"เจ้ารู้ตัวหรือไม่... ว่ากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งใด?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับมาจากขุมนรกโลกันตร์ดังสะท้อนก้องกราบแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เงาดำที่แปรเปลี่ยนเป็นบุรุษสวมเกราะสีดำสนิททั่วทั้งร่าง แผ่ไอสังหารเข้มข้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีดำ ดวงตาทั้งคู่ที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีเลือดกวาดมองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างของไป๋จินหยู ผู้ยังคงยืนหยัดอย่างองอาจไม่ไหวติง
แรงกดดันจากขอบเขตพลังที่เหนือกว่าบรรพจารย์ทั่วไปแผ่ซ่านดั่งภูเขาพันตันกดทับลงบนบ่าของเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักต่างๆ จนลมหายใจติดขัด ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกายราวกับเพิ่งอาบน้ำมา นี่คือพลังที่แท้จริงของความตาย... พลังที่สามารถบดขยี้สำนักใหญ่ให้กลายเป็นจุลได้ในพริบตาเดียว!
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ไป๋จินหยูหาได้มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่ของเขาหรี่ลงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันอย่างเย็นชา ร่างกายของเขายังคงตั้งตรงราวกับต้นสนพันปีที่ท้าทายพายุหิมะ ในมือถือกระบี่เหล็กไร้ชื่อที่ปล่อยไอเย็นเยือกสยบสรรพสิ่ง
"หึ... เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่ถูกจองจำในค่ายกลมารนับหมื่นปี กล้าดียังไงมาส่งเสียงคำรามต่อหน้าข้า?" ไป๋จินหยูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากังวานก้องกังสดาลเสียดแทงจิตใจของผู้คน สำนวนภาษาและถ้อยคำเต็มไปด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่เหนือล้ำกว่าฟ้าดิน
บุรุษเกราะดำแค่นเสียงหัวร่อด้วยความโกรธเกรี้ยว เปลวเพลิงสีเลือดในดวงตาปะทุรุนแรงขึ้น "สามห่าว! มดปลวกเช่นเจ้า กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับเทพมารสวรรค์!"
สิ้นเสียง พลังงานสีดำมืดมหาศาลก็ระเบิดออกจากร่างของมัน กลายเป็นหอกเพลิงมารนับพันพุ่งเข้าใส่ไป๋จินหยูด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ท้องฟ้าเหนืออาณาบริเวณแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกม้วนตัวคำรามครืนคราญราวกับวันสิ้นโลกมาเยือน
*ฉับพลันนั้นเอง!*
มู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่เคียงข้างขยับกาย นางเซียนผู้สง่างามเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีขยับปลายนิ้ววาดผ่านอากาศ แผ่นฟ้าปรากฏค่ายกลดาราสวรรค์สีครามประกายระยิบระยับขึ้นทันที ไอปราณกระบี่บริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากร่างของนางหลอมรวมเป็นม่านพลังโปร่งใสแต่แข็งแกร่งดุจเพชร
*ตูม! ตูม! ตูม!*
แรงปะทะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หอกเพลิงมารแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำโปรยปรายดั่งหิมะพิษ แต่ม่านพลังของมู่หรงเสวี่ยก็สั่นสะเทือนจนนางต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าหวานล้ำเย็นชาขึ้นอีกหลายส่วน มุมปากมีโลหิตสีแดงสดไหลซึมลงมาเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าการต้านทานการโจมตีเมื่อครู่สร้างภาระไม่น้อย แม้จะเป็นนางเซียนผู้ทรงพลังก็ตาม
"เสวี่ยเอ๋อร์..." ไป๋จินหยูเอ่ยเบาๆ สายตาที่มองนางทอประกายความอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานีเมื่อหันกลับไปมองบุรุษเกราะดำ
"เจ้าดูแลตัวเองเถอะครับ... คนผู้นี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า" ไป๋จินหยูเอ่ยกับหญิงสาวผู้ยอมมอบใจให้เขาเพียงผู้เดียวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง
มู่หรงเสวี่ยพยักหน้าน้อยๆ แววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความเชื่อมั่นอย่างไร้ขีดจำกัด นางเอ่ยเสียงเรียบ "ระวังตัวด้วย... กระบี่ของท่าน ยังมิได้ดื่มกินเลือดของมัน"
ไป๋จินหยูยิ้มรับ ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศในพริบตา ราวกับมังกรครามทะยานท่องมหาสมุทร วิชากระบี่ผสานฟ้าดินถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด ปราณกระบี่นับหมื่นสายพรั่งพรูออกจากร่างราวกับห่าฝนดารา พุ่งเข้าประจันหน้ากับบุรุษเกราะดำอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน
"วิชากระบี่พลิกฟ้า... กระบวนท่าที่หนึ่ง! ตัดสินปฐพี!"
เสียงตวาดก้องกังวานสะเทือนไปทั่วสารทิศ แสงกระบี่สีครามเจิดจ้าบาดตาตัดผ่านความมืดมิดของห้วงอากาศราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผา ความกดดันระดับเหนือบรรพจารย์ที่บุรุษเกราะดำภาคภูมิใจ กลับถูกคมกระบี่นี้กรีดผ่าออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดาย!
*ฉับ!*
เสียงเนื้อและเกราะมารถูกเฉือนขาดออกจากกันดังสนั่น บุรุษเกราะดำเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เปลวเพลิงสีเลือดในดวงตาดับวูบลงทันที มันก้มลงมองหน้าอกของตนเองที่ปรากฏรอยแผลกระบี่ลึกจนเห็นแก่นพลังวิญญาณกำลังแตกสลาย
"เป็นไปไม่ได้... นี่มันวิชาอะไรกัน... เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่!" บุรุษเกราะดำคำรามลั่นด้วยความหวาดกลัว ขอบเขตพลังที่มันสะสมมานับหมื่นปีกลับพังทลายลงภายในกระบี่เดียว!
ไป๋จินหยูยืนอยู่กลางอากาศ เหนือร่างของบุรุษเกราะดำ ดวงตาคู่นั้นเย็นชาดุจเทพเซียนมองดูมดปลวก "ข้าก็คือผู้ที่จะส่งเจ้ากลับสู่ความว่างเปล่าอย่างไรล่ะ"
*ปัง!*
แรงกดดันมหาศาลจากปราณกระบี่กดทับลงมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่บาดแผล แต่ร่างของบุรุษเกราะดำทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าไป๋จินหยูท่ามกลางสายตาของทุกคนในยุทธภพที่ต่างอ้าปากค้างจนแทบกลืนกินหมัดของตนเองได้!
บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์จากสำนักใหญ่ต่างๆ ที่เคยดูแคลน เยาะเย้ยถากถาง หรือแม้แต่คิดจะล่าสังหารไป๋จินหยูก่อนหน้านี้ บัดนี้ต่างตัวสั่นเทานั่งไม่ติดพื้น พวกเขาต่างจำนนต่อความจริงอันโหดร้าย—บุรุษหนุ่มผู้นี้คือตัวตนที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึง และการกระทำที่ผ่านมาเท่ากับการเดินเข้าสู่ประตูแห่งความตายด้วยตนเอง
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ทมิฬ ผู้เคยประกาศกร้าวว่าจะถลกหนังไป๋จินหยู บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกระแทกพื้นศิลาจนแตกละเอียด ร่างกายสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด สติสัมปชัญญะแทบหลุดลอยเมื่อสบตากับไป๋จินหยูที่หันมามอง
"ผ... ผู้อาวุโส... หรือแม้แต่ยอดฝีมือ..." ศิษย์สำนักอื่นพากันคุกเข่าตามอย่างไม่รู้ตัว แรงกดดันและความพ่ายแพ้ของบุรุษเกราะดำทำลายทิฐิและศักดิ์ศรีทั้งหมดของชาวยุทธภพจนไม่เหลือชิ้นดี
ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงเจรจา มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่และความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วบริเวณ
ไป๋จินหยูยืนสงบนิ่ง ปลายกระบี่ชี้ลงพื้น ไอสังหารจางหายไปแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอันสูงส่ง เขากวาดสายตามองเหล่าผู้อาวุโสที่เคยเย่อหยิ่งจองหอง บัดนี้ต้องคุกเข่าซدซบแทบเท้าของเขาอย่างหมดรูป
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตกอยู่ในความยอมจำนนนั้นเอง ท้องนภามืดครึ้มที่สงบลงแล้ว กลับเกิดเสียงคำรามกึกก้องขึ้นอีกครั้ง... ไม่ใช่เสียงฟ้าร้องธรรมดา แต่เป็นเสียงคำรามของระฆังโบราณจากมิติที่ลึกล้ำยิ่งกว่า!
รอยแยกสีทองอร่ามปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศเหนือศีรษะของไป๋จินหยู และสิ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น... กลับทำให้สีหน้าที่เคยเยือกเย็นและมั่นใจของมู่หรงเสวี่ยแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย•ตอนที่ 32
ผู้อาวุโสตาบอดคุกเข่า
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!