กลิ่นอับชื้นของอิฐเผาเก่าเก็บและคราบตะไคร่น้ำสีดำคล้ำผสมปนเปกับกลิ่นสาบของเศษซากกาลเวลาที่ตายซากมานานนับร้อยปี ในห้องพักแรมชั่วคราวแคบๆ ภายในเขตชั้นในของตลาดมืด
กรันต์ไม่ได้หลับตาลงเลยตั้งแต่เข็มนาฬิกากลไกโบราณบนโต๊ะไม้สักขาสิงห์ดีดตัวผ่านเที่ยงคืน ดวงตาข้างซ้ายของเขา ซึ่งซ่อนเร้นม่านตาพิสดารสีเทาเข้มไว้ภายใต้เปลือกตา ปวดแปลบราوกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ นับร้อยเล่มทิ่มแทงซ้ำๆ มันเป็นสัญญาณเตือนภัยตามสัญชาตญาณ เมื่อใดก็ตามที่ความมืดโรยตัวหนาแน่นและผู้คนในตลาดมืดหลuใหล ดวงตาข้างนี้จะเริ่มตื่นตัวและมองทะลุผ่านม่านกำบังของวัตถุรอบกายได้อย่างชัดเจนเกินกว่ามนุษย์มนาจะรับไหว
"คุณยังไม่นอนอีกหรือครับ กรันต์"
เสียงของมายาแว่วมาจากมุมมืดของห้อง เธอไม่ได้นอนบนเตียงโครงเหล็กขึ้นสนิมเช่นกัน หญิงสาวนั่งอยู่บนลังไม้ลังหนึ่ง แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสะท้อนประกายวาววับบนกรอบแว่นโลหะและรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย มือเรียวยาวของเธอกำลังใช้ผ้าไหมเนื้อหยาบเช็ดทำความสะอาดมีดสั้นเล่มหนึ่งที่มีคราบสีดำติดฝังแน่น ซึ่งกรันต์รู้ดีว่ามันไม่ใช่คราบเลือดธรรมดา แต่มันคือคราบ "กาลเวลา" ของผู้คนที่เคยถูกคมมีดนี้ปลิดวิญญาณ
"ผมนอนไม่หลับครับ มายา" กรันต์ตอบเสียงเรียบ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้โยกเก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เขาขยับตัว นิ้วมือเรียวยาวของเขาลูบไล้รอยแผลเป็นรูปกุญแจที่หน้าอกผ่านเนื้อผ้าของเสื้อเชิร์ต ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาทุกครั้งที่รอยแผลนี้สัมผัสกับอากาศที่หนาวชื้นของตลาดมืด "คุณก็รู้ว่าที่นี่ไม่เคยนิ่งเงียบ... โดยเฉพาะในยามที่กำแพงเริ่มพูด"
สิ้นคำพูดของกรันต์ บรรยากาศภายในห้องก็พลันเย็นเยียบลงฉับพลัน ลมหายใจของพวกเขากลายเป็นไอสีขาวจางๆ ทั้งที่นี่คือห้องปิดทึบไร้ร่องรอยของกระแสลม
*กึก... กึก... แกร็ก...*
เสียงประหลาดเริ่มดังขึ้นจากผนังอิฐด้านขวาของห้อง มันไม่ใช่เสียงของแมลงสาบหรือสัตว์กัดแทะใต้พื้นดิน แต่มันเป็นเสียงคล้ายกับเล็บมือมนุษย์กำลังขูดขีดลงบนเนื้อปูนจากด้านหลัง จากนั้นไม่นาน เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ชัดเจนจนน่าขนลุกก็ลอยละลิ่วออกมาจากรอยแยกของอิฐมอญ
*“...แกมันก็แค่ไอ้ขโมย... เอาสร้อยของกูคืนมา... ไอ้นายหน้าสารเลว...”*
เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดระคนแค้นเคือง มันไม่ใช่เสียงของผีสางเทวดานางฟ้าตามความเชื่อปรัมปรา แต่เป็น "บันทึกเสียงสะท้อน" ของวัตถุและอาคารที่เคยซึมซับความลับ ความโลภ และบาปกรรมของผู้คนที่เคยมาพักพิงหรือค้าขายในห้องนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน
กรันต์หรี่ตาลง ดวงตาข้างซ้ายของเขาสطาดมองทะลุผ่านผนังอิฐสีหม่น ภาพหลอนซ้อนทับปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ผนังปูนโบกทับซ้อนกันหลายชั้น แต่ละชั้นฝังร่างและคราบน้ำตาของมนุษย์ผู้สิ้นหวังเอาไว้มากมาย กำแพงของตลาดมืดแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากอิฐและปูนเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกหล่อเลี้ยงด้วย "ความลับ" ของผู้คนที่ยอมแลกวิญญาณเพื่อความอยู่รอด
มายาหยุดมือจากการเช็ดมีด เธอนิ่งฟังเสียงกระซิบที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงประสานนับร้อยเสียง เสียงหัวเราะเยาะเย้ย เสียงร้องไห้คร่ำครวญ และเสียงสารภาพบาปที่ถูกเก็บงำไว้ในใจ ดังก้องกังวานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้
"ดูเหมือนว่ากำแพงห้องนี้จะมีความทรงจำที่น่าสนใจทีเด็ดทีเดียวร้อยเรียงไว้นะครับ" มายาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น รอยยิ้มที่มุมปากของเธอยังคงประดับอยู่ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความขบขัน "มันกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง... หรือบางที มันอาจจะกำลังฟ้องร้องเรื่องราวของใครบางคนในห้องนี้"
กรันต์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก้าวเข้าไปใกล้กำแพงอิฐที่กำลังสั่นสะเทือนเล็กน้อย ยิ่งเข้าใกล้ เสียงกระซิบยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแยกแยะคำพูดได้
*“...คืนวันที่ฝนตกหนัก... นายท่านฝังกล่องเหล็กไว้ใต้พื้นห้องใต้ดิน... ไม่มีใครรู้... ไม่มีใครรอด... ยกเว้นมัน... เจ้าเด็กที่มีรอยแผลรูปกุญแจ...”*
หัวใจของกรันต์กระตุกวูบ ลลมหายใจสะดุดกึกไปเสี้ยววินาที รอยแผลเป็นรูปกุญแจที่หน้าอกร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีราวกับถูกเหล็กแดงจี้ กำแพงห้องนี้ไม่ได้กำลังกระซิบเรื่องของคนอื่น... แต่มันกำลังพูดถึง *เขา*
กรันต์หันขวับกลับมามองหน้ามายาอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและคำถามนับพันที่อัดอั้นอยู่ในอก แต่ทว่า มายากลับไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เธอยังคงนั่งนิ่งอยู่บนลังไม้ แสงตะเกียงไหววับสะท้อนแว่นตาของเธอจนมองไม่เห็นแววตาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
"ดูเหมือนว่าความลับที่คุณพยายามตามหามาตลอด... จะซ่อนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวคุณนี่เองล่ะครับ กรันต์" มายาเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลราวกับเสียงเพลงกล่อมเด็ก แต่กลับทำให้สันหลังของกรันต์เย็นวาบไปถึงขั้วกระดูก "คำถามก็คือ... คุณกล้าพอที่จะทุบกำแพงนี้เพื่อดูความจริงที่อาจจะทำลายชีวิตคุณทั้งชีวิตหรือไม่ล่ะครับ?"
ก่อนที่กรันต์จะได้เอ่ยปากตอบคำถามอันแสนโหดร้ายนั้น เสียงเคาะประตูห้องด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่นและจงใจ
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที เสียงกระซิบจากกำแพงหยุดลงราวกับถูกตัดฉับ แต่ความกดดันในอากาศกลับพุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก มายาหันไปมองประตูไม้ผุพังบานนั้นช้าๆ ก่อนจะหันมาสบตากรันต์ด้วยรอยยิ้มที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม
"แขกยามวิกาลมาเยือนแล้วครับ... และฉันเกรงว่า เขาไม่ได้มาเพื่อขอเช่าห้องพักเสียด้วยสิครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในบทนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ประตูมิติที่แปด
ตลาดมืดประตูที่แปด: บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ•ตอนที่ 17
เสียงกระซิบจากกำแพง
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ตลาดมืดประตูที่แปด: บันทึกสาปสับเปลี่ยนวิญญาณ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!