ค่ายกล “เก้าสวรรค์ผนึกโลหิต” แผ่รัศมีสีแดงฉานดุจโลหิตฉาบผืนฟ้า แรงกดดันมหาศาลระดับบรรพกาลกดทับจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นผุยผง แต่ละเสาหลักของค่ายกลปักลึกสลักอักขระโบราณนับหมื่นตัว ส่งเสียงคำรามก้องกวาดอากาศรอบด้านจนบิดเบี้ยว ทว่า ท่ามกลางมหันตภัยที่พร้อมบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้แหลกสลาย ร่างของบุรุษผู้หนึ่งกลับยืนหยัดสง่างามราวกับเสาหลักค้ำจุนฟ้าดิน
ไป๋จินหยูถือกระบี่เหล็กกล้าสีนิลในมือ ดวงตาคมกริบทอประกายแสงสีครามเข้มราวกับห้วงสมุทรอันไร้ก้นบึ้ง จิตวิญญาณแห่งกระบี่แผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบกายกลายเป็นริ้วคลื่นดาบคมกริบ ชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านของเขาโบกสะบัดตามแรงลมปราณ แม้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับบรรพจารย์นับร้อยที่คอยควบคุมค่ายกล เขากลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความหวาดหวั่น มีเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีและความทะนงตนที่ยากจะหาผู้ใดเทียบ
“ไป๋จินหยู! วันนี้คือวันตายของเจ้า! ต่อให้เจ้ามีวิถีกระบี่ล้ำเลิศเพียงใด ก็ไม่อาจฝ่าค่ายกลบรรพกาลที่สืบทอดมากว่าพันปีของสำนักเราไปได้หรอก!” เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักฟ้าคำรามดังสะท้านไปทั่วหุบเขา
ไป๋จินหยูมิได้เอ่ยวาจาตอบโต้ เขามองเศษเสี้ยวความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาของเหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้นด้วยความสมเพชเวทนา มนุษย์มักเป็นเช่นนี้เสมอ เมื่อไร้ซึ่งหนทาง ก็มักจะเอาความยิ่งใหญ่ของบรรพชนมาค้ำจุนความขี้ขลาดของตนเอง
ในขณะนั้นเอง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มราวกับดอกบัวหิมะกลางเหมันต์ก็ก้าวเข้ามาเคียงข้างเขา มู่หรงเสวี่ย นางเซียนผู้สง่างามเย็นชา ใบหน้างดงามไร้ที่ติเรียบเฉยราวน้ำแข็งสลัก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายอ่อนโยนยามที่มองแผ่นหลังของบุรุษเบื้องหน้า นางยกกระบี่เซียนในมือขึ้น รัศมีปราณกระบี่เย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างกลางอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งโปร่งแสง
“จินหยู… ข้าจะคุ้มครองเส้นทางเบื้องหลังให้ท่านเอง” สุเสียงหวานใสดังกังวานราวกับเสียงกระดิ่งหยก ทว่าเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง นางพร้อมจะสละแม้กระทั่งลมหายใจสุดท้ายเคียงข้างเขา
ไป๋จินหยูเหลือบสายตา Schlank กลับไปมองนางเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มขึ้นบางเบา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่มอบให้เพียงสตรีผู้นี้ผู้เดียว “เสวี่ยเอ๋อร์… วางใจเถอะ ใต้หล้านี้ ไม่มีค่ายกลใดกักขังวิถีกระบี่ของเราได้ แม้กระทั่งสวรรค์… หากมันขวางทาง เราก็จะสับมันให้ขาดเป็นสองท่อน”
สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ไป๋จินหยูสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายฟ้าดินรอบรัศมีร้อยลี้พลันสงบนิ่งลงชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดออกด้วยความรุนแรงนับร้อยเท่า! ปราณกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกฉีกกระชากจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ เผยให้เห็นห้วงอวกาศสีดำมืดเบื้องบน
“นั่นมัน… เคล็ดวิชาอันใดกัน?!” ผู้อาวุโสสูงสุดหน้าถอดสี ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง
“กระบวนท่าที่เก้า…” ไป๋จินหยูเอաբเสียงต่ำ ทว่าทรงพลังอำนาจกดดันจนผู้คนนับพันแทบสำลักโลหิต “…สวรรค์สะท้าน!”
เขายกกระบี่ในมือขึ้นชี้ฟ้า ท่วงท่าเรียบง่าย ไร้ซึ่งกระบวนท่าซับซ้อน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งการทำลายล้างสูงสุด พลังปราณทั้งหมดในร่างรวมเข้ากับจิตวิญญาณกระบี่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แสงกระบี่สีครามเจิดจ้าประดุจดวงอาทิตย์ที่ระเบิดออกกลางวันแสกๆ พุ่งทะยานขึ้นสู่ใจกลางค่ายกลเก้าสวรรค์ผนึกโลหิต
*เปรี้ยง! บูมมมมมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย เสาหลักทั้งเก้าต้นของค่ายกลบรรพกาลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระโบราณนับหมื่นตัวบนเสาเปล่งแสงเจิดจ้าก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงทีละต้น ทีละต้น! แรงสะท้อนย้อนกลับจากค่ายกลทำ1ให้เหล่าผู้อาวุโสที่ควบคุมกระอักเลือดออกมาพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง ร่างของพวกเขากระเด็นกระดอนราวกับใบไม้ร่วงหล่นจากกิ่งไม้
คลื่นกระแทกสีครามแผ่ขยายเป็นวงกว้าง บดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางจนราบเป็นหน้ากลอง สำนักฟ้าคำรามที่ตั้งตระหง่านมานับพันปี บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังและหลุมอุกกาบาตขนาดมหึมา
ไป๋จินหยูยืนตระหง่านท่ามกลางฝุ่นควันและเศษซากปรักหักพัง มือขวาถือกระบี่ชี้ลงพื้น ปราณกระบี่รอบกายค่อยๆ สงบลง เขายังคงรักษาความสง่างามและความทะนงตนไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบเข้าปกคลุมพื้นที่ สายตาของเขากลับต้องหรี่แคบลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ลึกลงไปใต้พื้นดิน
ใต้ซากปรักหักพังของห้องโถงบรรพชน… ไอพลังสีดำทมิฬสายหนึ่งกำลังพวยพุ่งขึ้นมาอย่างช้าๆ มันไม่ใช่ปราณยุทธ์ของมนุษย์ และไม่ใช่พลังเซียน แต่เป็นกลิ่นอายความชั่วร้ายโบราณที่ถูกผนึกไว้ใต้สำนักแห่งนี้มาเนิ่นนาน
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันเล็กน้อย นางก้าวเข้ามาใกล้ไป๋จินหยูพร้อมกระชับกระบี่ในมือแน่น “จินหยู… สิ่งนั้นกำลังจะตื่นขึ้น”
ไป๋จินหยูไม่ตอบคำพูดใด สายตาของเขาจ้องมองไปยังรอยแยกของพื้นดินที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้น เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่เสียดแก้วหูจนผู้ฟังรู้สึกปวดร้าวไปถึงสมอง
“ฮ่าๆๆๆ ผ่านไปสามพันปี ในที่สุด… ข้าก็ได้อิสรภาพเสียที!”
เงาดำนั้นแปร Röhren เป็นรูปร่างของบุรุษผู้สวมเกราะสีดำสนิททั่วทั้งร่าง ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีเลือด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ กลิ่นอายพลังของมัน… อยู่ในขอบเขตที่เหนือกว่าบรรพจารย์ทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามการเดินทางอันดุเดือดนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย•ตอนที่ 31
กระบวนท่าที่เก้า สวรรค์สะท้าน
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!