"รนหาที่ตาย... ตระกูลหลี่สายรองช่างกล้าหาญยิ่งนัก คิดว่าส่งสุนัขรับใช้เหล่านี้มา แล้วข้า ไป๋จินหยู จะก้มหัวให้พวกมันกระนั้นหรือ?"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็นดังก้องขึ้นท่ามกลางโถงต้อนรับ แรงกดดันจากลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่ม ทำให้แผ่นหินปูพื้นใต้เท้าถึงกับแตกร้าวเป็นรอยแยกละเอียดราวใยแมงมุม
ยุทธภพแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล กฎเกณฑ์ถูกขีดเขียนขึ้นด้วยโลหิตและคมกระบี่ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์พูดคุย ผู้ที่อ่อนแอทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม ทว่าสำหรับไป๋จินหยู ผู้ซึ่งผ่านความตายและการกลับชาติมาเกิดจากแดนเซียนอันสูงส่ง สายตาของเขามองดูพวกมดปลวกเหล่านี้ไม่ต่างจากธุลีดิน
เบื้องหน้าของเขาคือ หลี่เฉิงจื้อ ผู้นำกองกำลังสายรองตระกูลหลี่ บุรุษร่างกำยำผู้ถือครองค้อนเหล็กนิลกาฬหนักร้อยชั่ง ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนหน้านี้ ข่าวลือเรื่องความไร้ค่าของไป๋จินหยูแพร่สะพัดไปทั่วเมือง ทำให้พวกมันคิดว่าการมาเยือนในครั้งนี้จะเป็นเพียงการเหยียบย่ำสุนัขจนตรอกตัวหนึ่งเท่านั้น
"ไป๋จินหยู! เจ้าเด็กเหลือขอ อย่าได้ปากดีให้มากนัก วันนี้ข้าจะหักแขนขาสองข้างของเจ้า แล้วลากสังขารเน่าเฟะของเจ้าไปคุกเข่าต่อหน้าผู้นำตระกูลหลัก!" หลี่เฉิงจื้อคำรามลั่น พลังปราณแท้จริงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดระเบิดออกรอบตัวจนเกิดเป็นคลื่นพายุหมุนขนาดย่อม
รอบด้าน ผู้คนต่างถอยร่นด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะทำให้จอมยุทธ์ทั่วไปกระอักเลือดได้ในทันที
ทว่า... ไป๋จินหยูแม้แต่ชายตายังไม่ขยับ
เขายืนไขว่ห้าง มือข้างหนึ่งแตะอยู่บนด้ามกระบี่บินขึ้นสนิมที่เหน็บไว้ที่เอว ดวงตาสนิทลึกคู่นั้นมองตรงไปยังหลี่เฉิงจื้อด้วยแววตาสمเพชเวทนา ราวกับกำลังมองดูการแสดงงิ้วที่น่าขันที่สุดในรอบร้อยปี
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มู่หรงเสวี่ย ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้างกายเขาเสมอ นางเซียนผู้มีเรือនผมสีดำสนิทราวน้ำหมึกและอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ปราศจากรอยเปื้อน นางมิได้ขยับตัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาสีครามคู่สวยที่กวาดมองกลุ่มคนตระกูลหลี่ราวกับพวกมันเป็นเพียงซากศพเดินได้ นางเลือกที่จะไม่ลงมือ เพราะนางรู้ดีว่า... ศัตรูระดับนี้ไม่คู่ควรแม้แต่นิดเดียวที่จะให้มืออันบอบบางของนางต้องเปื้อนเลือด
"เจ้าค่ะ... เอ้ย... ข้าหมายถึง..." หลี่เฉิงจื้อที่เผลอสบตากับมู่หรงเสวี่ยถึงกับสะท้านเฮือก ความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวนางเซียนผู้นี้ทำให้กระดูกสันหลังของมันเสียววาบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง มันรีบสะบัดหัวไล่ความหวาดกลัวแล้วตวัดค้อนยักษ์ในมือพุ่งเข้าหาไป๋จินหยูทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความตระหนก
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว แรงลมจากการเหวี่ยงค้อนทำให้หน้าต่างและประตูไม้รอบโถงแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างคิดว่าภาพที่เห็นต่อไปคงเป็นร่างของไป๋จินหยูที่ถูกทุบจนแหลกเหลวเป็นจุล
ทว่า... รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของหลี่เฉิงจื้อกลับแข็งค้างในทันที
ค้อนเหล็กนิลกาฬหนักร้อยชั่ง หยุดชะงักกลางอากาศ ห่างจากหน้าผากของไป๋จินหยูเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น!
ไม่ใช่เพราะมันหยุดเอง... แต่เพราะมันถูกนิ้วชี้และนิ้วกลางข้างขวาของไป๋จินหยูหนีบเอาไว้ได้อย่างมั่นคง!
"นี่... เป็นไปไม่ได้!" หลี่เฉิงจื้อเบิกตากว้างจนแทบถล่นออกมาจากเบ้า ลมปราณขั้นที่เจ็ดของมันพรั่งพรูผ่านค้อนเหล็กอย่างบ้าคลั่ง หวังจะบดขยี้ปลายนิ้วนั้นให้แหลกคาที่ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ นิ้วเรียวยาวราวกับหยกขาวคู่นั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะสั่นคลอนแม้แต่น้อย มันมั่นคงดุจภูเขาไท่ซาน ราวกับพยายามใช้มดเขย่าต้นไม้ใหญ่
ไป๋จินหยูก้มมองค้อนยักษ์ในมือของอีกฝ่ายด้วยแววตาเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานเสียดแทงจิตใจของทุกคนในที่นั้น
"ลมปราณตื้นเขิน กระบวนท่าไร้แก่นสาร อาศัยเพียงแรงกายหยาบโลน... เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าวิชาต่อสู้ของตระกูลใหญ่เช่นนั้นหรือ? น่าสมเพชยิ่งนัก"
*กรอบ!*
เสียงโลหะแตกหักดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
นิ้วของไป๋จินหยูออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย ค้อนเหล็กนิลกาฬชั้นดีที่หล่อหลอมด้วยแร่หายากกลับปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เศษโลหะกระจายว่อนราวกับหิมะโปรยปราย แรงสะท้อนอันมหาศาลซัดกลับไปยังร่างของหลี่เฉิงจื้อทันที
*อั๊ก!*
หลี่เฉิงจื้อกระอักเลือดคำโตออกมาสดๆ ร่างล่ำสันกระเด็นถอยหลังไปนับสิบก้าว ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ความหยิ่งผยองก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความหวาดกลัวถึงขีดสุดที่เกาะกุมหัวใจ
เหล่าสมุนตระกูลหลี่ที่ติดตามมาต่างหน้าถอดสี ถอยกรูดด้วยความตื่นตระหนก พวกมันไม่คาดคิดเลยว่า คุณชายไร้ค่าที่พวกมันได้รับคำสั่งให้มาจัดการ จะกล is ปิศาจจำแลงกายมา!
ไป๋จินหยูค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงไป สร้างแรงกดดันมหาศาลกดทับร่างของพวกมันจนต้องทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว วิชากระบี่ในกายยังไม่ได้ชักออกจากฝักด้วยซ้ำ แต่รัศมีอำนาจกลับแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน
"กลับไปบอกผู้นำตระกูลหลี่ของพวกเจ้า..." ไป๋จินหยูหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลี่เฉิงจื้อที่นอนหายใจรวยรินบนพื้น เขาก้มมองมันด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง "สามวันหลังจากนี้ ข้า ไป๋จินหยู จะไปเยือนประตูตระกูลหลี่ด้วยตนเอง... เตรียมโลงศพไว้รอต้อนรับพวกมันได้เลย"
สิ้นเสียงนั้น ร่างของไป๋จินหยูและมู่หรงเสวี่ยก็หายวับไปจาก,สายตาของผู้คน ราวกับพวกเขามิเคยมีตัวตนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นตั้งแต่แรก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว และรอยเลือดที่นองพื้น
ทว่า... ในขณะที่ความตึงเครียดกำลังคลี่คลายลง ทันใดนั้น ท้องนภายามวิกาลที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทมิฬในพริบตา สายฟ้าสีม่วงเข้มเส้นมหึมาผ่าฟาดลงมากลางลานบ้านของตระกูลไป๋อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
พร้อมกันนั้น เงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ก็ก้าวทะยานออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้านไปทั่วทั้งเมือง
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างปากกล้ายิ่งนัก ไป๋จินหยู! เจ้าคิดว่าตระกูลหลี่มีเพียงแค่นี้หรือ? รนหาที่ตายเสียจริง!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับมังกรครามท่องภพนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย•ตอนที่ 3
เสียงคำรามจากตระกูลหลี่
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!