เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ•ตอนที่ 11

สัญญาณของความห่วงใย

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
กลิ่นฝุ่นปูนฉาบและกลิ่นอับชื้นของไซต์งานก่อสร้างยามค่ำคืนยังคงคละคลุ้งในอากาศ รอยเปื้อนคราบดินสอพาสเทลและรอยถลอกที่ฝ่ามือของรินรดาเป็นเครื่องยืนยันความพินาศยับเยินของแบบแปลนโครงสร้างที่เกือบถูกผู้รับเหมามือเติบทำลายลงในพริบตา ทว่าคำประกาศกร้าวของอคินที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำ “ถ้าคุณจะพังงานของเธอ คุณต้องข้ามศพผมไปก่อน” ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ชายหนุ่มยืนกรานเสียงแข็งด้วยแววตาที่คมกริบดั่งคมหอก ดึงเธอกลับมาจากขอบเหวแห่งความสติแตกได้อย่างน่าประหลาด ภายในห้องพักชั่วคราวท้ายไซต์งาน แสงไฟสีส้มจากหลอดนีออนดวงเดียวส่องกระทบโครงสร้างเหล็กเปลือยเปล่า รินรดากำลังนั่งยองๆ หน้ากล่องปฐมพยาบาล เธอกัดริมฝีปากแน่นพยายามใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอยแผลถลอกที่ข้อศอกและฝ่ามือจากเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่ แต่ด้วยความที่มุมองศาความเจ็บมันยากจะเอื้อมถึง ทำให้เธอเผลอสูดปากซีดด้วยความแสบ "ซ่า... โอ๊ย มือหนักชะမ... ให้ตายสิ" สถาปนิกสาวสบพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าหวานเหเกร็งด้วยความเจ็บปวด ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมาบังแสงไฟ อคินก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่มีเสียงเตือน เขายืนกอดอกมองเธอด้วยสีหน้าเรียบนิ่งสนิท ดวงตาคมปลาบกวาดมองรอยแผลตามเนื้อตัวของเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างนึกระอา "ซุ่มซ่าม" คำพูดสั้นๆ ห้วนๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกของวิศวกรหนุ่ม รินรดาเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายและความถือดีตามประสาคนไม่ยอมคน เธอยืดตัวขึ้นเล็กน้อยแม้จะยังนั่งอยู่บนเก้าอี้พับ "ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามค่ะคุณอคิน... เอ้ย ฉันไม่ได้ซุ่มซ่าม! คนที่ซุ่มซ่ามคือไอ้ผู้รับเหมาเฮงซวยนั่นต่างหากที่เกือบทำโมเดลโครงสร้างสามเดือนของฉันพังคามือ ถ้าคุณไม่ตาฝาด คุณน่าจะเห็นนะว่าฉันพยายามเซฟมันสุดชีวิตแล้ว" "เซฟโมเดลจนตัวเองเกือบหัวแตกตายเนี่ยนะ เรียกฉลาดน้อยมากกว่าฉลาดล้ำ" อคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่และรำคาญใจในคราเดียวกัน เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างไร้รอยต่อ ปัดขวดแอลกอฮอล์ในมือเธอออกเบาๆ แล้วถือวิสาสะแย่งสำลีมาถือไว้เสียเอง รินรดาชะงัก หัวใจกระตุกวูบเมื่อไอร้อนจากร่างหนาแผ่ซ่านเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นควันจางๆ "นี่... คุณจะทำอะไร ส่งสำลีมานะ ฉันทำเองได้ แผลแค่นี้..." "อยู่นิ่งๆ น่า" อคินกดเสียงต่ำ ดุเสียจนเธอต้องชะงัก ปลายนิ้วแกร่งที่ผ่านการจับเครื่องมือช่างมาโชกโชน บัดนี้กลับขยับเบาอย่างประหลาดขณะแตะสำลีชุบยาลงบนรอยแผลที่ฝ่ามือของเธอ สัมผัสที่อบอุ่นและทะนุถนอมขัดกับวาจาร้ายกาจโดยสิ้นเชิง ทำเอารินรดาเผลอกลั้นหายใจ เธอนั่งมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของวิศวกรหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำแผลให้เธออย่างตั้งอกตั้งใจ สันจมูกโด่งเป็นคมรับกับริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อย ยามที่เขาเป่าลมเบาๆ เพื่อบรรเทาความแสบให้เธอ ความใกล้ชิดนี้มันรุกรานพื้นที่ปลอดภัยในใจเธอเกินไปแล้ว "ปากเก่งนักนะ เมื่อกี้ยังทำเป็นเก่งใส่ไอ้พวกนั้นอยู่เลย พอตอนนี้มานั่งทำหน้าเป็นแมวตกน้ำทำไม" อคินพูดขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่สายตายังไม่ละจากรอยแผลของเธอ "ใครแมวตกน้ำกันคะ! ฉันแค่อ่อนล้าต่างหาก... แล้วอีกอย่าง ที่คุณทำเป็นปกป้องฉันเมื่อกี้... อย่าเข้าใจผิดนะว่าฉันซาบซึ้งอะไรนักหนา ฉันแค่มองว่ามันเป็นหน้าที่ของวิศวกรโครงการที่ต้องรักษาผลงานร่วมกันต่างหาก" รินรดาเชิดหน้าขึ้นเถียงกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในอก อคินหยุดมือชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ก่อนที่มุมปากข้างหนึ่งจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน "หน้าที่ร่วมกันงั้นเหรอ? หึ... งั้นแปลว่าที่ผมยืนเอาตัวเข้าแลกไม่ให้ไอ้พวกนั้นเข้ามาแตะต้องแบบแปลนและตัวคุณเมื่อกี้ ผมทำไปเพราะหน้าที่สินะ" "ก็... ก็ใช่นะสิคะ" รินรดาเริ่มเสียงอ้อมแอ้มโดยไม่รู้ตัว เมื่อจู่ๆ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอมันลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้จนเธอต้องเบนสายตาหนีไปมองที่อื่น "ปากแข็งชะมัด" อคินพึมพำเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลขึ้นอย่างผิดคาด นิ้วมือเรียวยาวของเขาขยับเปลี่ยนจากการทำแผลที่มือ มาแตะไล้เบาๆ ที่โหนกแก้มเปื้อนฝุ่นของเธออย่างเผลอไผล "หน้าเปื้อนหมดแล้ว... สถาปนิกจอมขบถอย่างคุณเนี่ย วันๆ ไม่เคยรักตัวเองเลยหรือไง?" คำถามนั้นไม่ใช่คำด่า แต่มันคือความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ ยามที่ปลายนิ้วอุ่นๆ ของเขาปัดเศษฝุ่นออกให้อย่างเบามือ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ความเงียบงันเข้ามาแทนที่เสียงรอบข้างในไซต์งาน "ฉัน... ฉันดูแลตัวเองได้น่า คุณไม่ต้องมา..." รินรดาพยายามหาเสียงตัวเองให้กลับมาปกติ แต่เสียงมันกลับสั่นพร่าอย่างน่าขายหน้า "หุบปากไปเลยน่า รินรดา" อคินเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาที่มองเธอบัดนี้ไร้ซึ่งความเยเย็นชา มีเพียงความห่วงใยที่เอ่อล้นจนปิดไม่มิด "ถ้าผมไม่เข้ามาดูคุณ ป่านนี้คุณคงเอาหัวไปชนคานปูนตายคาไซต์งานไปแล้วมั้ง" "นี่คุณแช่งฉันเหรอ!" เธอยกมืออีกข้างขึ้นตีแขนเขาเบาๆ อคินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูทรงเสน่ห์จนสถาปนิกสาวถึงกับลืมหายใจ เขาก้มหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านระหว่างกันและกัน บรรยากาศกำลังหวานซึ้งและเคมีพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด ทว่าในจังหวะที่อคินกำลังจะเอื้อนเอ่ยประโยคบางอย่างออกมาเพื่อทำลายกำแพงในใจของเขานั้นเอง *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกดังขึ้นกะทันหัน ทำลายภวังค์สีชมพูลงอย่างไม่ไว้หน้า ทेามกลางความตกใจ รินรดาสดุ้งโหยงผลักอกอคินออกห่างทันที "อุ๊ย!" อคินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขาสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความขัดใจ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาคมกริบมองไปยังประตูห้องพักด้วยความไม่สบอารมณ์ ใครมันบังอาจกล้าขัดจังหวะสำคัญขนาดนี้วะ! ประตูกระจกถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรอให้อذنอนุญาต ร่างสูงโปรดของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งตรงมายังรินรดา "อ้าว ริน... ผมโทรหาคุณทำไมไม่รับสาย เป็นห่วงแทบแย่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไซต์งาน... เอ๊ะ หรือผมมาขัดจังหวะอะไรพวกคุณหรือเปล่าครับเนี่ย?" คำพูดของแขกผู้มาเยือนทำให้เลือดในกายของอคินเดือดพล่านขึ้นมาทันที ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาอย่างปิดไม่มิด ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความซึนของพี่อคินด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%