“ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้กฎหมายซื่อบื้อพิทักษ์คนตาย กฎหมายฉบับนั้นก็จะกลายเป็นเครื่องมือฆ่าคนเป็นซ้ำสองนะครับ ผู้หมวดธีร์”
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่เฉียบคมราวกรรไกรผ่าตัดของนายแพทย์ศรัณย์ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องชันสูตรศพยามวิกาล แสงไฟสีขาวนวลจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ส่องกระทบโต๊ะสแตนเลสสตีล สะท้อนเงาของร่างไร้วิญญาณที่นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง บรรยากาศในห้องอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของความตายที่ผู้คนมักมองข้าม แต่วันนี้... กลิ่นอายเหล่านั้นกลับเข้มข้นขึ้นด้วยแรงกดดันจากเวลาที่กำลังเดินถอยหลัง
ร้อยตำรวจเอกธีร์ยืนกอดอกอยู่มุมห้อง ใบหน้าคมคายฉายแววเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบจ้องมองแพทย์นิติเวชหนุ่มผู้เยือกเย็นราวกับรูปปั้นหินอ่อน ธีร์กำหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มสนิท
“คุณก็รู้ว่าหลักฐานในสำนวนมันไม่พอ ศรัณย์!” ธีร์กัดฟันกรอด น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดระคนอึดอัด “ท่านรองผู้บัญชาการกำลังกดดันให้ปิดคดีนี้ภายในคืนนี้ สั่งให้สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ... ถ้าเราไม่มี ‘หลักฐานชิ้นสุดท้าย’ ที่คุณเคยสัญญาไว้ ฆาตกรตัวจริงก็จะลอยนวลไปเสวยสุขบนกองเงินกองทอง ขณะที่คนตายต้องนอนตายตาไม่หลับอยู่ในห้องเย็นนี่!”
ศรัณย์ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์ นิ้วเรียวยาวสวมถุงมือยางสีขาวยังคงปรับโฟกัสอย่างแม่นยำ แผ่นสไลด์แก้วแผ่นเล็กใต้เลนส์บรรจุชิ้นเนื้อเยื่อบางเฉียบที่ถูกย้อมสีพิเศษ มันคือความลับขั้นสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังของเหยื่อ
“ความตายไม่เคยโกหกใครหรอกนะครับ ผู้หมวด” ศรัณย์เอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่น
มั่นใจในหลักฐาน มั่นใจในวิชาชีพ และมั่นใจในความจริงที่มนุษย์พยายามบิดเบือน “มนุษย์เราอาจโกหกได้ด้วยคำพูด แววตา หรือแม้แต่รอยยิ้มเสแสร้ง... แต่เซลล์ที่ตายไปแล้ว รอยฟกช้ำที่จางหาย หรือแม้แต่ฝุ่นผงใต้เล็บ มันไม่มีวันโกหก มันจดจำทุกอย่างที่ฆาตกรทำลงไปอย่างซื่อสัตย์ที่สุด”
ธีร์ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะชันสูตร ดวงตาของนายตำรวจหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นสายตาของศรัทธา “แต่วิทยาศาสตร์ของคุณมันพูดไม่ได้! ศาลท่านไม่ฟังเซลล์เนื้อเยื่อใต้กล้องจุลทรรศน์หรอกนะ ถ้ามันไม่มีชื่อ หรือไม่มีลายนิ้วมือที่ชัดเจนแปะหราอยู่บนนั้น!”
“ใครบอกว่ามันพูดไม่ได้ล่ะครับ”
ศรัณย์เงยหน้าขึ้นสบตาธีร์ ใบหน้าของแพทย์หนุ่มยังคงเรียบเฉย ไร้รอยยิ้ม ไร้ความตื่นตระหนก ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดที่พร้อมจะกรีดทะลวงความมืดมิดให้กระจ่าง
“บางที... สิ่งที่คุณเรียกว่า ‘หลักฐานแวดล้อม’ ที่ใช้ความรู้สึกตัดสิน อาจจะต้องหลีกทางให้กับ ‘นิติเวชศาสตร์แห่งความตาย’ ที่ผมกำลังจะแสดงให้คุณเห็นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้วล่ะครับ”
คำพูดนั้นทำให้ธีร์ชะงักไป ความดุดันในแววตาถูกแทนที่ด้วยความสงสัยระคนคาดหวัง เขาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ แล้วพยักหน้ารับอย่างจำยอม
ศรัณย์หันกลับไปหยิบแท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสบนโต๊ะทำงาน นิ้วเรียวกดสไลด์ภาพถ่ายดิจิทัลความละเอียดสูงขึ้นบนจอโปรเจกต์เตอร์ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ผนังห้อง ภาพโครงสร้างผิวหนังระดับจุลภาคของเหยื่อปรากฏขึ้นชัดเจน จุดสีแดงเรืองรองถูกไฮไลต์ไว้ด้วยโปรแกรมวิเคราะห์สารเคมีพิเศษ
“คุณจำรอยข่วนที่ลำคอของเหยื่อได้ไหมครับ ผู้หมวด” ศรัณย์เริ่มต้นอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง ราวกับอาจารย์กำลังบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟัง “ตำรวจชุดสืบสวนของคุณสรุปเบื้องต้นว่ามันคือรอยเล็บของเหยื่อเองที่พยายามตะกุยตะกายขณะขาดอากาศหายใจ... ซึ่งนั่นคือความสะดุดทางความคิดครั้งใหญ่ที่สุดในคดีนี้”
ธีร์ขมวดคิ้วเพ่งมองภาพบนจอ “ไม่ใช่รอยเล็บเหยื่อเหรอ? แล้วมันคืออะไร?”
“มันคือ ‘ลายพิมพ์ทางชีวเคมี’ ของโลหะผสมไทเทเนียมผสมทองคำขาวครับ” ศรัณย์เดินเข้าไปใกล้จอภาพ พร้อมกับใช้นิ้วชี้ไปยังจุดที่เป็นรอยแผล “ฆาตกรไม่ได้ใช้มือเปล่าบีบคอเหยื่อ แต่มันสวมนาฬิกาส่วนตัวเรือนโปรด... นาฬิกาสั่งทำพิเศษที่มีเพียงเรือนเดียวในประเทศนี้ และที่สำคัญใต้ร่องรอยการเสียดสีนั้น ผมพบเศษ ‘อนุภาคคราบไคลและน้ำมันหล่อลื่นจักรกลราคาแพง’ ฝังตัวอยู่ลึกในชั้นหนังแท้”
ธีร์เบิกตากว้างขึ้นทันที ประกายแห่งความเข้าใจเริ่มสว่างวาบในสมองของนายตำรวจมืออาชีพ “นาฬิกา... รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของท่านรองประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์คนนั้น!”
“ถูกต้องครับ” ศรัณย์มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง “ฆาตกรอาจจะฉลาดพอที่จะเช็ดคราบเลือด ล้างลายนิ้วมือออกจากที่เกิดเหตุ และสร้างหลักฐาน alibi ได้อย่างไร้ที่ติ... แต่เขาโง่เง่าเกินกว่าจะรู้ว่า ผิวหนังมนุษย์ทำหน้าที่เหมือนเครื่องบันทึกข้อมูลชั้นเยี่ยม เมื่อเกิดการต่อสู้ แรงกดมหาศาลทำให้โลหะมีค่าแผ่นนั้นฝังรอยเอกลักษณ์ลงไปในระดับโมเลกุล ซึ่งต่อให้เขาเอาแอลกอฮอล์มาล้างร้อยครั้ง ก็ไม่มีวันลบความจริงนี้ออกไปได้”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องชันสูตรอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยพลังงานอันคุกรุ่นของชัยชนะที่กำลังจะมาถึง
ธีร์จ้องมองหน้าศรัณย์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความรู้สึกชื่นชม ทึ่ง และแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างพวยพุ่งขึ้นในอก ชายหนุ่มผู้เย็นชาและยึดมั่นแต่กับความตายคนนี้ กลับเป็นคนที่ดึงเอาความยุติธรรมกลับคืนสู่โลกของคนเป็นได้อย่างน่าทึ่ง
“เยี่ยม...” ธีร์พึมพำออกมาเบาๆ มุมปากหยักยิ้มขึ้นอย่างลืมตัว “คุณนี่มัน... ร้ายกาจกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลยนะหมอศรัณย์”
“คำชมนี้ผมขอรับไว้ด้วยความยินดีครับ ผู้หมวด” ศรัณย์วางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันมาปลดถุงมือยางออกโยนลงถังขยะอย่างเป็นระเบียบ “แต่เกมยังไม่จบแค่นี้หรอกครับ เพราะหลักฐานชิ้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง... สิ่งที่จะมัดตัวเขาดิ้นไม่หลุดจริงๆ อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายต่างหาก”
“ขั้นตอนสุดท้ายอะไรอีก?” ธีร์ถามด้วยความสงสัยระคนกระตือรือร้น
ศรัณย์ไม่ตอบทันที เขาเดินนำหน้าไปยังตู้แช่ศพสแตนเลสสตีลหมายเลข 04 มือเปิดประตูตู้ช้าๆ ความเย็นยะเยือกพวยพุ่งออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ ร่างของเหยื่อสาวถูกดึงเลื่อนออกมาอีกครั้ง ภายใต้แสงไฟสว่างจ้า ศรัณย์หยิบคีมแพทย์ขนาดเล็กขึ้นมาอย่างทะมัดทะแมง
“เราพบสิ่งแปลกปลอมชิ้นสุดท้าย... ซ่อนอยู่ในช่องปากของเหยื่อ”
ศรัณย์ค่อยๆ ใช้คีมคีบวัตถุชิ้นเล็กจิ๋วที่ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกใสออกมาจากกล่องเก็บหลักฐาน วางลงบนถาดแก้วต่อหน้าธีร์
วัตถุนั้นคือเส้นใยผ้าสีดำสนิทขนาดจิ๋ว ยาวไม่ถึงครึ่งเซนติเมตร แต่ภายใต้แสงไฟเฉพาะกิจ เส้นใยนั้นกลับสะท้อนประกายแสงสีรุ้งระยิบระยับออกมาอย่างเด่นชัด
“นี่คือเส้นใยผ้าจากชุดสูทสั่งตัดพิเศษ เนื้อผ้าแคชเมียร์ผสมขนอูฐนำเข้าจากอิตาลี” ศรัณย์อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “และที่สำคัญที่สุด... ในเนื้อผ้าเส้นนี้ มีเส้นผมของมนุษย์ติดอยู่หนึ่งเส้น ซึ่งรากผมนั้นยังคงมีเซลล์เยื่อบุผิวที่สามารถนำไปสกัดตรวจ DNA เพื่อยืนยันตัวบุคคลได้ 100% เต็ม โดยไม่ต้องรอผลตรวจเลือดให้เสียเวลา”
ธีร์ก้มลงมองเส้นใยผ้าชิ้นเล็กจิ๋วบนถาดแก้วด้วยความรู้สึกตื่นตะลึง เส้นผมเส้นเดียว... ที่ซ่อนความพินาศของฆาตกรเอาไว้ทั้งหมด
“ผมจะรีบเอาหลักฐานนี้ไปออกหมายจับเดี๋ยวนี้!” ธีร์เอื้อมมือไปหยิบถาดแก้วด้วยความมุ่งมั่น ร่างกายขยับเตรียมหันหลังเดินพุ่งตัวออกจากห้องชันสูตรทันที
ทว่า... ในวินาทีที่มือของธีร์กำลังจะสัมผัสกับถาดแก้ว เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นกะทันหันจากทางเดินมืดสนิทด้านนอก
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าของห้องชันสูตรดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ท่ามกลางบรรยากาศยามวิกาลที่ควรจะมีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น
ธีร์ชะงักกึก หันขวับกลับไปมองที่ประตูทันที ใบหน้าคมคายฉายแววระแวดระวังขึ้นมาอย่างฉับพลัน มือข้างหนึ่งแตะลงที่ด้ามปืนพกสั่นสะเทือนข้างเอวโดยอัตโนมัติ
“ดึกป่านนี้... ใครมาที่นี่?” ธีร์กระซิบถาม เสียงต่ำลอดไรฟัน
ศรัณย์ไม่ตอบ ดวงตาสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นหันไปมองเงาดำทึบที่ทาบทับอยู่หลังประตูกระจกฝ้า เงาร่างนั้นสูงโปร่ง ยืนนิ่งสงบราวกับผู้ล่าที่รอคอยเหยื่อเดินมาติดกับดัก
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ประตูห้องชันสูตรก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของบุคคลผู้ไม่คาดฝัน ซึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มคดีในมือ... แฟ้มคดีที่ควรจะอยู่บนโต๊ะทำงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น!
“ดูเหมือนว่า... พวกคุณกำลังสนุกกับการเล่นสนุกอะไรกันอยู่หรือครับ หมอศรัณย์ ผู้หมวดธีร์”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกสู่ความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ•ตอนที่ 25
นิติเวชศาสตร์แห่งความตาย
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!