ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ•ตอนที่ 20

ค่ำคืนริมระเบียง

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
เสียงกุกกักบริเวณหน้าประตูดึงสติที่กำลังเต้นระส่ำของพิมพ์พิชาให้หลุดออกจากภวังค์สีชมพูเจือความอันตรายในเสี้ยววินาที ร่างสูงใหญ่ของภาคินที่เมื่อครู่ยังโน้มตัวคุกคามเธอจนชิดระเบียง ชะงักกึกโดยอัตโนมัติ ใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างแค่คืบผละออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดวงตาคมกริบที่แปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดฉุนเฉียวทันทีเมื่อร่างของใครอีกคนก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว "ใคร..." พิมพ์พิชากระซิบเสียงสั่น เผลอยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองที่ยังร้อนผ่าวจากไอร้อนของเขาเมื่อครู่ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนไม่รู้ว่าเป็นเพราะเกือบจะตกหลุมพรางทางกายของท่านประธานหนุ่ม หรือเพราะตกใจแขกที่ไม่ได้รับเชิญกันแน่ "นึกว่าจะเข้าห้องมาไม่ทันดูฉากเด็ดซะแล้วสิ... เฮียคิน หน้าเสียเลยแฮะ" เสียงกวนประสาทของธามันดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งมาให้ เพื่อนสนิทของประธานหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งคู่สลับกันด้วยแววตากรุ้มกริ่มราวกับกำลังชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ ด้านหลังของธามันยังมีร่างระหงของรินลดาที่ยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าสวยเฉี่ยวฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด แม้พยายามจะรักษาท่าทีให้ดูนิ่งสงบที่สุดก็ตาม ภาคินแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงสนิท "นายไม่มีมารยาทรึไงธามัน อยากเข้ามาก็เข้า ไม่รู้จักเคาะประตูรึไง?" "โฮะๆ อย่ามาโบ้ยความผิดให้ฉันนะเฮีย คีย์การ์ดสำเนานี่ก็รินเขาเป็นคนขอมาจากฟร้อนท์ บอกว่ามีเรื่องด่วนจะเคลียร์กับเฮียให้รู้เรื่อง ฉันก็แค่... เดินตามมาเป็นพยานรัก เอ้ย เป็นเพื่อนต่างหากเล่า" ธามันลอยหน้าลอยตาตอบ พร้อมกับยักไหล่อย่างไม่สะดุดกับรังสีอำมหิตที่เพื่อนรักแผ่รังสีออกมา พิมพ์พิชารีบขยับถอยหลังเว้นระยะห่างจากภาคินทันที หญิงสาวจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นเล็กน้อยให้เข้าที่เพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา ดวงตากลมโตตวัดมองรินลดาที่เดินดุ่มๆ เข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทีคุกคาม "ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณภาคินตามลำพังค่ะ" รินลดากล่าวด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน ปรายตามองพิมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยามเล็กๆ ก่อนจะหันไปสบตาภาคิน "เรื่องที่เราคุยกันค้างไว้ที่ล็อบบี้เมื่อเย็น... มันยังไม่จบนะคะคิน" บรรยากาศในห้องพักกว้างขวางพลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น ภาคินขมวดคิ้วมุ่น ความหงุดหงิดฉายชัดผ่านสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ผู้หญิงคนนี้มักจะโผล่มาในเวลาที่ไม่เข้าท่าเสมอ และที่สำคัญ... หล่อนกำลังทำให้เขาเสียบรรยากาศกับคนที่อยากอยู่ด้วยมากที่สุดในตอนนี้ "ผมคิดว่าผมเคลียร์กับคุณชัดเจนแล้วนะรินลดา เรื่องของเรามันจบไปนานแล้ว และตอนนี้ผมก็มี..." ภาคินชะงักไปนิดเมื่อหันไปสบตากับพิมพ์พิชาที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ ประโยคที่ว่า 'มีภรรยาแล้ว' ถูกกลืนหายลงคอไปเพราะเงื่อนไขในสัญญา แต่แววตาที่มองเธอกลับมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคนในสัญญาจะมองกัน "มีอะไรคะ? มีผู้หญิงคนนี้คั่นกลางงั้นเหรอ?" รินลดาแค่นหัวเราะเสียงแหลมอย่างเหลืออด "คินกำลังจะบอกว่าผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ สำคัญกว่าความสัมพันธ์หลายปีของเราอย่างนั้นเหรอคะ!" "คุณรินลดาคะ" พิมพ์พิชาแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เฉียบคมพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องหันมามอง หญิงสาวก้าวออกมายืนเคียงข้างภาคินอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาสีเข้มฉายแววท้าทาย "คำว่า 'ไร้หัวนอนปลายเท้า' ของคุณ ช่วยกรุณาเก็บกลับไปใช้กับคนที่ระดับสมองเท่ากันเถอะค่ะ ส่วนเรื่องระหว่างคุณกับคุณภาคิน ถ้ามันเคลียร์ไม่จบ กรุณาไปเคลียร์กันข้างนอกค่ะ ที่นี่... ห้องพักของฉันกับสามี ไม่ต้อนรับคนไม่มีมารยาทที่ถือวิสาสะบุกรุกเข้ามาแบบนี้นะคะ" คำว่า 'สามี' จากปากของพิมพ์พิชาทำเอาภาคินถึงกับชะงัก นัยน์ตาคมกริบไหววูบด้วยความรู้สึกประหลาดที่ตีรวนขึ้นมาในอก มันไม่ใช่แค่ความสะใจที่ได้ยินเธอประกาศความเป็นเจ้าของ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นกระหน่ำยิ่งกว่าตอนที่เขาเกือบจะจูบเธอบนระเบียงเสียอีก ธามันถึงกับอุปทานอุทานเบาๆ ในลำคอ ยกนิ้วโป้งให้พิมพ์พิชาเงียบๆ อย่างนับถือในความใจกล้า รินลดาหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธจัด หล่อนชี้หน้าพิมพ์พิชา "เธо!... นังหน้าด้าน กล้าดียังไงมาไล่ฉัน!" "พอได้แล้วริน!" ภาคินตวาดกร้าว เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบ ร่างสูงก้าวเข้ามาบังพิมพ์พิชาไว้ด้านหลังครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณของการปกป้อง ดวงตาคมดุจพญาอินทรีย์จ้องมองอดีตคู่หมั้นด้วยแววตาไร้เยื่อใย "ถ้าคุณยังไม่หยุดทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้ ผมจะให้รด. เชิญคุณออกจากโรงแรมนี้เดี๋ยวนี้ และโปรดจำไว้ว่า... อย่ามาล้ำเส้นภรรยาผมอีก" คำว่า 'ภรรยาผม' ถูกเน้นย้ำชัดถ้อยชัดคำ หนักแน่นจนรินลดาถึงกับสะอึก หล่อนกัดริมฝีปากจนห่อเลือดด้วยความเจ็บใจและแค้นเคือง "คิน... คุณจะเสียใจที่เลือกผู้หญิงคนนี้!" พูดจบ รินลดาก็สะบัดหน้าพรืดเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องทันี โดยมีธามันทำหน้าที่เป็นสุภาพบุรุษ (จำเป็น) เดินตามออกไปปิดประตูห้องให้ เพื่อเปิดทางให้คู่สามีภรรยา (กำมะหยี่) ได้เคลียร์กันต่อตามลำพัง คลิก... เสียงประตูห้องปิดลง ทิ้งให้ความเงียบโรยตัวปกคลุมบรรยากาศรอบกายอีกครั้ง พิมพ์พิชาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ความตึงเครียดเมื่อครู่สูบพลังงานไปไม่น้อย หญิงสาวเบือนหน้าหนีความอึดอัด ตั้งใจจะเดินเลี่ยงกลับเข้าไปในห้องนอน ทว่าข้อมือกลับถูกคว้าเอาไว้ด้วยมือหนาที่อบอุ่นและคุ้นเคยเสียก่อน "จะไปไหนล่ะ หืม?" เสียงทุ้มเอ่ยถามแผ่วเบา ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ใต้ความดื้อรั้นตามเคย "ปล่อยค่ะ พิมอยากพักผ่อนแล้ว" พิมพ์พิชาเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ยอมหันกลับมาสบตา "โกรธเหรอที่รินเขาโผล่มาขัดจังหวะ?" ภาคินก้าวเข้ามาประชิดตัวจากด้านหลัง ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่แถวลาดไหล่เนียนจนเจ้าตัวสะดุ้งสุดตัว "หรือว่า... โกรธที่ฉันพูดคำว่า 'ภรรยา' ออกไปเมื่อกี้" "คุณภาคิน!" พิมพ์พิชาหันขวับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความเขินอายที่ถูกจับทางได้ "อย่ามาหลงตัวเองนะคะ พิมไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ เราก็แค่... ทำตามสัญญาแต่งงานเท่านั้นเอง" ภาคินถอนหายใจยาว ดวงตาคมทอดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำมาอธิบาย มือหนายกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มใสออกให้อย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยคนปากแข็ง ทำให้พิมพ์พิชาถึงกับนิ่งงบไป "พิม..." เสียงเรียกของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มทุ้มจริงจังจนหัวใจคนฟังกระตุกวูบ ภาคินจูงมือเธอเดินกลับออกไปที่ระเบียงห้องอีกครั้ง ท่ามกลางแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องลงมาอาบไล้บรรยากาศยามค่ำคืน ลมหนาวพัดโชยมาเบาๆ ภาคินถอดเสื้อสูทเนื้อดีของตนออกคลุมไหล่ให้พิมพ์พิชาโดยไม่พูดอะไรสักคำ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพิงราวระเบียง ทอดสายตาออกไปไกลยังทัศนียภาพของเมืองยามค่ำคืนที่มีแสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาวบนพื้นดิน พิมพ์พิชานั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ กระชับเสื้อสูทที่ยังมีไออุ่นและกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขาให้แน่นขึ้น สายตาแอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของประธานหนุ่มที่ดูเงียบขรึมและมีเรื่องราวในใจมากกว่าทุกวัน "คุณ... เป็นอะไรรึเปล่าคะ?" เอ่ยถามออกไปในที่สุดด้วยความสงสัย ภาคินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเอ่ยปากเล่าเรื่องที่ถูกฝังกลบไว้ในส่วนลึกของความทรงจำดีหรือไม่ นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนราวระเบียง ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะเอ่ยออกมาแผ่วเบา ราวกับไม่ได้พูดให้ใครฟัง แต่เป็นการพูดกับตัวเอง "รู้ไหม... ทำไมฉันถึงเกลียดการถูกหักหลัง และเกลียดผู้หญิงอย่างรินลดาที่สุด" พิมพ์พิชาชะงัก ไม่ได้เอ่ยขัดอะไร ทำเพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ และตั้งใจรอฟังเรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน "ตอนที่ฉันอายุสิบห้า... แม่ของฉันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์" ภาคินเริ่มต้นเล่าด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าแววตาไหววูบจนคนมองรู้สึกเจ็บปวดแทน "ในงานศพท่าน... ฉันเห็นพ่อพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาในบ้าน พร้อมกับเด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกัน... บอกฉันหน้าตาเฉยว่านั่นคือครอบครัวใหม่" มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "โลกทั้งใบของฉันพังทลายในชั่วข้ามคืน... คนที่ฉันรักและไว้ใจที่สุด หักหลังฉันได้อย่างหน้าตาเฉย ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็สัญญากับตัวเองว่า... จะไม่มีวันยอมให้ใครเข้ามามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของฉันอีก และจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาหลอกลวงฉันได้เด็ดขาด" ความเงียบเข้าปกคลุมระเบียงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงคลื่นกระทบฝั่งแผ่วเบาจากชายหาดไกลๆ พิมพ์พิชามองผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น 'ยักษ์ใจร้าย' และ 'ประธานจอมซึน' ในมุมมองที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายใต้เกราะป้องกันที่หนาเตอะ ความเย็นชา และท่าทีปากร้ายที่เขาใช้ตบตาคนทั้งโลก... แท้จริงแล้วซ่อนเด็กชายผู้แหลกสลายและหวาดกลัวการสูญเสียเอาไว้ข้างใน ความรู้สึกอัดแน่นในอกทำให้พิมพ์พิชานิ่งเฉยไม่ได้ มือเล็กเอื้อมออกไปวางทับลงบนหลังมือหนาที่กำลังกำแน่นอยู่บนราวระเบียง สัมผัสอุ่นๆ ของเธอทำให้ภาคินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเจ้าของมือเรียว ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีแววตาสมเพชหรือเวทนา แต่มันเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความอ่อนโยน และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่ด้านชาของเขาอย่างประหลาด "คุณภาคินคะ..." พิมพ์พิชาเอ่ยเรียกเสียงนุ่ม ดวงตาประสานกับนัยน์ตาคมกริบของเขาตรงๆ "อดีต... เราเลือกที่จะลบมันไม่ได้หรอกค่ะ แต่เราเลือกได้ว่าจะให้มันมาบงการอนาคตของเราไปตลอดชีวิตหรือเปล่า" ภาคินมองรอยยิ้มบางเบาที่ส่งมาให้ ความเจ็บปวดในอดีตที่เคยกัดกินหัวใจมาหลายปี ราวกับถูกชะล้างให้เบาบางลงด้วยคำพูดเรียบง่ายแต่นุ่มนวลของหญิงสาวตรงหน้า "แล้วตอนนี้..." ภาคินกระซิบถาม เสียงพร่าเลือนจนเกือบกลืนหายไปกับสายลม "เธอกำลังบอกว่า... ฉันควรปล่อยอดีตพวกนั้นไป แล้วมองปัจจุบันใช่ไหม?" "ค่ะ" พิมพ์พิชาพยักหน้ารับเบาๆ "อย่างน้อย... คุณก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้แล้วสักหน่อย" ภาคินจ้องมองใบหน้าหวานซึ้งภายใต้แสงจันทร์ หัวใจที่เคยปิดตายกลับเต้นรัวแรงขึ้นมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา บัดนี้มันเติบโตจนเกินกว่าจะต้านทานไหวแล้ว ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ ขยับมือพลิกกลับมาจับมือเล็กของเธอไว้แน่น ก่อนจะสอดนิ้วประสานเข้าหากันอย่างแนบแน่น ดวงตาคมกริบฉายแววคลั่งรักแบบไม่มีกั๊กอีกต่อไป "ถ้าอย่างนั้น..." ภาคินโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดแก้มใส "ช่วยพิสูจน์ให้ฉันเห็นหน่อยสิ... ว่าปัจจุบันของฉัน มันมีความหมายมากกว่าอดีตพวกนั้นจริงๆ" พิมพ์พิชาหัวใจกระหน่ำเต้นไม่เป็นส่ำ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดเมื่อใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาใกล้กลีบปากนุ่มของเธอทุกที จังหวะหัวใจของคนทั้งคู่เต้นสอดประสานกันท่ามกลางแสงจันทร์ริมระเบียง ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะสัมผัสกัน เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงภายในห้องนอน ก็แผดเสียงดังลั่นลายความเงียบขึ้นมาอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา! ภาคินขมวดคิ้วฉับด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียที่มารบกวนเวลาสำคัญ แต่ทว่า... หน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับชื่อของบุคคลที่โทรเข้ามาในยามวิกาล... กลับทำให้แววตาของประธานหนุ่มเปลี่ยนเป็นความตกใจระคนเคร่งเครียดในพริบตาเดียว! *(โปรดติดตามตอนต่อไป)* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "กำมะหยี่สีแดง" มาตลอดนะคะ!
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%