"คุณมาก็ดีแล้ว, ผู้หมวด..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แววตาของศรัณย์พินิจพิเคราะห์มองเขาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก "มีบางอย่าง... ที่ผมเพิ่งพบในร่างของศพเมื่อคืนนี้ และมันเกี่ยวโยงกับคนใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คุณคิด"
กลิ่นอับชื้นของน้ำยาฟอร์มาลินและไอเย็นยะเยือกจากห้องผ่าศพใต้ดินผสมปะปนกับกลิ่นกาแฟดำเจือจางในแก้วกระดาษ ร่างสูงของร้อยตำรวจเอกธีร์หยุดก้าวเท้าทันที ประตูห้องชันสูตรปิดสนิทด้วยแรงดันอากาศติดลบ แสงไฟนีออนสีขาวโพลนสาดส่องลงบนร่างไร้วิญญาณบนเตียงสเตนเลส
หมอศรัณย์ไม่ได้ใส่ถุงมือยางในตอนนี้ เขายืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน ใต้แสงไฟสลัวของห้องตรวจชิ้นเนื้อ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะมองตรงมาที่นายตำรวจหนุ่มผู้มีลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อยจากการเร่งรีบขับรถฝ่าสายฝนยามดึกมาที่นี่
ธีร์ป้องปากถอนหายใจยาว แววตาคมดุฉายความหงุดหงิดระคนระแวง เขาเกลียดบรรยากาศที่นี่เกลียดความนิ่งสงบเกินเหตุของแพทย์นิติเวชตรงหน้า "คนใกล้ตัวผมเหรอ หมอ? อย่ามาเล่นลิ้นเวลานี้นะครับ ผมเหนื่อยมาทั้งวันกับการตามรอยฆาตกรโรคจิตนั่น"
"ผมไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องความเป็นความตาย, ผู้หมวด" ศรัณย์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลดลงไปอีกหลายองศา เขายื่นซองพลาสติกใสบรรจุวัตถุชิ้นเล็กๆ บนโต๊ะให้ธีร์
ในนั้นคือชิ้นส่วนโลหะสีเงินขนาดจิ๋ว สลักลวดลายเกลียวคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์ มันถูกพบฝังอยู่ลึกในชั้นเนื้อเยื่อใต้ลิ้นของศพเหยรายรายล่าสุด—เหยื่อรายเดียวกับที่เชื่อมโยงไปถึงคดีเมื่อเจ็ดปีก่อน คดีที่พยานปากเอกรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์
ธีร์ก้มมองวัตถุนั้น นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นชั่วขณะหนึ่ง กล้ามเนื้อกรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เขารู้จักสัญลักษณ์นี้ดี... มันคือเข็มกลัดประจำตัวของสารวัตรอัคเดช พี่ชายร่วมสายเลือดและอดีตหัวหน้าชุดสืบสวนผู้ล่วงลับ หรืออาจจะ... ยังมีชีวิตอยู่?
"คุณได้มันมาจากไหน?" เสียงของธีร์ต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ความโกรธเกรี้ยวและสับสนฉายชัดในแววตาคู่นั้น
"ในช่องปากของศพ มันถูกซ่อนไว้ใต้เยื่อบุผิวอย่างแนบเนียน ชนิดที่ว่าถ้าผมไม่ใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงส่องตรวจเนื้อเยื่อระดับเซลล์ คงไม่มีวันพบ" ศรัณย์ก้าวเข้าไปใกล้ธีร์ทีละน้อย กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นสารเคมีเฉพาะตัวของแพทย์นิติเวชลอยแตะจมูก "ฆาตกรไม่ได้แค่ทิ้งหลักฐาน แต่มันกำลังส่งข้อความ... ถึงคุณ และถึงคนที่คุณไว้ใจที่สุด"
ธีร์ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างเขากับศรัณย์เหลือน้อยลงทุกที ความอึดอัดไม่ได้มาจากสถานที่ แต่มาจากพลังกดดันทางจิตวิทยาที่ศรัณย์จงใจสร้างขึ้น เขาทนไม่ได้ที่ต้องพึ่งพาผู้ชายเย็นชาคนนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกคำพูดของศรัณย์คือความจริงที่เฉือนเนื้อตัวเอง
"พี่อัคเดชตายไปแล้ว... ในกองเพลิงเมื่อเจ็ดปีก่อน ศพถูกเผาจนไหม้เกรียม คุณก็รู้ดี" ธีร์เค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน
"นั่นคือสิ่งที่คุณปักใจเชื่อจากรายงานการสืบสวนห่วยๆ เมื่ออดีต" ศรัณย์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนายตำรวจหนุ่ม "แต่ในทางนิติวิทยาศาสตร์... กระดูกชิ้นที่เหลืออยู่กับดีเอ็นเอในกองเพลิงนั้น ไม่เคยยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นของสารวัตรอัคเดชจริง ๆ หรือคุณกลัวความจริงข้อนี้กันแน่, ผู้หมวด?"
บทสนทนาหยุดชะงักลง ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องทำความเย็นในห้องดับจิตที่คอยย้ำเตือนถึงความจริงอันหนเหน็บ
ธีร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุ เขาหันหลังให้ศรัณย์ เดินไปยืนมองภาพถ่ายที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง—ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุคดีแรกเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ภาพเด็กสาวผู้รอดชีวิตคนเดียวที่นั่งตัวสั่นอยู่มุมห้องมืดๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เด็กสาวที่หลังจากวันนั้นก็หายตัวลึกลงไปในกลีบเมฆ จนกระทั่งวันนี้... ที่พวกเขาเพิ่งได้รับเบาะแสว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ และกำลังซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง
"เราต้องหาตัวเธอให้พบก่อนที่มันจะลงมืออีกครั้ง" ธีร์เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง "พยานคนสุดท้าย... คนเดียวที่จะยืนยันได้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น และใครคือ 'เงา' ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด"
"ผมเห็นด้วยในแง่ของเหตุผล" ศรัณย์เดินตามมาหยุดยืนเคียงข้าง สายตาทอดมองไปยังภาพถ่ายใบเดียวกัน "แต่ปัญหาคือ ฆาตกรก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน และมันกำลังแข่งกับเวลาพอกับเรา"
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังขึ้นกะทันหันจากโถงทางเดินด้านนอก ทำลายความเงียบสงบยามวิกาล ทั้งศรัณย์และธีร์หันขวับไปมองที่ประตูห้องชันสูตรพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
ในยามวิกาลเช่นนี้ ไม่ควรมีใครอื่นนอกจากพวกเขาสองคนอยู่ในโซนต้องห้ามนี้ ร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ควรจะประจำการอยู่ด้านหน้า ปรากฏเงาดำทาบทับผ่านกระจกฝ้าของประตูห้อง
ธีร์ชักมือขวาแตะที่ด้ามปืนพกข้างเอวอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบเปลี่ยนเป็นโหมดระวังภัยเต็มรูปแบบ ขณะที่ศรัณย์หยิบ scalpel (มีดผ่าตัดสเตนเลสขนาดเล็ก) ขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างแนบเนียน ความนิ่งสงบกลับมาแทนที่ความตื่นตระหนกในเสี้ยววินาที
ลูกบิดประตูค่อยๆ หมุนช้าๆ... เสียงโลหะกระทบกันดังเอี๊ยดอ๊าดบาดหูในความเงียบ
ประตูกระจกเปิดออกเผยให้เห็นร่างในชุดกาวน์เปื้อนเลือดแห้งกรัง ใบหน้าซีกหนึ่งถูกรอยแผลเป็นบิดเบี้ยวจนน่ากลัว และในมือของแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้น... กำลังถือแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำคร่าของคดีเมื่อเจ็ดปีก่อน ที่ระบุชื่อพยานคนสุดท้ายตัวแดงเถือกเอาไว้
"พวกคุณ... กำลังตามหาเด็กคนนี้อยู่ใช่ไหมครับ?" เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทาย พร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่มุมปาก ก่อนที่ไฟทั่วทั้งตึกนิติเวชจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ•ตอนที่ 17
พยานคนสุดท้าย
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!