เสียงริ่งโทรศัพท์ที่กรีดร้องท่ามกลางความเงียบงันภายในออฟฟิศชั่วคราวของไซต์งานก่อสร้าง ราวกับมีดโกนที่กรีดผ่านบรรยากาศตึงเครียด รินรดาชะงักงัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ แสงสีฟ้าสะท้อนในแววตาที่กำลังสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
อคินที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะเขียนแบบขมวดคิ้ว เขาเลิกคิ้วมองหญิงสาวที่นิ่งค้างไปราวกับรูปปั้น "เป็นอะไรไปรินรดา? แค่สายเรียกเข้า ทำไมต้องทำหน้าเหมือนเห็นผี?"
เขายังคงปากร้ายตามสไตล์ แต่เมื่อเห็นมือของเธอที่ถือโทรศัพท์สั่นระริก สายตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มก็เปลี่ยนไปในทันที รินรดาไม่ตอบ เธอตัดสินใจกดตัดสายทิ้งด้วยนิ้วที่เย็นเฉียบ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะไม้แรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
"ไม่ใช่เรื่องของคุณอคิน" เธอแค่นยิ้ม แต่แววตากลับว่างเปล่า "เลิกทำตัวเป็นผู้จัดการชีวิตคนอื่นสักทีได้ไหมคะ? เราตกลงกันแล้วว่าเรื่องงานคือเรื่องงาน แต่ดูเหมือนคุณจะพยายามก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวฉันเหลือเกิน"
อคินขยับตัวเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่เคยมีเริ่มลดน้อยลงจนเขารู้สึกได้ถึงไอความเครียดที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบแก้วกาแฟที่เย็นชืดของเธอไปวางให้ไกลตัว "ถ้าการก้าวก่ายมันหมายถึงการที่ผมไม่อยากเห็นสถาปนิกที่ผมอุตส่าห์ดึงตัวมาทำงานด้วย สติแตกกลางคันเพราะไอ้คนในสาย... ผมก็ยินดีจะทำ"
"ใครสั่งใครสอนให้คุณพูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้?" รินรดาหันขวับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่ใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกันทำให้ทั้งคู่ชะงัก
"ความจริงมันมักจะเจ็บปวดเสมอแหละรินรดา" อคินลดเสียงลง แววตาที่มักจะเย่อหยิ่งและเย็นชาบัดนี้กลับมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในมุมมืดมิด "ผมไม่ใช่คนดีเด่อะไร แต่ผมพอจะดูออกว่าคนไหนที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว... อย่างคุณนี่ไง"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ แต่หยดน้ำตาที่เอ่อคลอทำลายกำแพงที่เธอสร้างขึ้นมานานสิบปี "คุณไม่รู้อะไรเลยอคิน... คุณรู้จักแค่ตึกที่ออกแบบเสร็จตามกำหนดเวลา แต่คุณไม่เคยรู้หรอกว่ากว่าจะสร้างตัวตนขึ้นมาได้ ฉันต้องทิ้งอะไรไว้ข้างหลังบ้าง"
เธอหันหลังกลับ พยายามจะเดินหนี แต่แขนแกร่งของอคินกลับคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ ไม่แน่นจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้เธอหยุดกึ๊ก
"ถ้าไม่รังเกียจ... จะระบายให้ฟังหน่อยไหม?" อคินถาม เสียงของเขาไม่ได้ถากถางเหมือนเคย "ผมมีวิสกี้ชั้นดีอยู่ในรถ และดาดฟ้าตึกนี้ก็วิวดีพอที่จะให้คนบ้าๆ สองคนนั่งคุยกันตอนตีสอง"
รินรดามองมือที่กุมข้อมือเธอไว้ ก่อนจะเงยหน้าสบตาชายหนุ่มที่เธอมักจะทะเลาะด้วยบ่อยที่สุดในชีวิต เธอเห็นความจริงใจในดวงตาสีเข้มคู่นั้น ความเกรี้ยวกราดในใจเธอเริ่มมอดดับลง เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่กัดกินอยู่ภายใน
...
ดาดฟ้าอาคารสูงท่ามกลางแสงไฟจากเมืองหลวง ทั้งคู่นั่งลงบนพื้นปูนเย็นเฉียบ ข้างกายมีขวดวิสกี้ที่พร่องไปเกินครึ่ง
"พ่อฉัน... เป็นสถาปนิกที่เก่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จัก" รินรดาเริ่มพูดขึ้น ทอดสายตามองแสงไฟระยิบระยับ "เขาไม่ได้ทิ้งฉันไปเพราะเขารักฉันน้อยลงหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะ 'จรรยาบรรณ' ที่เขาไม่ยอมขายวิญญาณให้พวกมาเฟียอสังหาฯ สุดท้ายเขาก็โดนใส่ร้ายจนล้มละลาย"
อคินฟังเงียบๆ มือที่ถือแก้วชะงักไปเล็กน้อย "แล้วสายที่โทรมาเมื่อกี้?"
"เขากลับมา" รินรดาแค่นยิ้มขมขื่น "กลับมาพร้อมกับหนี้ก้อนโตที่เขาไม่ได้ก่อ และขู่ว่าจะทำลายโครงการที่ฉันสร้างมากับมือถ้าฉันไม่ช่วยเขา... ฉันหนีจากชื่อเสียงของเขามาตลอด เพื่อที่จะไม่ให้ใครตราหน้าว่าฉันเป็นลูกสาวคนขี้แพ้ แต่สุดท้าย... เขาก็กลับมาดึงฉันลงนรกอีกจนได้"
อคินนิ่งไปนาน เขาจิบเครื่องดื่มในมือช้าๆ ก่อนจะวางแก้วลงแล้วหันมามองเธอ "คุณรู้ไหมรินรดา... เหตุผลที่ผมเลือกเป็นวิศวกรโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะผมรักความสมบูรณ์แบบหรอกนะ"
รินรดาขมวดคิ้ว "แล้วเพราะอะไร?"
"เพราะผมต้องการสร้างสิ่งที่ไม่มีวันพังลงมา" อคินแค่นหัวเราะกับตัวเอง "ตอนผมอายุสิบขวบ บ้านผมถูกไฟไหม้เพราะโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน พ่อแม่ผม... ไม่รอด ส่วนผมรอดมาได้คนเดียวพร้อมกับปมที่ว่า 'ถ้าเราสร้างมันให้ดีพอตั้งแต่แรก เรื่องเลวร้ายคงไม่เกิดขึ้น'"
ทั้งคู่สบตากัน ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของทั้งสองคนถูกวางลงตรงหน้า ความเข้าใจเริ่มก่อตัวขึ้นจากความเห็นอกเห็นใจที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
"เราต่างก็พยายามสร้าง 'เซฟโซน' ในแบบของตัวเอง" อคินเอ่ยเบาๆ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้จนรินรดารู้สึกถึงไออุ่นจากตัวเขา "คุณพยายามพิสูจน์ตัวเอง ส่วนผมพยายามพิสูจน์โครงสร้าง... แต่บางที การพยายามแข็งแกร่งคนเดียวมันอาจจะไม่ใช่คำตอบก็ได้"
รินรดาเม้มริมฝีปาก เธอไม่ได้ถอยหนีเหมือนทุกครั้ง กลับกัน เธอกลับโน้มตัวเข้าหาเขาโดยสัญชาตญาณ ราวกับว่าอคินกลายเป็นจุดยึดเหนี่ยวเดียวในโลกที่กำลังพังทลาย
"อคิน..." เธอเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ขณะที่ใบหน้าของทั้งสองขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะรวมเป็นหนึ่ง
"อย่าทำแบบนี้ถ้าคุณไม่ได้คิดอะไร" อคินเตือนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ "เพราะถ้าผมตัดสินใจจะปกป้องคุณแล้ว... ผมไม่มีทางปล่อยให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องคุณได้อีก ต่อให้จะเป็นพ่อคุณก็ตาม"
วินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะสัมผัสกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางบันไดหนีไฟ
รินรดาผละออกทันทีด้วยความตกใจ อคินลุกขึ้นยืนบังหน้าเธอไว้โดยสัญชาตญาณ ทั้งคู่หันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน
ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงแต่ยับย่นยืนอยู่ที่นั่น ใบหน้าของเขาดูแก่ชรากว่าภาพจำในความทรงจำของรินรดามาก แต่สายตาที่จ้องมองมายังคงความเย็นชาแบบที่เธอเกลียดชังที่สุด
"ไม่ได้เจอกันนานนะ รินรดา" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะมองผ่านไหล่ของรินรดาไปที่อคิน "และดูเหมือนเธอจะเลือกพาร์ทเนอร์ที่... น่าสนใจไม่น้อยเลยนะ"
รินรดาตัวสั่นเทา มือของอคินเลื่อนมาจับมือเธอไว้แน่น ประสานนิ้วมือเข้าหากันเป็นการแสดงจุดยืนว่าเขากำลังจะก้าวเข้ามาอยู่ในสงครามครั้งนี้ด้วย
"คุณไม่มีสิทธิ์มาที่นี่" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน
ชายคนนั้นยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะโยนซองเอกสารลงบนพื้น "ฉันไม่ได้มาเพื่อขอร้อง... แต่มาเพื่อเตือน ว่าพรุ่งนี้เช้า โครงการของเธอจะต้องถูกปิดตาย เพราะฉันมีบางอย่างที่สำนักงานใหญ่ของเธอต้องอยากเห็นมากแน่ๆ"
อคินก้มลงเก็บซองเอกสารนั้นขึ้นมา เพียงแค่มองผ่านๆ เขาก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร... มันคือหลักฐานการโกงที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างแยบยลเพื่อทำลายอาชีพของเธอโดยเฉพาะ
"เตรียมตัวให้ดี" อคินพูดเสียงเย็นเยียบ จ้องตาชายคนนั้นกลับ "เพราะถ้าคุณจะพังงานของเธอ คุณต้องข้ามศพผมไปก่อน"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะครับ ราชันย์หอกทมิฬครับ
เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ•ตอนที่ 10
ความจริงหลังเลิกงาน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!