“ว่าไงนะ… คุณแม่อยู่ที่หน้าบริษัทแล้วงั้นเหรอ?!”
เสียงทุ้มต่ำของภาคินหลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจระคนเคร่งเครียด นัยน์ตาคมกริบที่เคยพราวระยับด้วยความเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลชั่วขณะ ร่างสูงสง่าในสูทผ้าทวีตสั่งตัดพิเศษผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเอกสารบนโต๊ะทำงานแทบปลิว โทรศัพท์มือถือในมือถูกกำแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว
และก่อนที่พิมพ์พิชาจะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม ประตูห้องทำงานหรูหราที่เก็บเสียงอย่างดีก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
แอ๊ด…
ไม่ใช่เลขาสาวหน้าห้องที่มักจะเคาะขออนุญาตก่อนเสมอ แต่เป็นร่างระหงในชุดเดรสผ้าไหมสีแดงเพลิงที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีราวกับเป็นเจ้าของพื้นที่ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมราคาแพงฟุ้งกระจายปะปนกับกลิ่นอายความมั่นใจที่ล้นปรี่จนน่าหมั่นไส้ รินลดา… คู่หมั้นเก่าที่หายหน้าหายตาไปนาน กลับปรากฏกายขึ้นกลางห้องทำงานของประธานบริษัทในวินาทีที่วิกฤตที่สุด
“อ้าว เฮียคินขา… ตกใจอะไรกันคะ ถึงกับหน้าถอดสีขนาดนี้เชียว” น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงความจงใจเยาะเย้ยดังขึ้น รินลดาคลี่ยิ้มกว้าง เดินน่องเรียวยาวตรงดิ่งเข้ามาหาภาคินโดยไม่สนใจสายตาของพิมพ์พิชาที่ยืนอยู่ใกล้กันเลยแม้แต่น้อย มือเรียวประดับเล็บเจลยาวสวยเอื้อมไปแตะที่ปกเสื้อสูทของชายหนุ่มอย่างถือวิสาสะ “รินได้ยินว่าคุณแม่มาหา เลยรีบแวะมาต้อนรับท่านค่ะ นึกไม่ถึงเลยว่าบรรยากาศในห้องนี้จะตึงเครียดซะยิ่งกว่าห้องประชุมบอร์ดบริหารเสียอีก”
พิมพ์พิชาที่ยืนกอดอกมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความรู้สึกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ไม่ใช่ความหึงหวงแบบที่นางเอกละครน้ำเน่าเป็นกันหรอกนะคะ แต่มันคือความ “หมั่นไส้” ระดับสิบที่พุ่งทะยานจนแทบจะทะลุเพดานตึกสิบชั้น
ผู้หญิงคนนี้มารyมารยาเก่งเป็นที่หนึ่ง แถมจังหวะเวลานี่ช่างน่าสงสัยเสียจริง เหมือนจงใจโผล่มาถูกจังหวะเพื่อสร้างความวุ่นวายชัดๆ
“รินลดา คุณเข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาต” เสียงของภาคินต่ำทุ้มและเย็นเยียบจนติดลบ ดวงตาคมกริบมองมือระหงที่ยังคาอยู่บนปกเสื้อของเขาด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง ชายหนุ่มขยับตัวถอยหลังก้าวหนึ่งเพื่อสะบัดร่างนั้นให้ออกห่างทันที รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านรอบตัวจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง “แล้วใครบอกคุณเรื่องคุณแม่?”
“โถ่ เฮียก็… ข่าวสารในแวดวงของเรามันแค่นิดเดียวเองนะคะ รินเป็นห่วงคุณแม่ท่านก็เท่านั้นเอง อีกอย่าง…” รินลดาจงใจลากเสียงยาว ปรายตามองพิมพ์พิชาหัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามที่ซ่อนไว้ไม่มิด “รินได้ยินมาว่าช่วงนี้บริษัทมี ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ มาป้วนเปี้ยนบ่อยๆ กลัวว่าภาพลักษณ์ของบริษัทจะเสียหายเอาได้น่ะค่ะ”
คำพูดจิกกัดอ้อมๆ นั้นทำเอาพิมพ์พิชาแค่นหัวเราะออกมาในลำคอเบาๆ ทันที
มือเรียวที่กอดอกอยู่คลายออก หญิงสาวสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้กลุ่มคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง รัศมีคลาสสิกและทรงพลังของพิมพ์พิชาไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลยในสถานการณ์นี้
“อุ๊ย! แขกไม่ได้รับเชิญเหรอคะ?” พิมพ์พิชาเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อแต่แฝงนัยเชือดเฉือน “แปลกจังนะคะ ปกติแล้ว ‘แขก’ ที่มีมารยาทเขาจะเคาะประตูก่อนเข้าห้องคนอื่น ไม่ใช่เดินดุ่มๆ เข้ามาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบ้านหลังนี้ทั้งที่เจ้าของบ้านเขา… เอิ่ม ไล่อ้อมๆ ตั้งแต่ประโยคแรกแล้วแท้ๆ”
รินลดาหน้าตึงขึ้นมาทันที รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าสวยเฉี่ยวเกือบจะรักษาไว้ไม่อยู่ “นี่เธอ! ฉันพูดกับเฮียคินอยู่ ประสาอะไรถึงได้มารยาททรามแทรกขึ้นมาแบบนี้ เป็นแค่… คนอาศัยชั่วคราวในชีวิตเฮียคินแท้ๆ อย่าลืมเจียมตัวเสียบ้างนะคะว่ายืนอยู่ตรงจุดไหน”
“แล้วคุณล่ะคะ ยืนอยู่ตรงจุดไหนของเขา?” พิมพ์พิชาสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องรอให้ภาคินอ้าปาก ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว “อดีตคู่หมั้นที่ถูกเขี่ยทิ้งไปนานแล้ว แต่ยังหน้าด้านเดินกลับมาทำตัวสนิทสนม แบบนี้ในพจนานุกรมเขาเรียกว่า ‘มารยาททราม’ หรือ ‘หน้าด้าน’ ดีล่ะคะคุณรินลดา?”
“พิมพ์พิชา!” รินลดาหวีดร้องออกมาด้วยความโกรธจัด ใบหน้าบิดเบี้ยวเสียจนเสียโฉม มือเรีย้าง้างขึ้นหมายจะตบสั่งสอนคนที่บังaعกมาหยามเกียรติเธอต่อหน้าผู้ชายที่เธอต้องการ
หมับ!
แต่ทว่า… มือเรียวสวยนั้นกลับถูกคว้าเอาไว้กลางอากาศอย่างแรงก่อนจะทันได้เฉียดผิวหน้าขาวเนียนของพิมพ์พิชา
ไม่ใช่ฝีมือของพิมพ์พิชา… และไม่ใช่การป้องกันตัวแบบบังเอิญ
แต่เป็นมือหนาของภาคินเองที่คว้าข้อมือของรินลดาไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้รินลดาต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคมกริบของประธานหนุ่มเวลานี้มืดมนจนน่ากลัว รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจนแม้แต่รินลดายังต้องตัวสั่นเทา
“เฮียคิน… เจ็บนะคะ ปล่อยรินนะ!” รินลดาร้องโวยวาย น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตกใจที่ผู้ชายที่เธอเคยคิดว่ายังไงก็ต้องแคร์เธอกลับทำร้ายเธอได้อย่างเลือดเย็น
“ผมเตือนคุณหลายครั้งแล้วนะรินลดา…” น้ำเสียงของภาคินต่ำลึก ทรงพลัง และเฉียบขาดจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกพิพากษา “อย่ามาทำกิริยาต่ำๆ แบบนี้ในบริษัทของผม และที่สำคัญที่สุด… อย่ามาแตะต้องคนของผม”
คำว่า *“คนของผม”* หลุดออกมาจากปากของประธานหนุ่มปากแข็งอย่างไม่รู้ตัว ทำเอาพิมพ์พิชาที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับชะงัก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างแรง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจระคนวูบไหวในช่องท้องอย่างกะทันหัน
หญิงสาวช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ยืนบังเธอไว้ ปากหนายังคงเม้มแน่นเป็นเส้นตรง สันจมูกโด่งเป็นสันคมบ่งบอกถึงความรำคาญใจขั้นสุด แต่มือหนาที่ยังคงกุมข้อมือรินลดาไว้แน่นและแผ่นกว้างที่ปกป้องเธอนั้น… มันอบอุ่นเกินกว่าจะปฏิเสธ
“เฮียคิน… นี่เฮียปกป้องยัยนี่เหรอคะ?!” รินลดาแผดเสียงด้วยความริษยาจนสติหลุด “มันมีดีอะไรฮะ ผู้หญิงหน้าเงินคนนี้ก็แค่เข้ามาเกาะเฮียเพื่อผลประโยชน์! เฮียลืมแล้วเหรอว่าคุณแม่ท่านเกลียดผู้หญิงแบบนี้แค่ไหน!”
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานประตูจะเปิดกว้างขึ้นอีกครั้งด้วยฝีมือของเลขาหน้าห้อง
“ท่านประธานคะ… คุณหญิงท่าน… ท่านเดินมาถึงหน้าห้องประชุมใหญ่แล้วค่ะ!”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงในทันทีทันใด
ภาคินปล่อยมือจากข้อมือของรินลดาอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ หันกลับมามองพิมพ์พิชาที่ตอนนี้สีหน้าเริ่มมีความกังวลฉายชัดขึ้นมาบ้างแล้ว การเผชิญหน้ากับแม่ของภาคินไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ และการมีตัวป่วนอย่างรินลดามายืนเสี้ยมอยู่ตรงนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
แต่ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัวทำอะไร เสียงฝีเท้าหนักแน่นและน้ำทรงอำนาจของหญิงสูงวัยก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ที่ทางเดินด้านนอก
“ภาคิน! ลูกอยู่ในห้องนี้ใช่ไหม ออกมาหาแม่เดี๋ยวนี้!”
เสียงประกาศกร้าวของคุณหญิงมารศรีดังทะลุกรอบประตูเข้ามา ทำเอารินลดาฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาในทันที เธอรอเวลานี้มานานแล้ว เวลาที่แม่สามีในอนาคตจะเข้ามาจัดการกวาดล้าง ‘เศษสวะ’ อย่างพิมพ์พิชาให้พ้นทาง
ภาคินขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองหน้าพิมพ์พิชาแวบหนึ่ง ก่อนที่มือหนาจะตัดสินใจคว้าข้อมือเล็กของพิมพ์พิชาเอาไว้แน่นแล้วดึงเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังของตนเองอย่างรวดเร็ว เป็นการปกป้องโดยสัญชาตญาณที่ทำเอาคนถูกดึงถึงกับลมหายใจสะดุด
และในวินาทีที่บานประตูถูกผลักเปิดออกจนสุด ร่างของคุณหญิงมารศรีในชุดไทยประยุกต์ดูสง่างามและน่าเกรงขามก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง
สายตาคมกริบกวาดมองคนทั้งสามในห้อง ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่มือของภาคินที่ยังคงกุมข้อมือของพิมพ์พิชาไว้อย่างหวงแหน และประโยคถัดมาที่คุณหญิงมารศรีเอ่ยขึ้น ก็ทำให้เลือดในกายของทุกคนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
“นี่มันหมายความว่ายังไงภาคิน… ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงยังมายืนหัวโด่อยู่ในบริษัทของฉันอีก!”
แล้วคุณรี้ดล่ะคะ คิดว่าเฮียคินปากแข็งคนนี้จะปกป้องพิมพ์พิชาจากคุณแม่สุดโหดด้วยวิธีไหนกัน? ตามมาลุ้นต่อในตอนหน้ากันนะคะ!
ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ•ตอนที่ 6
มือที่สามที่ไม่ได้รับเชิญ
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!