ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ•ตอนที่ 5

ออกงานสังคมแบบจำใจ

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
รอยยิ้มเคลือบน้ำตาลของรินลดานั้นหวานหยดเสียจนมดแทบจะเดินขบวนออกจากมุมปาก ทว่าประกายตาคู่คมที่กวาดมองสำรวจเรือนร่างของพิมพ์พิชาตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นกลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ “ไม่คิดเลยนะคะว่าคนสนิท, อ้อ... หรือควรเรียกว่าเลขานุการส่วนตัวคะ ถึงจะได้เข้ามานั่งคลุกวงในถึงห้องทำงานส่วนตัวของเฮียคินได้แบบนี้” รินลดาจงใจเน้นเสียงคำว่า *‘คลุกวงใน’* ให้ก้องกังวานอยู่ในห้องทำงานกว้าง ท่าทางเยื้องย่างเข้ามาอย่างไร้ซึ่งมารยาทของผู้มาเยือนนั้นเต็มไปด้วยความถือดีในฐานะอดีตคู่หมั้นที่เคยผูกพัน พิมพ์พิชาไม่ได้ถอยร่นหนีแม้แต่เซนติเมตรเดียว เธอเหยียดตัวตรงขึ้น ปรับสีหน้าที่ตกใจชั่วขณะให้กลับมาเรียบนิ่งสนิท รอยยิ้มบางเบาถูกจุดขึ้นที่มุมปากอย่างเหนือชั้น ดวงตากลมโตฉายแววเยาะหยันอย่างไม่คิดจะปิดบังเมื่อปะทะกับสายตาริษยาที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากผู้ดี “ถ้าคุณรินลดาจะกรุณาใช้สายตาคู่สวยกวาดมองให้ทั่วห้องอีกสักนิด ก็คงจะเห็นเอกสารกองโตบนโต๊ะนะคะว่าดิฉันกำลังปฏิบัติหน้าที่ ‘งานด่วน’ ของบริษัทอยู่... หรือว่าสมัยที่คุณรินลดายังมีสถานะพิเศษ เคยชินกับการเข้ามาทำอย่างอื่นในเวลางาน จนเหมารวมว่าคนอื่นเขาจะไร้สาระเหมือนกันคะ?” คำพูดเชือดเฉือนแบบนิ่มๆ แต่ฟาดฟันจนอีกฝ่ายหน้าชาตกลงกระทบพื้นห้องอย่างจัง รินลดาหน้าตึงขึ้นมาทันที รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าสวยเฉี่ยวบิดเบี้ยวไปชั่วขณะก่อนจะถูกดึงกลับมาควบคุมไว้อย่างรวดเร็ว “ปากเก่งไม่เบานี่คะ... สมแล้วที่เป็นเด็กใหม่ที่เฮียคินยอมให้ท้ายเป็นพิเศษ” รินลดาหันไปหาเป้าหมายหลักทันทีเมื่อรู้ว่าต่อปากต่อคำกับเลขานุการสาวคนนี้คงมีแต่เสียกับเสีย ดวงตากลมโตคู่เดิมเปลี่ยนเป็นระรื่นหยลาบเยิ้มเมื่อทอดมองร่างสูงของประธานหนุ่มที่ยืนกอดอกนิ่งสนิทอยู่หลังโต๊ะทำงาน “เฮียคินคะ รินแวะเอาการ์ดเชิญงานกาล่าการกุศลคืนนี้มาให้ค่ะ พอดีคุณแม่ฝากย้ำนักย้ำหนาว่า งานใหญ่ระดับประเทศแบบนี้ เฮียคินต้องไปปรากฏตัวในฐานะแขกคนสำคัญ และที่สำคัญที่สุด...” รินลดาเว้นจังหวะเพื่อปรายตามองพิมพ์พิชาด้วยหางตาก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงออดออน “ทางผู้จัดงานเขาจัดเตรียมที่นั่งระดับ VIP ไว้ให้สำหรับแขกที่มาพร้อมคู่ควงกิตติมศักดิ์ด้วยนะคะ รินรู้ว่าเฮียคินไม่ค่อยชอบออกงานคนเดียว ก็เลย...” “ผมไปคนเดียวได้” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควันอย่างไร้เยื่อใย นัยน์ตาดุคมกริบของภาคินไม่ได้มองรินลดาด้วยซ้ำ เขากลับจดจ้องอยู่เพียงร่างบางของพิมพ์พิชาที่ยืนกอดอกมองสถานการณ์ด้วยท่าทีลอยชายราวกับเรื่องตรงหน้าไม่เกี่ยวกับตัวเอง รินลดาหน้าเสียไปเล็กน้อยแต่ก็ยังฝืนยิ้มหวาน “แหม เฮียคินก็... งานนี้สื่อมวลชนเพียบนะคะ ถ้าเฮียคินไปคนเดียวเดี๋ยวก็มีข่าวลือเม้าท์กันสนุกปากอีกว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนยังมีปัญหา คุณแม่ท่านเป็นห่วงนะคะถึงได้ส่งรินมา...” “ผมไม่เคยสนใจข่าวลือ และยิ่งไม่เคยสนใจคำพูดของคนที่ชอบคิดไปเอง” ภาคินสวนกลับเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนรินลดาเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นจนแทบหายใจไม่ออกนั้น ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับร่างโปร่งของธามันที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าระรื่น “อุ๊ย! บรรยากาศมาคุอะไรกันเนี่ย รบกวนเวลาสวีตหวาน... อ๊ะ หรือว่าเวลาเคลียร์ใจกันอยู่หรือเปล่าครับเนี่ย” ธามันแกล้งทำเป็นอุทานเสียงดัง พร้อมกับกวาดสายตามองหน้าทีละคนด้วยความสนุกสนาน “นายเข้ามาทำไมตาธาม” ภาคินตวัดสายตาดุใส่เพื่อนสนิททันทีอย่างหงุดหงิดที่เข้ามาขัดจังหวะความอึดอัดที่เขากำลังจัดการอยู่ “เปล่าซะหน่อย ฉันแค่มารับซองเอกสาร... แต่บังเอิญได้ยินเรื่องงานกาล่าคืนนี้พอดี” ธามันยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะหันไปยิ้มกริ่มให้พิมพ์พิชา “ว่าแต่คุณพิมครับ... คืนนี้ว่างหรือเปล่าเอ่ย พอดีผมได้ยินมาว่าประธานบริษัทเราเกิดอาการ ‘ขาดคู่ควง’ ขึ้นมากะทันหัน ถ้าไม่ได้สาวสวยโปรไฟล์เลิศอย่างคุณพิมไปควงแขนสยบข่าวลือ มีหวังโดนนักข่าวรุมทึ้งจนตอบไม่ถูกแน่เลยว่าตกลงสถานะโสดหรือมีเจ้าของกันแน่” พิมพ์พิชาหรี่ตามองเพื่อนสนิทของเจ้านายอย่างรู้ทัน เธอย่อมรู้ดีว่าธามันกำลังทำหน้าที่เป็นกามเทพจำเป็นตามคำสั่งทางสายตาของใครบางคน (ที่ปากแข็งไม่ยอมเอ่ยปากเอง) รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากสวย เธอยกมือขึ้นทัดผมทัดหูอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กวนประสาทไม่แพ้กัน “ดิฉันเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนนะคะ จะให้ไปออกงานสังคมระดับไฮโซเคียงคู่กับท่านประธานผู้สูงส่งได้อย่างไรกันคะ อีกอย่าง... ดูเหมือนว่าจะมีแขกคนสำคัญแสดงความจำนงอยากจะทำหน้าที่นั้นแทนอยู่แล้วนี่คะ” เธอลอยชายปายตาไปยังรินลดาที่กำลังยืนยิ้มระรื่นรอคอยความหวัง “ฉันไม่ได้อนุญาตให้เธอปฏิเสธ” เสียงทุ้มห้วนจัดดังขึ้นแทรกขึ้นมาทันที ภาคินก้าวเท้าฉับๆ ออกมาจากหลังโต๊ะทำงาน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพิมพ์พิชา ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง นัยน์ตาดุกร้าวคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอด้วยความดื้อรั้นและเอาแต่ใจแบบฉบับเจ้าพ่อตัวซึน “งานคืนนี้... เธอต้องไปกับฉัน ในฐานะ ‘คู่ควง’ ของประธานบริษัท” รินลดาที่ยืนมองอยู่ถึงกับหน้าถอดสี ร้องคัดค้านขึ้นมาทันทีด้วยความลืมตัว “เฮียคินคะ! จะบ้าหรือไงคะ! เอาเลขานุการโนเนมไปออกงานหน้าสังคมเนี่ยนะ ประเดี๋ยวก็เป็นขี้ปากชาวบ้านเขาพอดีว่าบริษัทเราเอาคนระดับล่างมาเชิดหน้าชูตา!” “ปากดีพอนี่รินลดา” ภาคินหันขวับไปมองอดีตคู่หมั้นด้วยแววตาวาวโรจน์ รังสีความน่ากลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวจนรินลดาต้องถอยหลังกรูด “ถ้าคิดว่าการมาเยือนห้องทำงานของผมแล้วเที่ยวไล่จิกกัดคนของผมคือสิ่งที่มารยาททางสังคมสอนคุณมา ผมแนะนำให้เอาเวลากลับไปทบทวนตัวเองใหม่ซะดีกว่า... และจำไว้ว่า พิมพ์พิชาไม่ใช่ ‘คนระดับล่าง’ อย่างที่คุณปากพล่อยพูดออกมา” พิมพ์พิชาชะงักไปเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อได้ยินคำพูดปกป้องที่ออกมาจากริมฝีปากหนานั้น แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะห้วนจัดและเต็มไปด้วยความโมโห แต่ทว่าแววตาที่ใช้มองเธอกลับอบอุ่นและหวงแหนอย่างปิดไม่มิด รินลดาหน้าชาดิก น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอายและแค้นใจ “เฮียคิน... เฮียคินกล้าหักหน้ารินเพื่ออีผู้หญิงคนนี้เนี่ยนะ!” “ฉันเตือนเธอแล้วนะริน” ภาคินเอ่ยเสียงเรียบเย็น ไร้เยื่อใยสิ้นเชิง “ส่วนการ์ดเชิญ... วางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วก็เชิญกลับไปได้แล้ว งานคืนนี้ฉันมีคนที่ ‘เหมาะสม’ กว่าจะควงไปอยู่แล้ว” ธามันแอบยกนิ้วโป้งให้เพื่อนรักเงียบๆ อยู่ด้านหลัง ขณะที่รินลดาได้แต่กัดริมฝีปากจนห่อเลือดด้วยความแค้นเคือง เธอจ้องมองพิมพ์พิชาด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายชนิดที่พร้อมจะฉีกร่างให้เป็นชิ้นๆ ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย เมื่อประตูห้องปิดสนิทลง ความเงียบสงบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับอวลไปด้วยความร้อนรุ่มที่ยากจะอธิบาย ภาคินหันกลับมามองพิมพ์พิชาที่ยังคงยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายๆ “มองอะไรคะท่านประธาน... กลัวดิฉันจะทำให้เสียหน้าจนไม่กล้าควงไปออกงานเหรอคะ” พิมพ์พิชาเอ่ยแซะขึ้นมาก่อนพร้อมกับรอยยิ้มเย้าแหย่ ภาคินไม่ตอบคำถาม เขายื่นมือหนาออกไปคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้เบาๆ แล้วดึงเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้แผ่นอกกว้างแนบชิดกับร่างบางจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่บริเวณข้างแก้มจนพิมพ์พิชาต้องผับตาลงเล็กน้อยเพื่อตั้งสติ “พูดมากจริงนะพิม” เสียงกระซิบต่ำพร่าดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับปลายนิ้วแกร่งที่จงใจลูบไล้กรอบแขนเนียนแผ่วเบา “คืนนี้เตรียมชุดที่สวยที่สุดไว้ซะ... เพราะฉันจะทำให้คนทั้งงานรู้ว่า เลขานุการคนนี้ไม่ใช่แค่คนธรรมดา แต่เป็น ‘คนของฉัน’ คนเดียวเท่านั้น” หัวใจของพิมพ์พิชากระหน่ำเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความดุดันและน้ำเสียงคลั่งรักที่ถูกซ่อนภายใต้ความปากแข็งนั้นทำเอาเธอพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ทว่า... ในวินาทีที่เธอกำลังจะอ้าปากสวนกลับเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วพวงแก้ม เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของภาคินก็แผดเสียงดังลั่นทำลายบรรยากาศสีชมพูทิ้งทันที ภาคินขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ปรายตาลงมองหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาแสดงสายเรียกเข้า และเพียงแค่สายตาคู่คมเหลือบไปเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ... ร่างสูงก็ชะงักกึก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและเย็นชาขึ้นมาทันทีทันใด ราวกับโลกทั้งใบพลิกคว่ำภายในเสี้ยววินาที พิมพ์พิชาสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของเขา เธอขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยถามเสียงเบา “ใครโทรมาคะ... สีหน้าถึงได้ดูแย่ขนาดนั้น” ภาคินไม่ตอบ เขายังคงจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สั่นไหวอย่างลังเล ก่อนที่มือหนาจะกดรับสายด้วยความจำยอม และทันทีที่ปลายสายเอ่ยประโยคแรกออกมา... นัยน์ตาดุของประธานหนุ่มก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ “ว่าไงนะ... คุณแม่อยู่ที่หน้าบริษัทแล้วงั้นเหรอ?!” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความฟินปนความหมั่นไส้ของเฮียคินกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%