กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกระดาษโบราณคละคลุ้งหนាแน่นอยู่ในห้องทำงานใต้ดิน บรรยากาศรอบกายถูกกดทับด้วยความเงียบงันจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองชัดเจน กรันต์จ้องมองวัตถุชิ้นเล็กในมือของตน—นาฬิกาพกทองเหลืองหน้าปัดแตกที่เข็มนาฬิกาไม่เคยเดินหน้า แต่วนกลับหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาข้างซ้ายของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง ภาพเงาสะท้อนในกระจกบานเก่าเผยให้เห็นกลุ่มควันสีดำจางๆ ที่ลอยวนอยู่รอบตัวมายา หญิงสาวผู้ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือโบราณด้วยท่าทีสุขุม แววตาของเธอไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงความเหนื่อยล้าเจือความเด็ดเดี่ยวที่สะท้อนออกมาจากประกายไฟในตะเกียงน้ำมัน
"คุณกำลังใช้ดวงตานั้นมองหาอะไรอยู่หรือครับ กรันต์" มายาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่ามีแรงกดดันบางอย่างซ่อนอยู่
กรันต์ค่อยๆ วางนาฬิกาพกต้องสาปนั้นลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เสียงโลหะกระทบเนื้อไม้ดังสะท้อนก้องกังวานในความมืด เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่หลบเลี่ยง "ผมกำลังมองหาความจริง... ความจริงที่คุณพยายามปกปิดมาตลอดตั้งแต่วันที่เราพบกันในตลาดมืดแห่งนี้ มายา"
มุมปากของหญิงสาวกระตุกขึ้นเล็กน้อย คล้ายรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่น เธอยกมือขึ้นทัดปอยผมสีดำสนิทที่ตกลงมาปรกใบหน้า ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าหาโต๊ะทำงานอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของเธอดูมั่นคงราวกับนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม แต่ในขณะเดียวกัน ก็คล้ายกับคนที่กำลังจะปลดภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับมาเนิ่นนาน
"คุณอยากรู้ความจริงขนาดนั้นเชียวหรือครับ... ทั้งๆ ที่บาดแผลรูปกุญแจตรงหน้าอกของคุณ มันยังคอยเตือนอยู่ทุกค่ำคืนว่ายิ่งคุณขุดคุ้ยอดีตมากเท่าไหร่ วิญญาณของคุณก็จะยิ่งสึกกร่อนลงไปทุกที" มายาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย แต่มันกลับทำให้กรันต์ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ
"ถ้าผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แล้วผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรล่ะครับ" กรันต์โต้กลับ น้ำเสียงของเขาเจือความหงุดหงิดที่อัดอั้นมานาน "ทุกครั้งที่ผมสัมผัสของเก่า ผมเห็นแต่ภาพเงาของคนตาย เห็นความทรงจำของคนอื่น แต่กลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเคยรักใคร หรือเคยเกลียดใคร... และคุณ มายา คุณรู้เรื่องนี้ดีกว่าใครทั้งหมด"
มายาหยุดยืนอยู่ห่างจากโต๊ะเพียงแค่ก้าวเดียว เธอยื่นมือออกไปแตะผิวไม้เก่าๆ เบาๆ ราวกับกำลังระลึกถึงอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว เนิ่นนานนากว่าที่เธอจะยอมเปิดปากพูด
"เราไม่ได้เพิ่งรู้จักกันเมื่อเดือนก่อนหรอกครับ กรันต์" มายาเริ่มเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่บาดลึก "อันที่จริง... ก่อนที่คุณจะสูญเสียความทรงจำไปทั้งหมด คุณกับผมเคยเป็นพาร์ทเนอร์กันมาก่อน เป็นคู่หูที่คอยล่าและปิดผนึกวัตถุต้องสาปในตลาดมืดแห่งนี้ด้วยกัน"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้องทำงาน กรันต์นิ่งงัดไปชั่วขณะ สมองของเขาพยายามประมวลผลข้อมูลที่เพิ่งได้รับ แต่ภาพในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงเสียงก้องกังวานของความตกใจ
"พาร์ทเนอร์... งั้นหรือครับ?" กรันต์ทวนคำ เสียงของเขาแหบพร่า "ถ้าเราเป็นพาร์ทเนอร์กันจริงๆ ทำไมผมถึงจำอะไรไม่ได้เลย? แล้วทำไม... ทำไมคุณถึงทำราวกับว่าเราเป็นคนแปลกหน้าในวันที่เราพบกันครั้งแรก?"
"เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณเลือกเองครับ" มายาหันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกรันต์ แววตาของเธอไหววูบไปชั่วขณะ "ในคืนที่เราต้องเผชิญหน้ากับ 'ประตูบานที่แปด' ของชิ้นสุดท้ายที่เราพยายามจะผนึก มันไม่ใช่แค่ของต้องสาปธรรมดา แต่มันคือสิ่งขับเคลื่อนความโลภของมนุษย์ กรันต์... คุณเป็นคนตัดสินใจดึงพลังของวัตถุดوบชิ้นนั้นมาไว้ที่ตัวเอง เพื่อแลกกับการหยุดยั้งหายนะที่จะกลืนกินตลาดมืดทั้งใบ"
กรันต์ถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว มือขวาเผลอยกขึ้นกุมหน้าอกด้านซ้ายโดยสัญชาตญาณ ราวกับว่ารอยแผลเป็นรูปกุญแจใต้เสื้อผ้ากำลังส่งความเจ็บแปลบออกมาเตือนสติ
"คุณหมายความว่า... ความทรงจำของผมไม่ได้หายไปเพราะอุบัติเหตุ หรือถูกใครลบเลือน..." กรันต์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "แต่มันหายไปเพราะผมเป็นคนทำลายมันเอง เพื่อแลกกับการมีชีวิตรอด?"
"ไม่ใช่แค่เพื่อตัวคุณเองหรอกครับ" มายาถอนหายใจยาวเหยียด แววตาของเธอฉายแววเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด "แต่เพื่อปกป้องความลับของตลาดมืด และ... เพื่อปกป้องผมด้วย"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กรันต์รู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า ชิ้นส่วนปริศนาที่เคยกระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นมากลับน่ากลัวเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้
"ถ้าเราเคยเป็นพาร์ทเนอร์กันจริง..." กรันต์เอ่ยเสียงสั่น พยายามควบคุมความรู้สึกที่กำลังตีรวนอยู่ในอก "แล้วทำไมตอนนี้คุณถึงยังอยู่ที่นี่ คอยค้าขายของต้องสาปพวกนี้อยู่ล่ะครับ? ถ้าคุณรู้ความจริงทั้งหมด ทำไมคุณถึงปล่อยให้ผมเดินเข้ามาในวังวนนี้อีกครั้ง?"
มายายิ้มเยาะให้กับตัวเอง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เธอก้าวเข้าไปใกล้กรันต์อีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อม
"เพราะสิ่งที่เราเคยผนึกไว้ในคืนนั้น... มันกำลังจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วล่ะครับ กรันต์" มายาเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งราวก้อนหิน "และกุญแจดอกเดียวที่จะไขมันกลับลงไปได้ ก็คือหัวใจและดวงตาข้างซ้ายของคุณ ที่ตอนนี้... กำลังสูญเสียการควบคุมไปทีละน้อย"
ก่อนที่กรันต์จะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น ทุ้มต่ำ และเยือกเย็นจากภายนอกห้องทำงานใต้ดิน—เสียงที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เสียงที่ทำให้รอยแผลเป็นรูปกุญแจที่หน้าอกของกรันต์เริ่มร้อนรุ่มขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหว พร้อมกับบานประตูไม้เก่าแก่ที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายความตายอันคุ้นเคย และน้ำเสียงที่เอ่ยทักทายขึ้นท่ามกลางความมืดว่า...
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ... พาร์ทเนอร์เก่า"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในบทนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ประตูมิติที่แปด
ตลาดมืดประตูที่แปด: บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ•ตอนที่ 16
ความจริงครึ่งซีก
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ตลาดมืดประตูที่แปด: บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!