คบเพลิงในมือของเรย์กะพริบไหววูบหนึ่งตามแรงลมชื้นใต้ดินที่พัดผ่านช่องแคบ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของดร.อคินในวินาทีนี้
ปลายนิ้วสวมถุงมือหนังของนักโบราณคดีหนุ่มกำลังปัดฝุ่นธุลีสีเทาที่เกาะกุมอยู่ออกจากแผ่นศิลาทรายขนาดมหึมา ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หินก้อนนี้ไม่ใช่แท่นบูชาทั่วไป แต่มันคือ "มาตรวัดแห่งสุริยัน" โครงสร้างโบราณที่ทำหน้าที่ปิดผนึกห้องโถงชั้นในสุดของอารยธรรมที่สูญหาย ทว่า สิ่งที่สลักอยู่บนพื้นผิวสีดำสนิทของมันกลับไม่ใช่แผนที่ดวงดาวอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ไว้
มันคือรอยสลักอักษรลิ่มโบราณที่ยังคงรักษารอยหมึกสีชาดเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาด
"อย่าขยับ" น้ำเสียงของเรย์ราบเรียบ แต่มันแฝงความตึงเครียดที่เฉียบคมจนแทบจะบาดแก้วหู นักล่าสมบัติสาวลดคบเพลิงต่ำลง เพื่อให้แสงสีส้มสาดส่องลงบนข้อความตรงหน้าอย่างชัดเจน "นั่นไม่ใช่กลไกเปิดประตู... อคิน อ่านมันสิครับ ว่ามันแปลว่าอะไรกันแน่"
อคินไม่ตอบทันที ดวงตาภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองอักษรแต่ละตัวอย่างละเอียดลออ สมองของเขากำลังประมวลผลไวยากรณ์โบราณที่แทบไม่มีใครอ่านออกในรอบสามพันปี ความรู้ทั้งหมดที่เขาเคยร่ำเรียนมาจากการสูญเสียอาจารย์ในอดีตถูกนำมาใช้ ณ วินาทีเป็นตายนี้
*“ผู้ใดบังAอาจเคลื่อนย้ายศิลาแห่งนี้เพื่อไขว่คว้าสมบัติ ผู้นั้นจักนำพาความมืดมิดที่ถูกจองจำให้คืนสู่แผ่นดิน โลหิตจะล้างผลาญแผ่นดิน และวิญญาณจักไร้ซึ่งที่พักพิงตราบชั่วนิรันดร์”*
อคินอ่านทวนข้อความนั้นในใจ ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นมาจากสันหลัง ไม่ใช่เพราะความกลัวเรื่องคำสาปงมงาย แต่มันคือ "นัยยะ" ทางจิตวิทยาและเทคโนโลยีโบราณที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำเตือนนั้น
"คำขู่ของพวกนักบวชโบราณ เพื่อป้องกันไม่ให้คนรุ่นหลังมาขโมยของมีค่า" เรย์แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเธอเจือความเย้ยหยันตามวิสัยของคนที่ไม่เคยเชื่อในสิ่งใดนอกจากผลลัพธ์ตรงหน้า "คุณก็น่าจะรู้ดีกว่าใครนะ ดร.อคิน ว่าพวกเขามักจะเขียนเรื่องลี้ลับเกินจริงเสมอ เพื่อปกป้องทองคำแท่งที่อยู่ข้างหลัง"
"คุณกำลังประเมินอารยธรรมนี้ต่ำเกินไป เรย์" อคินหันกลับมามองคู่สนทนา แววตาของนักโบราณคดีเต็มไปด้วยความเคร่ง eขรึมและจริงจัง "นี่ไม่ใช่คำสาปไสยศาสตร์ แต่มันคือ 'รหัสเตือนภัย' ทางวิทยาศาสตร์โบราณ"
"วิทยาศาสตร์?" เรย์เลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างท้าทาย "น่าสนใจนี่ครับ ไหนลองอธิบายให้นักล่าสมบัติที่ไร้รสนิยมคนนี้ฟังหน่อยสิครับว่า ก้อนหินหนักสันนิษฐานว่าสามตันนี่ มันซ่อนฟิสิกส์ท่าไหนไว้"
อคินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความหงุดหงิดต่อท่าทีสบายๆ ของอีกฝ่าย เขายื่นมือออกไปแตะร่องอักษรสีชาดเบาๆ
"ลองดูโครงสร้างห้องโถงนี่สิครับ ตั้งแต่ทางเข้าที่เราเดินลงมา ผนังทำจากหินปูนที่มีความพรุนสูง และมีคราบเกลือสะสมอยู่หนาแน่น นั่นหมายความว่าใต้ห้องโถงนี้มีชั้นน้ำบาดาลที่มีความเป็นกรดสูง และศิลาแผ่นนี้..." อคินเคาะนิ้วลงบนใจกลางศิลา เสียงทึบตันสะท้อนก้องในความเงียบ "...ทำหน้าที่เป็น 'วาล์ว' ถ่วงดุลแรงดัน"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเรย์ค่อยๆ เลือนหายไป ความฉลาดเฉลียวของเธอทำให้เธอจับประเด็นที่อคินต้องการจะสื่อได้ทันที โดยไม่ต้องให้อธิบายยืดยาว
"ถ้าเราดึงศิลานี้ออก..." เรย์พึมพำต่อประโยคให้เสร็จด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "แรงดันน้ำใต้ดินที่ถูกบล็อกไว้จะพุ่งทะลักขึ้นมา พร้อมกับ... ก๊าซพิษที่สะสมอยู่ใต้ชั้นหินนับพันปี?"
"ถูกต้องครับ" อคินสบตาเธอนิ่ง "มันไม่ใช่คำสาปจากเทพเจ้า แต่มันคือกับดักมรณะทางธรณีวิทยา หากเราเคลื่อนย้ายมันแม้แต่นิ้วเดียว ทั้งห้องนี้และอุโมงค์ที่เราเพิ่งเดินผ่านมา จะกลายเป็นหลุมศพที่ไม่มีใครรอดชีวิตออกไปได้เลย"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่แคบๆ ระหว่างเขาทั้งสอง มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ดังติ๋ๆ จากเพดานถ้ำ และเสียงเปลวไฟจากคบเพลิงที่เผาไหม้อย่างเชื่องช้า อคินและเรย์ยืนประจันหน้ากัน ระยะห่างระหว่างพวกเขาน้อยเสียจนอคินได้กลิ่นจางๆ ของฝุ่นดินและกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ติดตัวหญิงสาวมาตลอดการเดินทาง
ในแง่ของอุดมการณ์ พวกเขาอยู่คนละขั้ว อคินคือนักอนุรักษ์ที่ยอมตายเพื่อปกป้องความจริงทางประวัติศาสตร์และรักษาชีวิตผู้คน ส่วนเรย์คือผู้แสวงหาความสำเร็จที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แต่ในขณะเดียวกัน ความฉลาดทันกันและความเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่าย ก็สร้างแรงดึงดูดประหลาดที่ปฏิเสธไม่ได้ขึ้นในจิตวิญญาณของทั้งคู่
"แล้วถ้าฉันบอกคุณล่ะครับ..." เรย์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลงกว่าเดิม แววตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของอคินราวกับจะอ่านความคิดทั้งหมดของเขา "ว่าฉันไม่ได้สนใจสมบัติในห้องนั้นตั้งแต่แรกแล้ว"
อคินขมวดคิ้วเล็กน้อย "หมายความว่ายังไงครับ?"
"ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อทองคำ อคิน" เรย์ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนแสงจากคบเพลิงสะท้อนประกายในดวงตาของเธอ "แต่ฉันมาเพื่อหา 'คำตอบ'... คำตอบเดียวกับที่คุณตามหามาตลอดชีวิต ตั้งแต่วันที่อาจารย์ของคุณเสียชีวิตในซากปรักหักพังแห่งนี้"
หัวใจของอคินกระตุกวูบ ชื่อของอาจารย์ผู้ล่วงลับคือแผลเป็นที่เขาไม่เคยอนุญาตให้ใครแตะต้อง แต่นี่... เรย์กลับหยิบมันขึ้นมาพูดราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
"คุณรู้อะไรมา?" อคินถามเสียงต่ำ มือข้างที่สวมถุงมือเผลอกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
"ฉันรู้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังศิลานี้ ไม่ใช่แค่ก๊าซพิษหรือน้ำบาดาล..." เรย์ยื่นมือเรียวไปแตะที่ผิวศิลาข้างๆ มือของอคิน โดยที่ปลายนิ้วของพวกเขากลืนกินอยู่ในเงาสลัวของแสงไฟ "แต่มันคือบันทึกชิ้นสุดท้าย ที่จะบอกว่าอาจารย์ของคุณไม่ได้อุบัติเหตุ... แต่เขาถูกฆ่า"
อคินเบิกตากว้างเล็กน้อย ความตกใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้าสุขุมของเขา
ก่อนที่อคินจะได้กล่าวถามสิ่งใดต่อ เสียงสะท้อนประหลาดก็ดังขึ้นจากเบื้องลึกหลังแผ่นศิลา—*ครืน...*
มันไม่ใช่เสียงกลไกที่ทำงาน แต่มันคือเสียงของหินมหาศาลที่กำลังเลื่อนตัวออกจากกันจาก *ด้านใน* ทั้งที่ไม่มีใครแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย!
เรย์ชักมือกลับทันที พร้อมกับชูคบเพลิงขึ้นสูงเพื่อส่องกราดไปยังความมืดเบื้องหน้า ขณะที่อคินกระชากปืนพกออกจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัว
รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงกลางแผ่นศิลา และก่อนที่พวกเขาจะทันตั้งตัว มือสีขาวซีดไร้เลือดฝาดคู่หนึ่งก็ยื่นออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังระคนไปกับสายลมใต้ดิน—
"ยินดีต้อนรับ... สู่หลุมศพของพวกคุณ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ
**บันทึกนักโบราณคดี**
เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย•ตอนที่ 27
คำเตือนบนกำแพง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!