เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ•ตอนที่ 15

วันฝนตกที่คาดไม่ถึง

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
“ฝีมือคน” คำพูดสั้น ๆ เพียงสามคำจากปากรินรดาลอยเคว้งคว้างท่ามกลางเสียงหอบหายใจระรัวของทั้งคู่ รอยตัดเรียบกริบตรงมุมเหล็ก H-Beam ขนาดใหญ่สะท้อนแสงไฟฉุกเฉินสีส้มอมแดง สาดส่องให้เห็นร่องรอยการเจาะจงทำลายอย่างแม่นยำ มันไม่ใช่ความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือแรงดันดินตามธรรมชาติ แต่มันคืออาชญากรรมที่ซ่อนอยู่ใต้ซากโครงสร้าง “ถอยออกมา” อคินดึงข้อมือเธอพรวดเดียวจนร่างบางเซเข้ามาชิดแผ่นอกกว้าง แรงกระชากนั้นไร้ความปรานี ทว่าอุ้งมือที่กุมข้อมือเธอกลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่อยู่ วิศวกรหนุ่มกวาดสายตาคมกริบมองเพดานอุโมงค์ฐานรากที่เริ่มมีเศษปูนร่วงกราวลงมา เสียงคำรามต่ำของพายุภายนอกดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้ากำลังจะถล่มลงมาทับพวกเขา “คุณอคิน เหล็กเส้นหลักตรงนั้นถูกตัดไปเกือบครึ่ง... ถ้าเราไม่รีบแจ้งตำรวจ—!” รินรดาเงยหน้าขึ้นเถียง ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายเต็มกรอบหน้า “แจ้งแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้!” อคินสวนกลับเสียงเข้ม ปากร้ายกาจตามนิสัยเดิม “ถ้าเธอยังอยากมีชีวิตอยู่ไปเถียงกับฉันเรื่องแบบแปลนพรุ่งนี้ ก็หุบปากแล้ววิ่งตามมา!” ครืน! เสียงทลายของดินด้านบนดังสนั่น ทางออกหลักของโซน C ถูกปิดตายด้วยม่านดินโคลนและเศษคอนกรีตที่ถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา ความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นเข้าโอบล้อมพวกเขาในทันที มีเพียงแสงไฟฉายคาดหัวของอคินดวงเดียวที่ยังทำหน้าที่ส่องสว่าง ท่ามกลางละอองฝนที่สาดซัดทะลักเข้ามาจากช่องระบายอากาศด้านบน ทั้งคู่ติดอยู่ข้างใน... ติดอยู่ด้วยกันในพื้นที่แคบ ๆ ของห้องควบคุมระบบระบายน้ำใต้ดินที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก รินรดาพรูลมหายใจร้อนผ่าวออกมาอย่างหงุดหงิด เธอปัดเศษฝุ่นตามแขนเสื้อออกลวก ๆ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาคมใส่คนตัวสูงกว่าที่ยืนกอดอกตีสีหน้านิ่งสนิท “เพราะความปากแข็งของคุณแท้ ๆ บอกให้หยุดตรวจตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว ทำเป็นอวดเก่งว่าเอาอยู่ สมน้ำหน้าตัวเองเถอะค่ะ— เอ๊ย เถอะครับ” เธอยั้งปากแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นเคย อคินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด สัญชาตญาณความกวนประสาทของวิศวกรหนุ่มก็ไม่เคยบกพร่อง “ห่วงฉันเหรอ สถาปนิก?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเย้าแหบพร่าในระยะประชิด “ยอมรับมาเถอะว่าเมื่อกี้ตอนดินถล่ม เธอแอบซบอร์ดอของฉันเพราะกลัวจนตัวสั่น” “ใครกลัวกัน! ฉันแค่สะดุดก้อนหินต่างหาก คุณนี่มัน... มโนเก่งเป็นที่หนึ่งเลยนะ!” รินรดาเชิดหน้าเถียงกลับทันควัน แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อซากปรักหักพัง แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเธอกับเขาในตอนนี้มันใกล้เกินไป ใกล้จนรับรู้ได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายที่แผ่ซ่านท่ามกลางความเย็นยะเยือกของสายฝน บรรยากาศรอบตัวเงียบลง มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่เทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย อคินไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดดังเช่นเคย สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองร่องรอยเปื้อนฝุ่นบนแก้มเนียนของหญิงสาวอย่างเผลอไผล มือหนาที่มักจะถือแปลนก่อสร้างเอื้อมออกไปโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านปาดคราบเขม่าสีเทาออกให้อย่างเบามือที่สุด สัมผัสอุ่นเฉียบที่แตะลงบนโหนกแก้มทำเอารินรดานิ่งงั้น ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ ดวงตาสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มที่ปกติมแต่ความดุดัน ทว่ายามนี้กลับฉายแววอ่อนโยนประหลาดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “ปากดีจังนะ...” อคินกระซิบแผ่วเบา ชิดริมหิมฝีปากจนแทบจะสัมผัสกัน “แต่ตัวนิดเดียว ทำไมชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อย” “ฉันไม่ได้หาเรื่อง... แต่เรื่องมันวิ่งมาหาฉันต่างหากเล่า” รินรดาตอบเสียงเบาลงโดยอัตโนมัติ ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างคนสองคนที่มีทิฐิสูงลิ่ว ค่อย ๆ ถูกหลอมละลายลงด้วยความเงียบและความเปียกชื้นของบรรยากาศรอบกาย อคินขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับผนังปูนเย็นเยียบ เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงกักตัวเธอไว้ในพื้นที่ส่วนตัว เป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความหวงแหนและปกป้องอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องมีคำหวานเลี่ยนเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว “ถ้าข้างนอกนั่นมันอันตรายนัก... ทำไมไม่ยอมอยู่ในที่ปลอดภัยของฉันตั้งแต่แรก” น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น ทุ้มนุ่มและชวนให้ใจสั่นสะท้าน รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมนั้น “แล้วใครบอกล่ะคะว่าคุณคือเซฟโซนของฉัน... เราเป็นแค่คู่กัดทางธุรกิจกันต่างหาก” “งั้นลองพิสูจน์ดูไหมล่ะ ว่าปากแข็ง ๆ ของเธอ จะยังเถียงฉันออกไหม ถ้าฉันทำให้เธอกลืนคำพูดตัวเอง” อคินโน้มใบหน้าลงมาใกล้เรื่อย ๆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดรินรดGจนสติกระเจิง เธอดึงดันจะเบือนหน้าหนี ทว่ามือใหญ่อีกข้างกลับประคองท้ายทอยเธอไว้มั่น บังคับให้รับสัมผัสจากความใกล้ชิดที่เกินเลยกว่าขอบเขตของคำว่าเพื่อนร่วมงาน ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะเข้าหากันอย่างเนิบนาบ เสียงเคาะโลหะดัง “ก๊อง! ก๊อง!” จากท่อระบายน้ำด้านบนก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะสำคัญ พร้อมกับเสียงตะโกนแหบพร่าของหัวหน้าคนงานที่ตะโกนฝ่าสายฝนลงมา “คุณอคิน! คุณรินรดา! อยู่ข้างในนั้นไหมครับ! ทางทีมกู้ภัยเปิดทางเข้าโซน B ได้แล้วครับ!” อคินชะงักกึก เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างนึกเสียดายระคนขัดใจ ขณะที่รินรดารีบยกมือขึ้นผลักอกแกร่งออกทันที ใบหน้าเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูด้วยความเขินอาย เธอรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองให้เข้าที่เพื่อกลบเกลื่อนความรัญจวนใจเมื่อครู่ วิศวกรหนุ่มยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบสนิทดังเดิมอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าแววตาที่มองสถาปนิกสาวกลับระคนด้วยประกายความเอ็นดูที่ยากจะซ่อนเร้น “รอดตัวไปนะสถาปนิก...” อคินกระซิบกระพือข้างหูเธอเบา ๆ ก่อนจะหันไปคว้าไฟฉาย “แต่เรื่องที่เราค้างคาไว้... เดี๋ยวเราเคลียร์กันยาวแน่” รินรดาค้อนขวับใส่แผ่นหลังกว้างที่เดินนำไปก่อน แม้ปากจะพึมพำปฏิเสธเสียงเบา แต่หัวใจกลับเต้นรัวแรงด้วยความคาดหวัง ทว่า... ในจังหวะที่อคินกำลังเอื้อมมือไปดันฝาเหล็กทางออกที่ถูกเปิดอ้าออก แสงไฟฉายจากทีมกู้ภัยด้านบนกลับส่องกระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่บริเวณบันไดขั้นสุดท้าย... มันคือแฟลชไดรฟ์สีดำสนิทที่มีสัญลักษณ์รูปเฟืองสลักไว้ ซึ่งเป็นของใครบางคนที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัว ณ จุดเกิดเหตุแห่งนี้! ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวท่ามกลางอุปสรรคของเขากับเธอนะครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายวิศวกรกับสถาปนิกจอมขบถ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%