“ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้กระจกนิรภัยหนาแค่สิบมิลลิเมตรกับคานรับน้ำหนักส่วนนั้น ผมแนะนำให้คุณกลับไปทบทวนใบประกอบวิชาชีพสถาปนิกใหม่อีกรอบดีกว่าครับ รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเยียบเย็นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออก รินรดายืนค้ำโต๊ะทำงาน สายตาคมกริบมองตรงไปยังชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นวิศวกรโครงสร้างมือหนึ่งของโปรเจกต์นี้ อคินยังคงนั่งไขว่ห้าง ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไร้ความรู้สึก ทว่าแววตาที่มองกลับมานั้นคมปลาบราวกับจะเชือดเฉือนเธอให้เป็นชิ้นๆ
ความหวานชื่นจากมื้อค่ำเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจที่เพิ่งเผชิญมาเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ในอก ทว่าความดื้อรั้นและศักดิ์ศรีของสถาปนิกสาวกลับถูกกระตุ้นให้ลุกโชนขึ้นมาแทนที่
“สิบมิลลิเมตรสำหรับดีไซน์คานยื่นตัวนี้ มันเพียงพอและคำนวณตามหลักอากาศพลศาสตร์มาแล้วค่ะ—เอ๊ย! ครับ!” รินรดาเผลอหลุดคำเดิมออกมาเพราะความคุ้นชิน ก่อนจะรีบแก้คำพูดด้วยใบหน้าบึ้งตึง “ผมบอกคุณหลายครั้งแล้วนะอคิน ว่าฟังก์ชันและความงามต้องเดินเคียงคู่กัน ถ้าใส่เหล็กหนาเทอะทะเข้าไป งานดีไซน์ที่ผมปั้นมาเป็นเดือนก็พังพินาศหมดพอดี!”
อคินถอนหายใจยาวอย่างเหลืออด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้ามทีละก้าวอย่างกดดัน ความใกล้ชิดนี้ทำให้รินรดาต้องเผลอถอยหลังโดยอัตโนมัติ แม้ปากจะเก่งแค่ไหน แต่แรงดึงดูดบางอย่างจากผู้ชายคนนี้มักจะทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะเสมอ
“ความงามบนความเสี่ยงเหรอครับ สถาปนิกตัวแสบ” อคินโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนรินรดาได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขา “คุณคิดว่าตึกนี้สร้างด้วยจินตนาการบ้าๆ ของคุณคนเดียวหรือไง ถ้าโครงสร้างพัง ศาลเตี้ยแรกที่จะพิพากษาคุณ ไม่ใช่กฎหมายหรอ... แต่เป็นผมเนี่ยแหละ”
“คุณนี่มัน... ปากจัดเป็นบ้าเลยอคิน!” รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธ เธอยื่นมือไปหยิบแฟ้มแบบแปลนบนโต๊ะมากอดไว้แนบอกเพื่อสร้างเกราะป้องกัน “ถ้ากลัวตึกพังนัก ทำไมไม่คำนวณเผื่อความปลอดภัยตามสไตล์วิศวกรขี้ระแวงของคุณไปเลยล่ะคะ... เอ๊ย! ไปเลยล่ะครับ!”
เธอกัดลิ้นตัวเองแทบขาดเมื่อเผลอหลุดปากใช้น้ำเสียงเดิมอีกรอบ อคินชะงักไปนิด มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน ดวงตาคมคายคู่นั้นอ่อนแสงลงชั่วขณะหนึ่งโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เขามองท่าทางเงอะงะปนหัวเสียของหญิงสาวตรงหน้า ความกร้าวร้าวในแววตาก่อนหน้านี้เจือจางลง เหลือเพียงความเอ็นดูที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา
“ปากดี... แต่หูแดงแจ๋เลยนะ” อคินกระซิบเสียงเบา ลากสายตามองตั้งแต่ใบหน้าเนียนที่ขึ้นสีเรื่อลามไปจนถึงใบหูเล็กๆ นั่น
“ใครหูแดง! คุณตาฝาดแล้ววิศวกรซึน!” รินรดาเถียงกลับทันควัน พยายามผลักอกแกร่งให้ออกห่าง ทว่าอีกฝ่ายกลับยืนนิ่งราวกับภูเขาหิน ยิ่งเธอดัน เขาก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้ จนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับผนังห้องกระจกเย็นเฉียบ
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตึงเครียดเรื่องงาน กลายเป็นความอึมครึมกระอักกระอ่วนที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกประหลาด รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับอคินที่โน้มตัวลงมาใช้มือข้างหนึ่งยันผนังกระจกไว้ กักตัวเธอให้อยู่ในอ้อมแขนกลายๆ
ดวงตาของอคินไม่ได้ดุดันเหมือนเมื่อครู่ มันลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความปากร้าย
“เหตุการณ์เมื่อเย็น... ยังกลัวอยู่หรือเปล่า”
คำถามนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มแผ่วเบา จนรินรดานึกว่าหูฝาด ร่างกายที่กำลังเกร็งขืนค่อยๆ ผ่อนคลายลง ความทรงจำเรื่องอุบัติเหตุเฉียดตายบนท้องถนนเมื่อช่วงเย็นวานแวบเข้ามาในหัว สมองของเธอขาวโพลน หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวที่ยังหลงเหลือ ทว่าในขณะเดียวกัน ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่เคยคว้าข้อมือเธอไว้ไม่ให้วิ่งตัดหน้ารถ ก็เด่นชัดขึ้นมาในความรู้สึก
เขารู้... เขารู้ว่าเธอขาสั่นและหวาดกลัวแค่ไหนตั้งแต่เหตุการณ์นั้น แต่เขากลับเลือกที่จะทำเป็นดุ กลบเกลื่อนความห่วงใยด้วยคำพูดเชือดเฉือนตามนิสัย
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น เธอยอมรับกับตัวเองในวินาทีนั้นเลยว่า ภายใต้ท่าทีปากร้าย เย่อหยิ่ง และชอบหาเรื่องของอคิน มีความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียนชนิดที่คาดไม่ถึง
“ถ้าผมบอกว่ากลัว... คุณจะเลิกดุฉันสักวันได้ไหมล่ะครับ” รินรดาเอ่ยเสียงแผ่ว จงใจล้อเลียนสรรพนามที่ตัวเองเผลอหลุดปากไปเมื่อครู่เพื่อทำลายความเงียบ
อคินชะงักไป ดวงตาคมกริบไหววับ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างจนปัญญา มือหนายื่นออกไปอย่างลังเลชั่วครู่ ก่อนจะวางลงบนกลุ่มผมนุ่มแล้วขยี้เบาๆ อย่างมันเขี้ยว
“ถ้าไม่ดุ... เดี๋ยวคุณก็ทำตัวบุ่มบ่ามอีก สถาปนิกอย่างคุณน่ะ ดูแลตัวเองไม่เป็นหรอก รินรดา”
น้ำเสียงนั้นแม้จะยังเจือความดุอยู่บ้าง แต่มันกลับไร้ซึ่งความเย็นชาโดยสิ้นเชิง ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่สัมผัสเส้นผมส่งผ่านความรู้สึกประหลาดเข้ามาในหัวใจของรินรดา กำแพงความเย่อหยิ่งที่เธอสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองดูเหมือนจะเริ่มร้าวลงทีละน้อย ภายใต้การดูแลแบบซึนๆ ของผู้ชายตรงหน้า
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยเคมีที่ชวนให้ใจเต้นแรง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามครั้งติดอย่างไม่มีมารยาท
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
“คุณอคินครับ ทางไซต์งานแจ้งมาว่า... อุ๊ย ขอโทษครับ ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย”
เสียงทุ้มของลูกน้องคนสนิทดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดผางเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต อคินชักมือกลับทันที ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสู่โหมดเย็นชาและหงุดหงิดเต็มพิกัดในเสี้ยววินาที รินรดารีบก้าวถอยหลังออกจากวงแขนของชายหนุ่ม ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายปนตกใจ
อคินหันไปถลึงตาใส่ลูกน้องหนุ่มที่ยืนยิ้มแห้งๆ อยู่หน้าประตูด้วยความหัวเสีย ก่อนจะหันกลับมามองสถาปนิกสาวที่กำลังหลบสายตาเขา
“เรื่องของเรา... ยังคุยกันไม่จบนะ รินรดา” อคินกระซิบเสียงต่ำด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อที่มุมปาก ก่อนจะหมุนตัวเดินผละออกไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้เธอยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ และก่อนที่รินรดาจะได้ตั้งสติ ทรวดทรงของใครบางคนที่ก้าวพ้นประตูเข้ามาสมทบพร้อมรอยยิ้มเยาะ ก็ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก รอยยิ้มบนใบหน้าของคนๆ นั้น... คือปมปริศนาที่กำลังจะพลิกสถานการณ์ทุกอย่างให้ดิ่งลงเหวในพริบตา!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความต่างนี้ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ•ตอนที่ 8
กำแพงที่เริ่มร้าว
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!