ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ•ตอนที่ 25

ความลับที่ถูกเปิดเผยบางส่วน

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มบนโต๊ะทำงานกระจกใสสะท้อนแสงไฟนีออนสีนวลยามค่ำคืน มันไม่ได้มีความลับอะไรซับซ้อนในตัวของมันเอง หากแต่กระดาษแผ่นบางๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านในต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้ปลายนิ้วเรียวของพิมพ์พิชาสั่นเทาจนแทบถือไม่ไหว ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองตัวเลขและลายเซ็นที่คุ้นตาบนใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลของมารดา และสัญญาจดจำนองที่ดินแปลงสุดท้ายของครอบครัวซึ่งควรจะตกเป็นของนายทุนหน้าเลือดไปนานแล้ว แต่ทว่า... ชื่อผู้ไถ่ถอนกลับไม่ใช่ใครอื่น ไกลตัวเลยสักนิด "ภาคิน..." ชื่อนั้นหลุดออกจากริมฝีปากอิ่มแผ่วเบา ราวกับคนกำลังละเมอท่ามกลางความฝันอันตราชร พิมพ์พิชากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกอัดอั้นตันใจตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่อกจนหายใจแทบไม่ออก ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอคิดว่าครอบครัวของเธอกำลังเผชิญกับปาฏิหาริย์ คิดว่าโชคชะตาเริ่มเห็นใจคนยากจนที่ดิ้นรนหลังชนฝา เธอเคยภาคภูมิใจในหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองที่หาเงินมาใช้หนี้ก้อนโตได้ทีละนิดทีละน้อยโดยไม่ต้องก้มหัวให้ใคร... ที่แท้แล้ว มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์เลย มันคือเงาของเขา... ผู้ชายปากร้ายที่ชอบทำหน้าตาดุใส่เธอทุกครั้งที่มีโอกาส คนที่ชอบบอกว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงหน้าเงินที่วิ่งเข้าหาเขาเพื่อผลประโยชน์ "ไงคะ... ชอบของขวัญชิ้นพิเศษที่ฉันเตรียมไว้ให้ไหม?" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดบริเวณข้อศอกเรียวที่ถูกรั้งไว้เบาๆ พิมพ์พิชาสะดุ้งสุดตัว รีบสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมแล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ภาคินยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายๆ ทว่าแววตาคมกริบคู่นั้นกลับไหววับและเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา "คุณทำแบบนี้ทำไม..." น้ำเสียงของเธอสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยคลหน่วยไปด้วยหยาดน้ำใส แต่มันไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือความโกรธปะปนกับความรู้สึกผิดบาปที่อัดแน่นจนล้นปรี่ "คุณทำแบบนี้ทำไมคะภาคิน! สนุกมากเหรอที่ได้เห็นฉันวิ่งวุ่นทำงานแทบกระộcกระสนเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่คุณเป็นคนจ่ายตัดหน้าไปหมดแล้ว!" ภาคินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยแต่กรามแกร่งกลับขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เขาเกลียดน้ำตา... โดยเฉพาะน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความรู้สึกผิดที่เธอมีต่อเขา "ใครบอกว่าฉันสนุก?" ภาคินตอบเสียงห้วนจัด ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวร่างบางทีละก้าวอย่างคุกคาม "แล้วก็เลิกทำหน้าเหมือนฉันไปฆ่าใครตายได้แล้ว พิมพ์พิชา... เงินแค่นั้น สำหรับฉันมันเป็นแค่เศษเงินหลังตู้เย็น คุณจะตีโพยตีพายไปทำไม" "เศษเงินของคุณ แต่มันคือศักดิ์ศรีทั้งชีวิตของฉันนะคะ!" พิมพ์พิชาตวาดกลับเสียงดังลั่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว "คุณมองว่าฉันเป็นอะไรเหรอคะ เป็นตัวตลก เป็นผู้หญิงโง่ๆ ที่ให้คุณหลอกปั่นหัวเล่นแก้เบื่ออย่างนั้นเหรอ! ทำไมคุณต้องคอยตามเช็ดตามล้างปัญหาให้ฉันเงียบๆ ทำไมไม่บอกกันตรงๆ ตั้งแต่แรก!" "บอกเหรอ?" ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก แต่มันช่างดูขมขื่นเสียเหลือเกิน "ถ้าฉันบอกคุณตั้งแต่แรก ผู้หญิงอวดดีอย่างคุณจะยอมรับความช่วยเหลือจากฉันไหมล่ะ? คุณคงจะวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปให้พ้นหน้าฉันตั้งแต่วันแรกที่มีสัญญาบ้าๆ นั่นแล้วพิมพ์พิชา... คุณไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ หรอก ฉันรู้ดี" คำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจ แม้มันจะเป็นความจริง... ความจริงที่ว่าเธอทิฐิสูงและเกลียดการติดหนี้บุญคุณใคร แต่การรู้ว่าผู้ชายปากร้ายที่ชอบต่อปากต่อคำกับเธอมาตลอด กลับเป็นคนเดียวกับที่คอยปกป้องคุ้มครองครอบครัวเธอจากเงื้อมมือของพวกเจ้าหนี้หน้าเลือดในยามที่เธอไร้หนทาง มันทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอบิดเกร็งด้วยความรู้สึกที่หลากลายเกินกว่าจะรับไหว ทั้งโกรธ ทั้งซาบซึ้ง ทั้งหมั่นไส้... และที่สำคัญที่สุด หัวใจเจ้ากรรมมันกลับเต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่ "คุณมันบ้า..." พิมพ์พิชาพึมพำออกมาเบาๆ หลบสายตาคมกริบที่มองตรงมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะต้านทาน "คุณทำแบบนี้แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน... ฉันเอาเปรียบคุณมาตลอดเลยสินะคะ" "เอาเปรียบ?" ภาคินทวนคำเสียงเข้ม ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นวางเอกสารด้านหลัง ไม่มีทางหนี ไม่มีช่องว่างระหว่างคนทั้งสอง กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับน้ำหอมผู้ชายราคาแพงโชยเข้าจมูกจนพิมพ์พิชาต้องกลั้นหายใจ มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นทาบกับขอบชั้นวางหนังสือ กักขังเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด "ถ้าคิดว่าเอาเปรียบฉันมากนัก ก็ชดใช้สิครับ" "ชดใช้... ยังไงคะ" เธอถามเสียงสั่น พยายามเบือนหน้าหนีสายตาร้อนแรงที่มองมาดั่งจะกลืนกิน "ง่ายนิดเดียว..." ภาคินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับแก้มนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้านิ่งขรึมในยามปกติ ตอนนี้กลับระบายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาหัวใจคนมองกระตุกวูบ "เลิกทำตัวเป็นแม่ทัพออกศึกใส่ฉันทุกวัน เลิกปากแข็งใส่เวลาที่ฉันแสดงความเป็นห่วง... แล้วก็เลิกซึน แล้วหันมาสนใจหัวใจตัวเองสักที... ดีไหมล่ะครับคุณพิมพ์พิชา" น้ำเสียงทุ้มพร่าที่กระซิบอยู่ข้างใบหู ทำเอาขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง พิมพ์พิชารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้ม เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนเสียฟอร์ม แต่ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้อ้าปากเถียงกลับด้วยคำพูดคมคายตามสไตล์ของเธอ เสียงเคาะประตูก็จู่โจมเข้ามาขัดจังหวะบรรยากาศสีชมพูแกมดราม่าเสียก่อน ก๊อก ก๊อก ก๊อก! "เฮียคินครับ! แย่แล้วล่ะสิเฮีย! คือว่า... รินลดาน่ะสิครับ อยู่ๆ ยัยนั่นก็บุกเข้ามาในบริษัทแล้วโวยวายหาเรื่องวุ่นวายใหญ่โตแล้ว!" เสียงตะโกนโวยวายของธามันดังทะลุบานประตูไม้บานใหญ่เข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบที่หยุดชะงักลงตรงหน้าห้อง ภาคินสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ใบหน้าหล่อเหลากลับมาตึงเครียดขึ้นทันทีเมื่อได้ยินชื่อของบุคคลที่สามที่ไม่อยากรับรู้มากที่สุดในตอนนี้ ดวงตาคมกริบผละจากใบหน้าหวานของคนในอ้อมแขน หันกลับไปมองประตูด้วยแววตาวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิด ทว่าในวินาทีที่ภาคินกำลังจะหันกลับมาเอ่ยอะไรบางอย่างกับพิมพ์พิชา ประตูห้องทำงานที่ไม่ได้ล็อกกลอนก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาอย่างแรงด้วยฝีมือของรินลดา พร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยที่สาดเข้ามาในห้อง! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "กำมะหยี่สีแดง" มาโดยตลอดนะคะ!
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นโบ้ซะดีๆ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%