กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มราคาถูกบนโต๊ะทำงานของกองปราบปราม บัดนี้เย็นชืดจนกลายเป็นรสชาติฝื่อนคอ เช่นเดียวกับบรรยากาศภายในห้องประชุมเล็กที่ถูกปิดทึบด้วยม่านมู่ลี่สีทึบ
"นายกำลังเล่นกับไฟ, ธีร์"
พลตำรวจตรีบูรพา ผู้บัญชาการภาค วางแฟ้มเอกสารคดีลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนกระดาษปึกหนาเลื่อนไปกระแทกกับขอบแก้วกาแฟ น้ำสีดำกระเซ็นเปื้อนขอบโต๊ะเป็นวงกว้าง แต่นายตำรวจใหญ่หาได้ใส่ใจไม่ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาแบบนักบริหารเพ่งมองผู้ใต้บังคับบัญชาคนโปรดที่ยืนนิ่งสงสงบอยู่เบื้องหน้า
ร้อยตำรวจเอกธีร์ไม่หลบสายตา แม้กล้ามเนื้อบริเวณกรามจะขบเข้าหากันจนนูนเด่นชัด เขารู้ดีว่าความอดทนของเบื้องบนต่อพฤติกรรม "นอกกรอบ" ของตนเองได้หมดอายุลงแล้ว ตั้งแต่ที่เขาเลือกจะดึงศพนิรนามออกจากห้องดับจิตของโรงพยาบาลโดยไม่มีลายเซ็นอนุมัติอย่างเป็นทางการ และพึ่งพานิติพยาธิแพทย์ผู้เย็นชาอย่างหมอศรัณย์ในการไขคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยากให้ปิดเงียบ
"ผมไม่ได้เล่นกับไฟครับท่าน... ผมกำลังพยายามหาความจริงในกองขี้เต่างต่างหาก" ธีร์สวนกลับ น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่เจือด้วยกระแสความกรุ่นโกรธที่พยายามกดทับเอาไว้
"ความจริง?" บูรพาแค่นหัวเราะในลำคอ สีหน้าฉายแววเย้ยหยัน "ความจริงในสำนวนคดีกับความจริงบนหน้าหนังสือพิมพ์ มันคนละเรื่องกัน ธีร์ นายเป็นตำรวจมือปราบ ไม่ใช่นักสืบอิสระ นายลืมไปแล้วหรือไงว่าใครเซ็นคำสั่งแต่งตั้งนายเข้ามารับผิดชอบคดีนี้ แล้วนายกำลังทำอะไรอยู่? วิ่งวุ่นตามก้นหมอศรัณย์ ผู้ชายที่แม้แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังส่ายหัวในความประหลาดและไร้มนุษยสัมพันธ์"
"หมอศรัณย์อาจจะไร้มนุษยสัมพันธ์ครับ... แต่เขาไม่เคยบิดเบือนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์" ธีร์ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานอีกหนึ่งก้าว ดวงตาคมกวาดมองผู้บังคับบัญชาด้วยความผิดหวังระคนท้าทาย "ถ้าท่านอ่านรายงานผลชันสูตรฉบับล่าสุดที่ผมเพิ่งส่งไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน ท่านจะรู้ว่ากระสุนนัดที่ปลิดชีพเหยื่อไม่ได้มาจากปืนของโจรปล้นร้านทองตามที่สำนวนสรุปไว้ตั้งแต่แรก แต่มาจากปืนสั้นขนาดจุดสามแปดที่ออกให้เจ้าหน้าที่นอกราชการ... หน่วยงานไหนล่ะครับท่านที่เราควรจะสงสัยเป็นอันดับแรก?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
พลตำรวจตรีบูรพาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาหลังเลนส์แว่นหรี่แคบลง ประกายความตกใจวาบขึ้นในเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม นายตำรวจใหญ่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ประสานมือไว้บนหน้าท้องท่าทางผ่อนคลายอย่างจงใจ
"นายฉลาดขึ้นนะ ธีร์... รู้จักเอาหลักฐานทางนิติเวชมาใช้เป็นเกราะกำบังตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ นายมันก็เป็นแค่ตำรวจน้ำดีที่มองโลกในแง่เดียว นายคิดว่าหลักฐานชิ้นนั้นมันจะช่วยปกป้องนายจากแรงกดดันเบื้องบนได้จริง ๆ หรือไง? นายกำลังเหยียบตาปลาคนมีอำนาจระดับที่สามารถสั่งย้ายนายไปอยู่ชายแดนใต้ได้ภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยที่ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย"
"ถ้าการอยู่ที่นั่นมันทำให้ผมไม่ต้องก้มหัวให้พวกขายวิญญาณ... ผมก็พร้อมจะไปครับ" ธีร์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นไร้ความลังเล
"ปากดี..." บูรพากล่าวเสียงต่ำ ดวงตาคมปลาบจ้องเขม็ง "แต่อย่าลืมว่า นายไม่ได้ตัวคนเดียว... หมอศรัณย์เพื่อนรักของนาย เขาก็ไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์อย่างที่นายคิดหรอกนะ"
คิ้วเข้มของธีร์ขมวดเข้าหากันทันที หัวใจกระตุกวูบด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่สู้ดีนัก "ท่านหมายความว่ายังไง?"
พลตำรวจตรีบูรพาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองที่ซ่อนอยู่ใต้กองแฟ้มขึ้นมาโยนลงบนโต๊ะ เอกสารด้านในไหลทะลักออกมาบางส่วนเผยให้เห็นภาพถ่ายขาวดำและสำนวนการสอบสวนคดีเก่าคร่ำคร่า
"คดีเมื่อห้าปีที่แล้ว... ที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง มีศพเด็กสาวคนหนึ่งหายไปจากห้องดับจิตอย่างไร้ร่องรอย และแพทย์นิติเวชที่ปฏิบัติหน้าที่เวรในคืนนั้น... ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหมอศรัณย์คนเก่งของนายเอง"
ธีร์ก้าวเข้าไปคว้าภาพถ่ายใบนึงขึ้นมาดู หัวใจเต้นกระหน่ำรัว ภาพนั้นคือใบหน้าของชายหนุ่มร่างผอมในชุดกาวน์เปื้อนเลือด ดวงตาของศรัณย์ในภาพเมื่อห้าปีที่แล้วว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ซึ่งต่างจากหมอศรัณย์ที่เขารู้จักในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
"มันเกิดอะไรขึ้น..." ธีร์พึมพำกับตัวเอง เสียงในลำคอแห้งผาก
"ไม่มีการบันทึกสาเหตุการตายที่แท้จริงในสำนวนนั้น ศพถูกทำลายด้วยกระบวนการทางเคมีก่อนเวลาอันควร และผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการเข้าถึงห้องแล็บในคืนนั้นคือหมอศรัณย์" บูรพากล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ราวกับกำลังพิพากษาชีวิตคนคนหนึ่ง "นายคิดว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นคนเย็นชา ไม่แยแสต่อกฎเกณฑ์สังคม และหมกมุ่นอยู่แต่กับการผ่าศพคนตาย? เพราะเขามีความลับสกปรกที่ต้องปิดบังยังไงล่ะ ธีร์ นายกำลังเอาอนาคตและศรัทธาของตัวเองไปฝากไว้กับฆาตกรสวมเสื้อกาวน์"
ธีร์นิ่งงัด สติปัญญาและสัญชาตญาณตีกันยุ่งเหยิง ภาพสัมผัสอันแผ่วเบาแต่ลึกล้ำในห้องผ่าตัดคืนก่อนหน้านี้ ยามที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของศรัณย์แตะลงบนข้อมือเขาเพื่อสอนวิธีตรวจรอยช้ำ ยามที่ดวงตาสีนิลคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของเขา มันไม่ใช่แววตาของคนที่มีความลับสกปรกซ่อนอยู่ แต่มันคือความโดดเดี่ยวของคนที่แบกรับนรกไว้ทั้งขุม
"ผมไม่เชื่อ..." ธีร์เงยหน้าขึ้นสบตาผู้บังคับบัญชา แววตาแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม "ต่อให้เขาเคยทำความผิดพลาดในอดีต แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้พวกท่านใช้เรื่องนี้มาขู่กรรโชกผมให้ยอมปิดคดี"
"ฉันไม่ได้ขู่, ธีร์... ฉันกำลังเตือนสติ" บูรพาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือตบลงบนไหล่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเบา ๆ สองครั้ง "นายมีเวลาถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้... เซ็นอนุมัติปิดคดีปล้นร้านทองตามสำนวนเดิมซะ แล้วฉันจะทำเป็นลืมเรื่องที่นายแอบไปพบหมอศรัณย์หลังเวลางาน... คิดให้ดี ๆ ว่ามิตรภาพจอมปลอมกับอนาคตของนาย อะไรมันมีค่ามากกว่ากัน"
ประตูห้องประชุมปิดลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินห่างออกไปทิ้งให้ธีร์ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวของห้องที่ไร้แสงแดด
กลิ่นฝุ่นและกลิ่นกระดาษเก่าคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก ธีร์กำภาพถ่ายใบนั้นในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่เบื้องล่างคือความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง ระหว่างคำสั่งที่ต้องสยบยอมต่ออำนาจมืด กับความจริงในใจที่ผูกพันอยู่กับนายแพทย์ผู้เย็นชาคนนั้น
มือหนาคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาเบอร์คุ้นเคยที่เขาติดต่ออยู่เป็นประจำในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ เสียงสัญญาณดังรอสายอยู่นานนับนาที ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย มีเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว
ธีร์ตัดสินใจพุ่งตัวออกจากห้องประชุม ขับรถมุ่งหน้าไปยังสถาบันนิติเวชวิทยาในยามวิกาลทันที สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาบางเบา ล้อรถบดไปบนถนนยางมะตอยที่เปียกชื้นสะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มจากเสาไฟริมทาง บรรยากาศรอบตัวช่างอ้างว้างและบีบคั้นหัวใจ
เมื่อมาถึงสถาบันนิติเวช อาคารสูงตระหง่านเงียบสงบราวกับป่าช้า ไฟในห้องโถงใหญ่ดับมืด มีเพียงแสงไฟสีสลัวจากห้องผ่าตัดชั้นใต้ดินที่ยังคงส่องสว่างลอดผ่านกระจกฝ้าออกมา ธีร์ก้าวเท้าย่างเข้าสู่ตัวอาคารด้วยความเร่งรีบ เสียงฝีเท้าของเขาก้องกังวานไปตามทางเดินแคบๆ ที่คุ้นเคย
ประตูห้องผ่าตัดไม่ได้ล็อก มันเปิดแง้มไว้เล็กน้อยพร้อมกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่โชยเตะจมูก
"หมอศรัณย์..." ธีร์ผลักประตูเข้าไปเบื้องใน
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึกลงทันที บนโต๊ะสเตนเลสสตีลว่างเปล่า ไร้ร่างไร้วิญญาณของเหยื่อคดีใดๆ มีเพียงร่างของหมอศรัณย์ที่กำลังยืนหันหลังให้อยู่หน้าอ่างล้างมือ เสื้อกาวน์สีขาวถูกถอดพาดไว้บนพนักเก้าอี้ เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิร์ตสีดำสนิทที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
ศรัณย์ค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ ใบหน้าคมคายซีดเซียว ดวงตาสีนิลคู่นั้นดูอิดโรยและลึกล้ำราวกับไม่ได้นอนมาหลายวัน
ในมือของศรัณย์... ไม่ได้ถือเครื่องมือแพทย์ หรือแฟ้มคดี
หากแต่เป็นปั้นจั่นโลหะชิ้นเล็กๆ ที่ชุ่มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง... ซึ่งธีร์จำได้ทันทีว่ามันคือหัวกระสุนปืนขนาดจุดสามแปด ที่เพิ่งถูกขุดพบจากศพปริศนาเมื่อสัปดาห์ก่อน และมันควรจะอยู่ในตู้นิรภัยของกองปราบปราม
"คุณมาก็ดีแล้ว, ผู้หมวด..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แววตาของศรัณย์พินิจพิเคราะห์มองเขาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก "มีบางอย่าง... ที่ผมเพิ่งพบในร่างของศพเมื่อคืนนี้ และมันเกี่ยวโยงกับคนใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คุณคิด"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับเรา และพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความระทึกใจยิ่งกว่าเดิมนะครับ
นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ•ตอนที่ 16
รอยร้าวในทีมสืบสวน
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับผู้หมวดสายดิ่ง: ดิ่งลึกสู่ความลับที่ไร้ลมหายใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!