณโลหิต วิชากระบี่เก้าสวรรค์ที่หลับใหลอยู่ในความทรงจำนับชาติไม่ถ้วนถูกปลุกเร้าขึ้นมาอีกครา
"เจ้าบอกว่า เลือดจะย้อมแผ่นดินงั้นหรือ?" มุมปากของฉินมู่ไป๋ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเหี้ยมเกรียม "น่าเสียดายนัก... ที่วันนี้ สถานที่แห่งนี้ จะมีเพียงเศษเสี้ยววิญญาณของพวกสุนัขรับใช้สำนักโลหิตทมิฬเท่านั้น ที่จะได้ฝังกลบไว้ ณ ที่นี้!"
*เปรี้ยง!*
ฉินมู่ไป๋ไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ เขากลับใช้ฝักกระบี่ฟาดเข้าใส่คลื่นปราณโลหิตที่พุ่งเข้ามาอย่างจัง แรงปะทะทำให้เกิดคลื่นกระแทกขนาดมหึมาแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นดินรอบตัวยุบตัวลงไปหลายฉื่อ
เทียนหลางสีหน้าเปลี่ยนสีทันที ความประมาทเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างประหลาดจากร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้ มันไม่ใช่พลังของขอบเขตที่ควรจะมี!
"นี่มันวิชาอะไรกัน!?" เทียนหลางคำรามลั่น ประสานอินทร์มือทั้งสองข้าง เรียกกระบี่กระดูกโลหิตออกมาจากห้วงมิติ พลังปราณสีเลือดเข้มข้นถูกอัดแน่นจนเกิดเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับพัน "กระบี่โลหิตกลืนสวรรค์!"
ลำแสงสีแดงฉานขนาดใหญ่พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าหาหัวใจของฉินมู่ไป๋หมายปลิดชีพในคราเดียว ความเร็วของมันรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด จนแม้แต่หลี่จื่อเหว่ยยังต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"มู่ไป๋ ระวัง!"
ทว่า ฉินมู่ไป๋กลับยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ดวงตาคมกริบมองลำแสงที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้ เขายกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน ในวิถีกระบี่ของเขา ไม่มีคำว่าถอยหลัง มีแต่การพุ่งทะยานไปข้างหน้าเพื่อตัดผ่านทุกสิ่งบนโลกหล้า
นิ้วมือเรียวยาวของเขาแตะลงที่ด้ามกระบี่...
*กริ๊ง...*
เสียงโลหิตกระทบฝักกระบี่ดังใสราวกระดิ่งเงิน ท่ามกลางห้วงเวลาที่เสมือนหยุดนิ่ง ฉินมู่ไป๋เอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานไปถึงจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น
"วิถีกระบี่ที่หนึ่ง... ตัดดารา ดับตะวัน"
ทันทีที่ปลายนิ้วขยับ คมกระบี่สีทองอร่ามผสมผสานกับอัสนีสีครามก็พุ่งทะยานออกจากฝัก สะท้อนแสงสว่างเจิดจ้ากลบ1แสงอาทิตย์บนท้องฟ้าจนมืดมิด พลังปราณที่ทรงพลังจนน่าหวาดหวั่นแผ่พุ่งทะลักทำลายกระบี่โลหิตของเทียนหลางเป็นจุลในพริบตาเดียว!
ร่างของเทียนหลางแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เข้มข้นและหวาดกลัวยิ่งกว่าเห็นมัจจุราชมารับตัว ปราณกระบี่อันไร้เทียมทานพุ่งผ่านร่างของเขาไปอย่างไร้ซุ่มเสียง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ... ก่อนที่ร่างของผู้อาวุโสสำนักโลหิตทมิฬจะค่อยๆ ปรากฏรอยแยกสีทองจางๆพาดผ่านกลางลำตัว และในวินาทีถัดมา—
ร่างนั้นก็แยกออกเป็นสองส่วน ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าศิษย์สำนักคู่แข่งที่ต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ฉินมู่ไป๋สะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักอย่างสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองไปยังกองทัพสำนักโลหิตทมิฬที่เหลืออยู่ ก่อนที่เขาจะหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้อาจารย์หญิงผู้เย็นชา ทว่าในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังจะสงบลงนั้นเอง ท้องนภากลับคำรามลั่นด้วยเสียงอัสนีบาตสีดำมืดทึบที่ไร้เค้าลางของเมฆฝน... และจากรอยแยกมิติเบื้องบน เงาร่างของบุคคลลึกลับผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งขอบฟ้า
"ฮ่าๆๆๆ... ไม่นึกเลยว่า ในดินแดนรกร้างแห่งนี้ จะมีมหาเทพผู้หลงยุคซ่อนตัวอยู่... ฉินมู่ไป๋ ถึงเวลาชำระหนี้เลือดเมื่อชาติก่อนแล้ว!"
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนวิถีกระบี่บทนี้ด้วยความอินอย่างยิ่งนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา•ตอนที่ 5
การประลองชี้ชะตาตระกูล
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!