“ก้มหัวลง เดี๋ยวนี้!”
เสียงกระซิบของมายาไม่ได้ดังไปกว่าเสียงลมหายใจ ทว่าคมกริบและเด็ดขาดพอจะทำให้สัญชาตญาณของกรันต์สั่งการร่างกายก่อนที่สมองจะทันประมวลผล เขาทิ้งตัวลงแนบกับพื้นไม้กระดานที่เย็นเยียบดั่งแผ่นน้ำแข็ง ทันใดนั้นเอง คลื่นไอเย็นสีดำสนิทก็กรีดผ่านอากาศเหนือศีรษะเขาไปเพียงเศษเสี้ยวคืบ ตัดเสาไม้สักหนาของตู้เก็บโบราณวัตถุด้านหลังขาดสะบั้นราวกับใบมีดโกนเฉือนเนื้อเต้าหู้
เสียงไม้หักโค่นดังสะท้าน พร้อมกลิ่นกำมะถันไหม้เกรียมและไอสาบสางของซากศพที่โชยคลุ้งเข้ามาแทนที่อากาศบริสุทธิ์
กรันต์กัดฟันแน่น มือข้างขวากดแนบอกเสื้อที่มี ‘บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ’ ซุกซ่อนอยู่ สันปกหนังมนุษย์ที่หยาบกร้านของมันเริ่มแผ่ความร้อนลวกผิวหนัง ราวกับมันกำลังเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่บีบคั้นของเขา ขณะเดียวกัน ดวงตาข้างซ้ายของเขาก็ปวดแปลบเหมือนมีเข็มเหล็กลนไฟทิ่มแทงเข้าสู่เบ้าตา
ม่านตาสีดำของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีอำพันสว่างวาบ ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวทันตาเห็น
สิ่งที่พุ่งผ่านไปเมื่อครู่ไม่ใช่กระสุน และไม่ใช่คมดาบของมนุษย์... หากแต่มันคือ ‘เงาทมิฬ’ ร่างสูงชะลูดที่ไร้ใบหน้า รูปร่างของมันคล้ายควันดำที่อัดแน่นจนเกือบเป็นของแข็ง ลอยเคว้งอยู่กลางร้านค้าวัตถุโบราณที่เคยมืดสลัว ดวงตาข้างซ้ายของกรันต์มองเห็นเส้นด้ายไอคำสาปสีเลือดนับร้อยเส้นที่แผ่ออกมาจากร่างเงานั้น มันคือรหัสแค้นโบราณที่สลักไว้ว่า *‘ทวงคืน... จิตวิญญาณของผู้ทรยศ’*
“พวกมันตามกลิ่นสมุดเล่มนั้นมาเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้สองชั่วโมง” มายาเอ่ยขึ้นพลางถอยร่นมายืนเคียงข้างเขา ชายเสื้อโค้ตสีดำตัวยาวของเธอสะบัดเบาๆ ปลายนิ้วเรียวที่ขาวซีดดุจกระดูกคีบ ‘เหรียญสำริดปากศพ’ ไว้สามเหรียญ เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองกรันต์ สายตาคู่นั้นยังคงจดจ้องไปยังเงามืดที่กำลังแยกตัวออกจากมุมห้องเพิ่มขึ้นเป็นสาม... ห้า... และเจ็ดตน
“คุณบอกว่าร้านนี้ลงอักขระปิดกั้นไว้สมบูรณ์แบบแล้วไม่ใช่หรือไง มายา” กรันต์เค้นเสียงถาม ลมหายใจเริ่มติดขัด รอยแผลเป็นรูปกุญแจโบราณกลางหน้าอกของเขาเริ่มคันคะเยอและปวดร้าวอย่างประหลาด มันตอบสนองต่อการมาถึงของสิ่งเหล่านี้
“ไม่มีประตูบานไหนในโลกที่ปิดกั้น ‘ผู้คุมกฎแห่งประตูที่แปด’ ได้ตลอดไปหรอก กรันต์” มายาตอบเรียบๆ น้ำเสียงของเธอไร้ความตื่นตระหนก แต่ความเย็นเยียบในนั้นบอกให้รู้ว่าสถานการณ์เลวร้ายเพียงใด “และถ้าคุณยังอยากเก็บชีวิตที่ไร้ความทรงจำของคุณไว้... เลิกตั้งคำถามไร้สาระ แล้วหยิบ ‘มีดสลักกระดูกแพะ’ ในลิ้นชักใต้โต๊ะออกมา”
กรันต์ไม่รอช้า เขาเอื้อมมือควานเข้าไปใต้เคาน์เตอร์ไม้เก่า ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับด้ามมีดที่ทำจากกระดูกสัตว์สลักลวดลายอักขระขอมโบราณ ทันทีที่เขากำมันไว้ ดวงตาข้างซ้ายก็เห็นประกายแสงสีเขียวซีดลุกวาบขึ้นรอบใบมีด—มันคือวัตถุต้องสาปสำหรับตัดขาดกระแสวิญญาณ
*ฟึ่บ!*
เงาร่างหนึ่งพุ่งทะลวงเข้ามาเร็วดุจสายฟ้าฟาด เล็บสีดำยาวแหลมคมพุ่งตรงมายังตำแหน่งหัวใจของกรันต์ หมายจะควักทั้งสมุดบันทึกและชีวิตของเขาออกไปในคราวเดียว กรันต์เบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณที่เฉียบคมจากการคลุกคลีกับของอันตรายมาค่อนชีวิต ก่อนจะตวัดมีดกระดูกฟันเข้าใส่ท่อนแขนควันดำนั้นเต็มเหนี่ยว
*ฉัวะ!*
เสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ไร้เสียงก้องกังวานในโสตประสาท เป็นเสียงที่ไม่ได้ดังผ่านอากาศ แต่ดังก้องอยู่ในสมองโดยตรง แขนเงาขาดสะบั้นและสลายกลายเป็นละอองธุลีสีเทา ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา ละอองเหล่านั้นกลับเริ่มรวมตัวกันใหม่ราวกับหยดปรอท
“ตัดพวกมันทางกายภาพไม่ได้ผล!” กรันต์ตะโกนเตือน พลางถอยหลังชนเข้ากับตู้กระจกที่สั่นสะเทือนจากแรงกดดันวิญญาณ
“ฉันถึงบอกว่าเราต้อง ‘หนี’ ไม่ใช่ ‘สู้’!”
มายาสวนกลับทันควัน เธอดีดเหรียญสำริดทั้งสามขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะประกบฝ่ามือเข้าหากันแน่น เสียงเหรียญกระทบกันดังกริ๊กเบาๆ แต่กลับก่อให้เกิดคลื่นกระแทกที่ผลักดันเงาทั้งเจ็ดตนให้ชะงักงันไปชั่วขณะหนึ่ง
จากนั้น หญิงสาวก็เอื้อมมือไปกระชากสร้อยคอของเธอออกมา ที่ปลายสายโซ่เงินเส้นบางนั้นแขวนไว้ด้วย ‘นาฬิกาพกโบราณที่ไม่มีเข็ม’ ตัวเรือนทำจากทองเหลืองแตกลายงา และมีรอยเลือดแห้งกรังฝังลึกอยู่ในร่องสลัก
“เตรียมตัวให้ดี” มายาหันมาสบตากับเขา แววตาของเธอที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่เยือกแข็ง ไหวระริกด้วยความลังเลบางอย่างเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาข้างซ้ายของกรันต์ ราวกับเธอกำลังมองทะลุผ่านความทรงจำที่แตกสลายของเขา “การข้ามผ่านรอยแยกมิติโดยไม่มี ‘กุญแจสมบูรณ์’ มันจะฉีกกระชากวิญญาณคุณจนแทบแหลกเป็นผง”
“ผมเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง มายา” กรันต์กัดฟันพูด รอยแผลเป็นรูปกุญแจที่อกเริ่มแผ่ไอร้อนจนเสื้อเชิ้ตของเขาไหม้เกรียมเป็นรูเล็กๆ “ถ้าไม่ข้ามไปตอนนี้ เราทั้งคู่ก็กลายเป็นอาหารของไอ้พวกนั้นอยู่ดี!”
มายาเหยียดยิ้มบางที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกว่าคือความชื่นชมหรือสมเพช
“งั้นก็เกาะฉันไว้แน่นๆ... อย่าปล่อยมือเด็ดขาด ถ้าคุณไม่อยากหลุดไปอยู่ในความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์”
เธอใช้นิ้วโป้งกรีดลงบนขอบกระจกนาฬิกาพกที่แตกร้าว เลือดสดๆ ไหลรินลงสู่วงล้อเฟืองที่หยุดนิ่ง ทันใดนั้น นาฬิกาที่ไร้เข็มก็เริ่มส่งเสียงเดิน *ติ๊ก... ต็อก... ติ๊ก... ต็อก...* แต่ละเสียงที่ดังขึ้นทำให้มิติรอบตัวของทั้งคู่บิดเบี้ยว อากาศรอบด้านหมุนวนกลายเป็นวังวนสีครามเข้ม ชั้นหนังสือ ตู้โชว์ และพื้นไม้ของร้านค้าละลายหายไป กลายเป็นช่องว่างที่ไร้ก้นบึ้ง
*โฮก!*
เงาทมิฬตนหนึ่งที่ใหญ่โตกว่าตัวอื่นกระโจนผ่านม่านอาคมเข้ามา มือขนาดยักษ์ของมันคว้าเข้าที่ข้อเท้าของกรันต์ได้อย่างเฉียดฉิว ความเย็นเยียบแล่นพล่านขึ้นมาตามกระดูกสันหลังของเขาราวกับพิษงูร้าย เลือดในกายของกรันต์แทบจะแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
“กรันต์!” มายาร้องเรียก เสียงของเธอเริ่มพร่าเลือนตามมิติที่พังทลาย
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ‘บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ’ ในอกเสื้อของกรันต์ก็ระเบิดแสงสีแดงก่ำออกมา ตัวอักษรโบราณนับพันตัวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพวยพุ่งออกมาจากหน้ากระดาษ รัดพันแขนของเงาทมิฬนั้นไว้แล้วบดขยี้มันจนแหลกละเอียด เสียงกรีดร้องโหยหวนดังกึกก้องไปทั่วความมืด
ร่างของกรันต์และมายาถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากดิ่งลงสู่หลุมอากาศเบื้องล่าง โลกทั้งใบหมุนคว้าง ความรู้สึกเหมือนวิญญาณถูกกระชากหลุดออกจากร่างเนื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดเสียดแทงไปทั่วทุกอณูประสาทจนกรันต์แทบจะหมดสติ
สิ่งสุดท้ายที่เขารับรู้ก่อนที่แสงสว่างวาบจะกลืนกินทุกสิ่ง คือสัมผัสจากมือของมายาที่บีบข้อมือเขาไว้แน่นจนกระดูกแทบร้าว...
...
*ตุ้บ!*
ร่างของทั้งสองตกลงมากระแทกกับผืนดินที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยกลิ่นไอของเถ้าถ่าน กรันต์สำลักไออย่างรุนแรง เขาโก่งคอคายลิ่มเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ดวงตาข้างซ้ายยังคงปวดตุบๆ แต่แสงสีอำพันค่อยๆ มอดดับลง กลับคืนสู่ดวงตาสีดำปกติ
เขายันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก สภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ไม่มีร้านค้าวัตถุโบราณ ไม่มีถนนคนเดินในโลกมนุษย์... ที่นี่คือซากปรักหักพังของวิหารโบราณขนาดยักษ์ ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีม่วงคล้ำไร้ดวงดาว เสาหินมหึมาหลายสิบต้นล้มระเนระนาด จมอยู่ในทะเลหมอกสีเทาจางๆ อากาศรอบตัวหนาวเหน็บและหนักอึ้งไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์โบราณที่ตายซาก
“ที่นี่... ที่ไหนกัน?” กรันต์ถามพลางหอบหายใจ หันไปมองมายาที่กำลังยันตัวลุกขึ้นยืนเช่นกัน สภาพของเธอดูอิดโรย ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่สายตายังคงเปี่ยมไปด้วยความระแวดระวัง
“ยินดีต้อนรับสู่ ‘เขตแดนชั้นในของตลาดมืดประตูที่แปด’... ดินแดนที่คนเป็นไม่ควรเหยียบย่างเข้ามา” มายาปัดฝุ่นออกจากเสื้อโค้ตของเธอ ก่อนจะหันมามองกรันต์ด้วยสายตาที่ลึกล้ำจนน่าขนลุก
แต่ก่อนที่กรันต์จะได้เอ่ยปากถามอะไรต่อ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเนิบช้าก็ดังแว่วมาจากม่านหมอกเบื้องหน้า
*ตึก... ตึก... ตึก...*
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีเทาหม่นก้าวออกมาจากเงามืดของเสาหิน ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยหน้ากากเหล็กที่มีรอยสลักเป็นรูป ‘กุญแจสามดอกไขว้กัน’ แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของกรันต์หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่การปรากฏตัวของคนแปลกหน้า...
หากแต่เป็นน้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ซึ่งเอ่ยทักทายออกมาจากใต้หน้ากากเหล็กนั้น
“ไม่เจอกันนานนะ... ศิษย์ทรยศของข้า และดูเหมือนว่าเจ้าจะนำ ‘หัวใจ’ ของข้ากลับมาคืนด้วยตัวเองเสียด้วยสิ กรันต์”
รอยแผลเป็นรูปกุญแจที่หน้าอกของกรันต์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดในชีวิต ราวกับมันกำลังจะฉีกเนื้อหนังของเขาเพื่อแหวกทางออกไปหาชายตรงหน้า!
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและติดตามอ่านผลงานเรื่องนี้อย่างเหนียวแน่นนะครับ — ประตูมิติที่แปด
ตลาดมืดประตูที่แปด: บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ•ตอนที่ 10
การไล่าล่าในความมืด
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ตลาดมืดประตูที่แปด: บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!