เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย•ตอนที่ 20

ความลับในแดนลับแล

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่เหล็กนิล กระทบลงบนพื้นศิลาโบราณจนเกิดเสียงก้องกังวานดั่งเสียงระฆังสำริดในหุบเขาที่ว่างเปล่า กลิ่นอายคาวเลือดและไอหมอกปราณโบราณคละคลุ้งไปทั่วบริเวณซากปรักหักพังของวิหารเซียนหมื่นปี ภายในหุบเขาลับแลแห่งนี้ ความเงียบงันราวกับถูกแช่แข็งด้วยกาลเวลา ทว่าความตึงเครียดกลับพุ่งสูงเสียดฟ้าจนแทบทำให้ลมหายใจของสรรพสิ่งหยุดชะงัก ไป๋จินหยูยืนตระหง่านนิ่งงัน ร่างกายสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวปักลายมังกรครามสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบตัว ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองไปยังแผ่นศิลาจารึกเบื้องหน้า ที่ซึ่งร่องรอยอักขระโบราณกำลังเปล่งแสงสีทองเรืองรองออกมาทีละน้อย ราวกับมันกำลังมีชีวิตและตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน เบื้องหลังเขาคือ มู่หรงเสวี่ย นางเซียนผู้สง่างามเย็นชาในชุดอาภรณ์สีฟ้าครามดั่งหิมะบริสุทธิ์ นางก้าวเข้ามาประชิดอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ ทว่าแววตาคู่คมที่ปกติเคยเยือกเย็นและห่างเหินจากโลกหล้า บัดนี้กลับฉายประกายความห่วงใยและอาทรอย่างลึกซึ้งยามทอดมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้นี้ "จินหยู... อักษรบนแผ่นศิลานั้นเริ่มแปรเปลี่ยนแล้ว" น้ำเสียงไพเราะราวกับเสียงขลุ่ยหยกเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่ากังวานชัดในความเงียบ นางก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างเขาโดยไม่รักษาระยะห่างอันควรตามวิสัยของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป มีเพียงไป๋จินหยูเท่านั้นที่นางยอมมอบไอร้อนแห่งหัวใจให้ ไป๋จินหยูไม่หันกลับไปมอง นางยังคงมองตรงไปเบื้องหน้า มือเรียวยาวที่กุมด้ามกระบี่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยจนข้อต่อนิ้วขาวซีด "มิใช่เพียงแค่แปรเปลี่ยน... เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าลองเพ่งจิตดูให้ดี อักษรเหล่านั้นมิได้บันทึกเคล็ดวิชาโจมตี หรือคัมภีร์โอสถใดๆ แต่มันคือ 'พงศาวดารแห่งกาลเวลา' ที่ถูกผนึกไว้ด้วยเลือดของมหาเทพยุคบรรพกาล" เสียงของเขาต่ำทุบและทรงพลัง สะท้อนความทะนงตนของผู้ผ่านภพผ่านชาติมาอย่างโชกโชน ลมปราณมังกรครามภายในตัน田ของไป๋จินหยูคำรามก้องอย่างดุเดือด ราวกับมันรับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังดึงดูดเข้าหากัน สมบัติเซียนโบราณที่ยุทธภพตามหามานับหมื่นปี บัดนี้ได้ทิ้งร่องรอยอันแท้จริงไว้เบื้องหน้าพวกเขาแล้ว ทันใดนั้น อักขระบนแผ่นศิลาก็ระเบิดแสงเจิดจ้าบาดตา ภาพเหตุการณ์ในอดีตอันไกลโพ้นนับหมื่นปีก่อนปรากฏขึ้นกลางอากาศ ภาพของมหาสงครามระหว่างเซียนและมาร แผ่นดินแตกสลาย ท้องนภาฉีกขาด และร่างของมหาเทพผู้ถือครองกระบี่สะท้านฟ้าผู้หนึ่ง ที่กำลังใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายผนึก 'กระบี่ผ่าสุริยัน' และ 'ไข่มุกบรรพกาล' เอาไว้ในแดนลับแลแห่งนี้ "นั่นคือ... เบาะแสของสมบัติเซียนโบราณที่แท้จริง!" มู่หรงเสวี่ยอุทานเบาๆ ความเย็นชาบนใบหน้ารูปสลักพลันเจือจางลงด้วยความตกตะลึง นางตระหนักดีว่าหากข่าวนี้รั่วไหลออกไป ยุทธภพเบื้องนอกจะต้องนองเลือดครั้งใหญ่ สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดและบรรดาปรมาจารย์เฒ่าที่จำศีลอยู่ จะต้องแห่แหนกันมาแย่งชิงจนแผ่นดินสะเทือนอย่างแน่นอน ไป๋จินหยูกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและฟ้าดิน "ยุทธภพมักเป็นเช่นนี้ ผู้คนต่างแสวงหาอำนาจและสมบัติเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด แต่พวกเขากลับหลงลืมไปว่า สมบัติที่แท้จริงหาใช่สิ่งของนอกกาย หากแต่เป็นวิถีกระบี่ในมือที่สามารถตัดผ่านอุปสรรคทั้งปวงต่างหาก" เขากวาดสายตามองภาพนิมิตที่กำลังเลือนหายไป ก่อนที่ดวงตาจะหรี่แคบลงเมื่อพบจุดสำคัญ จุดที่แผนที่แสดงที่ซ่อนแท้จริงของสมบัติเซียนโบราณ ปรากฏอยู่ ณ 'หุบเขาอัสนีทมิฬ' สถานที่อันตรายที่สุดในแดนรกร้างบูรพา ซึ่งขึ้นชื่อว่าแม้แต่เซียนขั้นหลอมรวมวิญญาณหากก้าวเข้าไปก็ยังต้องดับสูญอย่างไร้ร่องรอย "หุบเขาอัสนีทมิฬ..." ไป๋จินหยูพึมพำชื่อนี้ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความท้าทาย มู่หรงเสวี่ยหันมาสบตาเขา แววตานางฉายความกังวลอย่างปิดไม่มิด แม้นางจะเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนบูรพา แต่นางย่อมรู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาอัสนีทมิฬเป็นอย่างดี "สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยทัณฑ์สวรรค์ธรรมชาติ และค่ายกลสังหารโบราณ เจ้าคิดจะ..." "เสวี่ยเอ๋อร์" ไป๋จินหยูหันกลับมาเผชิญหน้านัยน์ตากับนาง มือใหญ่วางลงบนบ่าบอบบางแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนนางสะท้านเฮือก "เจ้าก็รู้ว่าเส้นทางที่ข้าเลือกเดิน หาใช่การบำเพ็ญเพียรเพื่อความสงบสุข หากข้าต้องการทวงคืนทุกสิ่งที่พวกมันแย่งชิงไปในชาติก่อน ข้าจำเป็นต้องครอบครอง 'ไข่มุกบรรพกาล' นั้น" น้ำเสียงของเขาเด็ดขาด ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ดั่งภูผาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุฝน มู่หรงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น นางจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความทะนงองอาจนั้น เนิ่นนานก่อนที่นางจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา แววตาเปลี่ยนเป็นแนיแน่วและมั่นคงขึ้น "ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใด แม้กระทั่งขุมนรกภูมิ หรือแดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า... ข้า มู่หรงเสวี่ย จะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้าเด็ดขาด หากฟ้าดินไม่อนุญาตให้เจ้าสมหวัง ข้าจะใช้กระบี่ในมือเล่มนี้ แหวกฟ้าคว้าดวงตะวันให้เจ้าเอง" คำพูดของนางเรียบง่าย แต่มันหนักแน่นและทรงพลังยิ่งกว่าคำสาบานใดๆ ในยุทธภพ เป็นคำมั่นสัญญาจากนางเซียนผู้เย็นชาต่อบุรุษเพียงคนเดียวในดวงใจ ไป๋จินหยูแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่เคยปรากฏให้ใครเห็น รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความผูกพันล้ำลึกที่ถูกซ่อนไว้ใต้หน้ากากของความเยือกเย็น ทว่า... ก่อนที่ทั้งสองจะได้เอื้อCเอ่ยวาจาใดเพิ่มเติม บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนไปในพริบตา! "ตูมมมม!" เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทางปากทางเข้าแดนลับแล แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแผ่นศิลาจารึกโบราณเบื้องหน้าแตกร้าวเป็นทางยาว ไอหมอกปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลักเข้ามาปกคลุมพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่กดทับลงบนบ่า ราวกับมีภูเขาหกลูกโถมทับลงมา ไป๋จินหยูหรี่ตาลงทันที ร่างกายเคลื่อนไหวสัญชาตญาณ ดึงมู่หรงเสวี่ยเข้าสู่อ้อมแขนแล้วพุ่งถอยหลังออกมาสามจัตุรัสอย่างรวดเร็ว "ใครกัน?!" มู่หรงเสวี่ยสะบัดมือเรียกกระบี่ประจำกาย 'เหมันต์วารี' ออกมาจากแหวนมิติ แสงสีฟ้าเย็นเยือกแผ่พุ่งออกมารอบตัวนาง พร้อมต่อสู้ในทันที ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำทมิฬที่หนาทึบ เงาร่างสามร่างค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ เสียงหัวเราะเยือกเย็นและแหบพร่าดั่งผีดิบสะท้อนก้องไปทั่วผนังถ้ำ "ฮี่ๆๆๆ... ไม่นึกเลยว่า ศิษย์พี่ไป๋ผู้ลือชื่อ จะแอบลอบเข้ามาค้นหาเบาะแสสมบัติเซียนโบราณก่อนใครเพื่อนในสถานที่รกร้างเช่นนี้ น่าสนใจ... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!" เงาร่างตรงกลางก้าวออกมาจากความมืด เป็นชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าแห้งตอบราวกับซากศพ ดวงตาคู่วุ่นวายฉายแสงสีแดงก่ำด้วยความกระหายเลือด และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด... บนหน้าอกเสื้อของมัน ปักสัญลักษณ์รูป 'หัวกะโหลกอัสนี' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ 'นิกายมารโลหิตทมิฬ' ศัตรูคู่อาฆาตที่ตามล่าไป๋จินหยูมาตลอด! ไป๋จินหยูหรี่ตาลงมองชายชราผู้นั้น รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานออกจากร่างของเขาราวกับคลื่นพายุ ด้ามกระบี่เหล็กนิลในมือสั่นระริกด้วยความกระหายเลือดไม่แพ้กัน "เฒ่าสารเลว ไป๋ฮ่าว... ดูท่าพวกเจ้าจะรังควานข้าไม่เลิกราจริงๆ สินะ" ไป๋จินหยูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายตาที่คมปลาบดั่งใบมีด เฒ่าไป๋ฮ่าวแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม มันชี้มือมาที่ไป๋จินหยูและมู่หรงเสวี่ย ก่อนจะหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ "ฮ่าๆๆๆ... เจ้าคิดว่าพวกเราสะกดรอยตามพวกเจ้ามาทำไมเล่า? แดนลับแลแห่งนี้ถูกพวกเราจับตาดูมานานนับปีแล้ว! วันนี้... ทั้งสมบัติเซียนโบราณ และชีวิตของพวกเจ้าทั้งสอง จะต้องถูกฝังไว้ที่นี่อย่างแน่นอน!" สิ้นคำพูดของเฒ่าไป๋ฮ่าว รอบกายของพวกมันทั้งสามก็พลันปรากฏค่ายกลมารโลหิตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นเส้นทางหนีทั้งหมดของไป๋จินหยูและมู่หรงเสวี่ยเอาไว้ในพริบตา! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันยาวนานนี้ด้วยกันนะครับ — มังกรครามท่องภพ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก กับสำนักรักที่เธอไม่ยอมปล่อย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%