กระบี่เหล็กนิลกาฬในมือส่งเสียงกรีดร้องรับเจตจำนงแห่งการฆ่าฟันอีกครั้ง...
เสียงแหลมสูงดุจภูตผีร่ำไห้สะท้อนก้องไปทั่วหุบเหวอเวจีโลหิต ไอสีดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า ราวกับมหาสสมุทรหมึกที่ถูกคว่ำลงมาครอบคลุมผืนแผ่นดินเบื้องล่าง ที่แห่งนี้คือ "แดนสนธยาอสูร" ดินแดนรกร้างที่แม้แต่พลังปราณสวรรค์ก็ยังถูกกัดกร่อนจนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า ทว่า สำหรับฉินมู่ไป๋แล้ว สถานที่แห่งนี้มิใช่สิ่งอื่นใด นอกจากประตูสู่นรกที่เขาพร้อมจะพังมันเข้าไปด้วยสองมือ
"มู่ไป๋... เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร การก้าวเข้าสู่เขตแดนร้อยอสูรโลหิตด้วยร่างเนื้อเช่นนี้ มีแต่ต้องดับสูญวิญญาณสลาย!"
เสียงทุ้มต่ำเจือความตื่นตระหนกของผู้อาวุโสพรรคกระบี่สวรรค์ดังขึ้นจากเบื้องหลัง แต่มันหาได้ทำให้ฝีเท้าของชายหนุ่มหยุดชะงักไม่ ฉินมู่ไป๋แย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดิน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองไปยังหมอกโลหิตหนาทึเบื้องหน้า ที่ซึ่งดวงจิตอันแหลกสลายของหลี่จื่อเหว่ยกำลังลอยละลิ่วอยู่ท่ามกลางค่ายกลอสูรบรรพกาล
นับตั้งแต่วันที่นางยอมใช้ร่างเนื้อของตนเองรับทัณฑ์กระบี่เก้าสวรรค์แทนเขา เพื่อแลกกับการปกป้องเศษเสี้ยววิญญาณของอดีตมหาเทพเช่นเขาไว้ หัวใจของฉินมู่ไป๋ก็ตายด้านลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลือไว้เพียงความคลั่งแค้นและแรงปรารถนาอันบ้าคลั่งที่จะทวงคืนดวงจิตของนาง ต่อให้เบื้องหน้าคือมหาทัณฑ์สวรรค์ หรือกองทัพอสูรนับล้าน เขาก็จะเหยียบย่ำมันให้ราบคาบ
"ความตายหรือ?" ฉินมู่ไป๋แค่นหัวเราะเสียงต่ำ น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก "หากปราศจากนาง ต่อให้ข้าครองความเป็นใหญ่ในสามภพ ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดแห่งการบำเพ็ญเพียร มันจะมีค่าอันใดเล่า? หลี่จื่อเหว่ย... เจ้าจงรอข้าก่อน ข้าบอกแล้วว่า ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินอเวจี ข้าก็จะพาเจ้ากลับบ้านให้จงได้"
*ฉวบ!*
เขาตวัดกระบี่เหล็กนิลกาฬเข้าที่ฝ่ามือของตนเอง โลหิตสีแดงฉานหลั่งรินอาบคมกระบี่ ปลุกอักขระโบราณนับหมื่นตัวบนตัวดาบให้เรืองแสงสีทองเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดรอบกาย นี่คือ "วิชาโลหิตผลาญวิญญาณ" เคล็ดวิชาต้องห้ามที่แลกมาด้วยอายุขัยครึ่งหนึ่ง เพื่อทะยานข้ามขีดจำกัดของมนุษย์สู่ขอบเขตเซียนเทวะชั่วคราว
พลังปราณรอบตัวของฉินมู่ไป๋ทะยานสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ลมปราณสีทองคำบริสุทธิ์แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บดขยี้ไอปีศาจที่พยายามเข้ามารุกรานจนกระเจิงไปหมดสิ้น เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณที่ปั่นป่วน ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามดุจเทพสงครามผู้ลงมาจุติ
เบื้องหน้าเขา ณ ใจกลางแดนปีศาจ ค่ายกล "โลหิตผนึกวิญญาณ" กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ตรงกลางค่ายกลนั้น มีลูกแก้ววิญญาณสีฟ้าครามที่ริบหรี่ใกล้ดับสูญลอยคว้างอยู่ นั่นคือเศษเสี้ยววิญญาณสุดท้ายของหลี่จื่อเหว่ย นางเซียนผู้เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็ง ทว่ากลับมอบหยาดน้ำตาหยดสุดท้ายให้แก่เขา
"บังอาจนัก! มนุษย์ตัวจ้อย กล้าดียังไงถึงบุกรุกแดนศักดิ์สิทธิ์ของอสูรบรรพกาล!"
เสียงคำรามกึกก้องราวดังมาจากขุมนรกชั้นเก้า เงาร่างมหึมาของราชาอสูรแปดกรปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกโลหิต ดวงตาสดสีเลือดจ้องมองฉินมู่ไป๋ด้วยความเหี้ยมเกรียม ในมือมันถือขวานยักษ์ที่อาบไปด้วยกลิ่นอายความตาย แรงกดดันจากขอบเขตราชันอสูรกดทับลงมาจนพื้นดินรอบกายยุบตัวลงเป็นหลุมลึก
ฉินมู่ไป๋ไม่แม้แต่จะชายตามองมันด้วยซ้ำ เขายกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า ปลายกระบี่สั่นระริกด้วยความกระหายเลือด
"หลบไป หรือไม่ก็... ดับสูญ"
คำพูดเพียงไม่กี่คำ แต่กลับทรงพลังดุจประกาศิตจากสวรรค์
ราชาอสูรแปดกรคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหยามเกียรติ มันเหวี่ยงขวานยักษ์ผ่าอากาศลงมา หมายจะผ่าร่างของฉินมู่ไป๋ให้เป็นสองท่อนในคราเดียว พลังทำลายล้างนี้รุนแรงพอจะทำให้ภูเขาพังทลายได้ทั้งลูก
ทว่า ฉินมู่ไป๋กลับไม่หลบหลีก เขาก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่งอย่างมั่นคง ท่วงท่ารำกระบี่ยังคงสง่างามและเยือกเย็น ราวกับเซียนผู้รำเพลงดาบใต้แสงจันทร์ หาใช่ผู้กำลังเผชิญหน้ากับความตาย
"กระบวนท่าที่หนึ่งแห่งวิถีกระบี่ไร้พ่าย... จันทร์เสี้ยวตัดดารา!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของฉินมู่ไป๋ก็พุ่งทะยานผ่านร่างของราชาอสูรแปดกรไปดั่งสายฟ้าแลบ ไม่มีเสียงปะทะที่รุนแรง ไม่มีแรงระเบิดกึกก้อง มีเพียงประกายแสงสีทองเส้นบางเฉียบที่วาดผ่านความมืดอย่างแผ่วเบา
ราชาอสูรแปดกรชะงักค้าง ขวานยักษ์ในมือหลุดร่วงลงสู่พื้นดิน ร่างมหึมาของมันค่อยๆ ปรากฏรอยแยกสีทองลากยาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนที่ร่างนั้นจะระเบิดออกเป็นละอองหมอกสีดำสลายหายไปในพริบตา โดยที่มันยังไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้องด้วยซ้ำ
ฉินมู่ไป๋ยืนนิ่งสงบอยู่ที่เดิม เลือดหยดสุดท้ายจากคมกระบี่หยดลงสู่พื้นดิน ก่อเกิดเป็นดอกบัวเพลิงสีทองเบ่งบานท่ามกลางแดนปีศาจอันเหน็บหนาว เขาเดินตรงเข้าไปยังใจกลางค่ายกล ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าดวงจิตของหลี่จื่อเหว่ยที่อยู่ตรงหน้า
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสกับแสงสีฟ้าครามนั้น พื้นเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระสีดำสนิทนับล้านตัวผุดขึ้นมาจากใต้พื้นดิน ล้อมรอบดวงจิตของนางเอาไว้ในกรงข่ายโลหิตที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม
เสียงหัวเราะเยือกเย็นและแหบพร่าดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่า ราวกับเสียงกระซิบจากซาตานที่รอคอยเหยื่อมาเนิ่นนาน
*"คิดว่าขโมยของๆ ข้าไปได้ง่ายๆ เช่นนั้นหรือ... ฉินมู่ไป๋ เจ้ามนุษย์โง่เขลา วิญญาณนางนาทีนี้ ได้กลายเป็นบรรณาการแด่ขุมนรกไปเสียแล้ว!"*
พร้อมกับเสียงนั้น เงาร่างของสตรีในชุดคลุมสีดำสนิทผู้มีใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากกระดูกอสูร ก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหน้า นางยกยิ้มมุมปากอย่างเหี้ยมเกรียม ในมือเรียวยาวของนางกำลังบีบอัดลูกแก้ววิญญาณของหลี่จื่อเหว่ยไว้จนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถียุทธภพอันยาวนานนี้ด้วยนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา•ตอนที่ 21
ข้ามภพเพื่อตามหาดวงจิตที่แตกสลาย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับศิษย์สายตรงผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!