กลิ่นอับชื้นของห้องเก็บศพใต้ดินในยามวิกาลไม่เคยเป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิต แต่มันกลับซื่อสัตย์กับความตายยิ่งกว่าสิ่งใด แสงไฟนีออนสีขาวโพลนสะท้อนบนพื้นกระเบื้องเคลือบ สะท้อนเงาร่างสูงโปร่งของหมอศรัณย์ที่กำลังยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าโต๊ะชันสูตร
บนสเตนเลสเย็นเยียบ ร่างไร้วิญญาณของเหยื่อรายใหม่ทอดกายยาวเหยียด ผิวหนังซีดเซียวจนเกือบโปร่งแสงราวกับกระดาษไข แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาคู่คมของนิติพยาธิแพทย์หนุ่มไม่ใช่ร่องรอยการต่อสู้ หากแต่เป็นรอยแผลขนาดเล็กที่ลำคอและท่วงท่าการจัดวางร่าง
เปิดประตูห้องผ่าตัดเข้ามาด้วยแรงเหวี่ยง ร้อยตำรวจเอกธีร์หอบหายใจเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตยับย่นบ่งบอกถึงการขับรถฝ่าสายฝนและชั่วโมงอันยาวนานในการไล่ล่าเบาะแส
"คุณดูสีหน้าผมซิ หมอ" ธีร์เอ่ยขึ้นทันที น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดระคนเหนื่อยล้า ดวงตาคมกริบจ้องมองร่างบนโต๊ะด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่าสะพรึงกลัว "รอยแผลนั้น ตำแหน่งนั้น... และการจัดท่าทางแบบนั้น มันไม่ใช่แค่ความบังเอิญ"
หมอศรัณย์ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแว่นขยายในมือ ปลายกระบี่โลหะเล็กๆ ในมือของเขาเขี่ยเส้นใยผ้าสีแดงชิ้นเล็กๆ ที่ติดอยู่บริเวณซอกเล็บของศพอย่างเบามือ น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยตอบราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
"ความบังเอิญเป็นเพียงข้อแก้ตัวของมนุษย์ผู้ไร้ความสามารถในการเชื่อมโยงเหตุและผลครับ ผู้หมวด" ศรัณย์ปรายตามองตำรวจหนุ่มแวบหนึ่ง "และคดีนี้... ไม่มีคำว่าบังเอิญตั้งแต่แรกแล้ว"
ธีร์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะชันสูตร กลิ่นฟอร์มาลีนผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ตลบอบอวลในระยะประชิด เขามองหน้าหมอศรัณย์ที่มีแววตาเยือกเย็นไร้ระลอกคลื่น ความนิ่งงันของอีกฝ่ายมักทำให้เขาอยากจะซัดกำปั้นใส่สักครั้ง แต่กระนั้น แรงดึงดูดประหลาดระหว่างความเป็นความตายและสัญชาตญาณดิบก็ทำให้เขายังคงยืนอยู่ตรงนี้ เคียงข้างผู้ชายที่เขาเกลียดวิธีคิดที่สุดในโลก
"ศพรายที่สอง..." ธีร์พึมพำ กวาดสายตาสำรวจรอยแผลผ่าตัดเล็กๆ ที่ไร้รอยเย็บราวกับฝีมือของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ "วิธีการเดียวกันเป๊ะ รอยกรีดแนวขวางที่ใต้กกหูเพื่อระบายเลือดออกจนหมดเกลี้ยงโดยไม่ให้เหลือรอยช้ำภายนอก... ฆาตกรรายนี้ไม่ได้แค่ฆ่า แต่มันกำลังทำงานศิลปะ"
"ศิลปะที่โสโครกและเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสครับ" ศรัณย์วางเครื่องมือลงบนถาดสเตนเลส เสียงกระทบกันดัง *กริ๊ง* เบาๆ ท่ามกลางความเงียบงัด "ฆาตกรรายนี้เข้าใจระบบไหลเวียนโลหิตดีกว่านักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย เหยื่อไม่ได้ตายเพราะการขาดอากาศหายใจ แต่ตายจากการสูญเสียปริมาตรเลือดในร่างกายอย่างเฉียบพลัน ปริมาณสามในสี่ส่วนถูกถ่ายออกไปอย่างไร้ร่องรอย... เหมือนกับเคสแรกไม่มีผิดเพี้ยน"
ธีร์กำมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "แต่เหยื่อรายนี้ต่างออกไป... เด็กหนุ่มอายุสิบแปด ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหยื่อรายแรกแม้แต่น้อย ไม่มีใครตามหาเขาด้วยซ้ำตอนที่เขาหายตัวไป... เขาคือเหยื่อที่ไม่มีใครต้องการอย่างแท้จริง"
หมอศรัณย์เงยหน้าขึ้นสบตาตำรวจหนุ่ม ประกายในดวงตาส่อแวววิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง "โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการของมนุษย์หรอกครับผู้หมวด แต่มันขับเคลื่อนด้วยความลับที่ถูกซ่อนไว้ เหยื่อรายนี้อาจไม่มีใครต้องการในยามที่มีชีวิต แต่เชื่อเถอะว่า... ความตายของเขากำลังส่งเสียงตะโกนบางอย่างที่ดังกว่าตอนที่เขายังหายใจเสียอีก"
ห้องชันสูตรตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานแข่งกับความกดดันในบรรยากาศ ธีร์ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะอีกนิด ระยะห่างระหว่างเขากับศรัณย์ลดลงจนเกือบสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของอีกฝ่าย ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความตาย ทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย
"คุณบอกว่ามันส่งเสียงตะโกน..." ธีร์กระซิบ เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน "แล้วเสียงนั้นมันบอกอะไรคุณล่ะ หมอศรัณย์? หรือว่าคุณเองก็กำลังซ่อนอะไรไว้เบื้องหลังแววตาคู่นั้นเหมือนกัน"
ศรัณย์มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับผู้หมวด ผมเชื่อในหลักฐาน ไม่ใช่จินตนาการแบบที่คุณชอบใช้... แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าศพนี้กำลังบอกอะไร เราคงต้องไปดูที่รอยแผลลึกด้านใน"
มือเรียวยาวของนิติพยาธิแพทย์หยิบมีดผ่าตัดขึ้นมาอีกครั้ง แสงไฟส่องกระทบคมมีดวาววับ เขาบรรจงจรดปลายมีดลงบนผิวหนังของเหยื่อรายที่สองอย่างมั่นคงและแม่นยำ เลือดสีแดงเข้มที่ยังหลงเหลืออยู่บางส่วนไหลซึมออกมาตามแนวรอยกรีด กลิ่นไอความสดใหม่ของความตายโชยเข้าจมูกยิ่งตอกย้ำความโหดร้ายของฆาตกรรมต่อเนื่องครั้งนี้
ธีร์มองการกระทำนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัวศพ แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่ว่า พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่เขาวงกตที่ไร้ทางออก และทุกย่างก้าวมีเดิมพันเป็นชีวิตของผู้บริสุทธิ์
"เดี๋ยวก่อน..." ธีร์เอ่ยขึ้น พร้อมกับยื่นมือไปจับข้อมือของหมอศรัณย์ที่กำลังจะกรีดลงลึกกว่าเดิม แรงสัมผัสที่หยุดชะงักทำให้ศรัณย์ต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย "ดูที่รอยสักจางๆ ตรงซอกรักːนั่นสิครับ... ผมเกือบมองไม่เห็นเพราะแสงไฟ"
ศรัณย์หรี่ตาลง เขาวางมีดลงชั่วคราวแล้วหยิบไฟฉายเฉพาะทางส่องลงไปใกล้ๆ ผิวหนังบริเวณซอกรักแร้ของเหยื่อ ภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตสีม่วงเข้ม รอยหมึกที่เคยเลือนรางกลับปรากฏเด่นชัดขึ้นมาเป็นตัวเลขชุดหนึ่ง พร้อมสัญลักษณ์รูปวงกลมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไขว้กัน
ไม่ใช่รอยสักแฟชั่น... แต่มันคือ "รหัสผ่าน"
ธีร์สูดหายใจเข้าลึก ใช้นิ้วแตะขอบโต๊ะเบาๆ "นี่ไม่ใช่การฆาตกรรมสุ่ม... แต่มันคือการส่งสาส์น"
ก่อนที่หมอศรัณย์จะได้เอ่ยวิเคราะห์รหัสปริศนากลุ่มนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและรวดเร็วดังก้องมาจากทางเดินด้านนอก—ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่เวรเปล หรือเสียงเดินตรวจการณ์ของตำรวจนอกเครื่องแบบ แต่เป็นเสียงรองเท้าบูทที่มุ่งตรงมายังห้องผ่าตัดนี้ราวกับรู้อย่างแม่นยำว่าพวกเขากำลังค้นพบอะไร
ประตูห้องชันสูตรถูกผลเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะเตือน ร่างของสารวัตรใหญ่ผู้คุมคดีก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือหนายื่นแท็บเล็ตหน้าจอแตกยับมาตรงหน้าธีร์และศรัณย์ โดยมีภาพข่าวสดจากสำนักข่าวท้องถิ่นกำลังแพร่ภาพชายปริศนาสวมหน้ากากอนามัย ยืนอยู่หน้าตึกสำนักงานนิติเวช พร้อมกับถือโทรศัพท์มือถือที่กำลังถ่ายทอดสดหน้าห้องทำงานของพวกเขาเอง
และประโยคแรกที่ชายคนนั้นพูดผ่านไลฟ์สด ทำเอาอุณหภูมิในห้องผ่าตัดติดลบลงทันที
*“ศพรายที่สองเป็นแค่จุดเริ่มต้น... บอกคุณหมอคนเก่งด้วยนะครับ ว่าถ้าอยากหยุดเกมนี้ ต้องหาชิ้นส่วนที่สามให้เจอก่อนที่มันจะถูกฝังทั้งเป็น”*
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างผมในภารกิจไล่ล่าความจริงที่มืดหม่นที่สุดในครั้งนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ ดร.นิติเวช
นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ•ตอนที่ 11
เหยื่อที่ไม่มีใครต้องการ
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!