สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์ท้าทายหัวใจ•ตอนที่ 17

แบบแปลนแห่งความทรงจำ

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
เสียงปรบมือเบาๆ และรอยยิ้มเยาะของธันวาที่ยังค้างอยู่บนใบหน้าดูน่ารำคาญเสียยิ่งกว่าเสียงกระเบื้องลั่นร้าวในตึกเก่า บรรยากาศในห้องประชุมเครียดขมุกขมัวราวกับอัดแน่นไปด้วยไอน้ำก่อนพายุฝนจะโหมกระหน่ำ กวินท์ยืนนิ่งอยู่หน้ากระดานไวท์บอร์ด มือหนายังคงถือปากกาเคมีสีดำค้างไว้ นิ้วเรียวกระชับแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน เขาลดปากกาลงช้าๆ ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างที่ธันวาคาดหวังแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย แววตาสีเข้มคมกริบกวาดมองเอกสารสิทธิ์ในมือของคู่แข่งตัวฉกาจด้วยความเยือกเย็นผิดมนุคมนา "โฉนดแปลงริมหาดทิศตะวันตก... เซ็นโอนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะครับ คุณธันวา" น้ำเสียงนิ่งสนิท ทุบทำลายความฮึกเหิมของอีกฝ่ายลงได้อย่างราบคาบ กวินท์ก้าวเท้าถอยหลังไปพิงขอบโต๊ะทำงาน แขนแกร่งกอดอกหลวมๆ ท่าทางสบายๆ ราวกับคนที่กำลังฟังพยากรณ์อากาศ ไม่ใช่คนที่กำลังจะเสียโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านไปในพริบตา "ก็เพิ่งเมื่อคืนนี้เองครับ" ธันวาหัวנסในลำคออย่างผู้มีชัย "ทางคณะกรรมการบริหารของบริษัทเก่าแก่แถวนั้น เขาเห็นว่าข้อเสนอของผมคุ้มค่ากว่า และที่สำคัญ... เขาไม่อยากเอาอนาคตมาฝากไว้กับสถาปนิกที่ชอบทำตัวนอกกรอบและดื้อรั้นอย่างคุณหรอกนะกวินท์" สายตาร้ายกาจของธันวาเหลือบไปมองรินรดาที่นั่งนิ่งอยู่มุมห้อง รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอกำแฟ้มในมือจนกระดาษยับยู่ยี่ ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอก เพราะที่ดินแปลงนั้น... คือพื้นที่ส่วนเชื่อมต่อกับดีไซน์เดิมที่เธอเคยออกแบบไว้เมื่อหลายปีก่อน สมัยที่เธอยังเป็นแค่เด็กฝึกงานหัวรั้นที่กล้าฝันเกินตัว และเพราะความล้มเหลวในอดีตครั้งนั้น มันจึงถูกเก็บพับฝุ่นเขรอะไว้ในลิ้นชัก "เลิกทำหน้าเหมือนคนอกหักเถอะครับคุณริน" ธันวาหันไปแสยะยิ้มใส่หญิงสาว "งานออกแบบชิ้นโบว์แดงที่เธออุตส่าห์ดองไว้ มันก็เป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่าในเมื่อไม่มีที่ดินให้สร้างจริงหรอกนะ" "ใครบอกว่าไร้ค่าล่ะครับ" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะ กวินท์ดีดตัวออกจากขอบโต๊ะ เดินตรงดึงแฟ้มเอกสารเก่าๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาจากกองกระดาษบนโต๊ะทำงานของเขาเอง หน้าปกแฟ้มมีรอยเปื้อนหมึกจางๆ และชื่อ 'รินรดา' เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ที่คุ้นตา รินรดานัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าแฟ้มนั้นคืออะไร—มันคือสมุดสเกตช์แบบแปลนรีสอร์ทริมผาที่เธอเคยส่งให้กวินท์พิจารณาเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเธอคิดว่าเขาคงโยนมันลงถังขยะไปแล้วเสียอีก "คุณกวินท์..." รินรดาครางชื่อเขาเบาหวิว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ กวินท์ไม่ได้หันมามองเธอ เขายังคงจ้องหน้าธันวาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อันตรายที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้เคยแสดงออกมา "คุณธันวาครับ... คุณคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างผม จะวางเดิมพันโปรเจกต์สำคัญที่สุดในชีวิตไว้กับที่ดินแปลงเดียว?" ธันวาชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มกระตุก "คุณหมายความว่ายังไง..." "หมายความว่า... ที่ดินริมหาดทิศตะวันตกที่คุณเพิ่งโอนมาน่ะ มันเป็นแค่ 'พื้นที่กันชน' ที่ผมจงใจปล่อยให้คุณวิ่งเข้าไปติดกับดักต่างหากล่ะครับ" กวินท์หยิบรีโมทขึ้นมากดเปิดจอโปรเจกต์เตอร์ขนาดใหญ่เบื้องหลัง แผนผังภูมิประเทศแบบสามมิติปรากฏขึ้นสว่างวาบ แสดงให้เห็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่กว่าเดิมถึงสามเท่า "ที่ดินแปลงหลักจริงๆ ที่เรากำลังจะก่อสร้าง... ผมกว้านซื้อกรรมสิทธิ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มคุยโปรเจกต์นี้แล้วครับ และโฉนดแปลงนั้น... อยู่ในชื่อบริษัทของผมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์" ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องประชุมในทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงกลืนน้ำลายฝืดๆ ของธันวา ใบหน้าของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด สลับกับเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยว "คุณหลอกผม..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน "ผมไม่ได้หลอกครับ ผมแค่ฉลาดกว่า... และที่สำคัญ ผมไม่เคยปล่อยให้คนอื่นมาล้ำเส้นงานของผม" กวินท์ก้าวเข้าไปประชิดตัวธันวาช้าๆ แรงกดดันรอบตัวผู้ชายคนนี้แผ่ซ่านจนธันวาต้องถอยหลัง1ก้าวโดยไม่รู้ตัว "ตอนนี้... เชิญคุณเอาโฉนดกระดาษแผ่นนั้นเดินกลับบริษัทของคุณไปเถอะครับ ไปสร้างรีสอร์ทกลางป่าช้าเอาเองก็แล้วกัน เพราะทางเข้าออกทั้งหมด มันอยู่ในเขตที่ดินของผม" ธันวาขบกรามแน่นจนสันนูน ก่อนจะสะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นเคืองแล้วเดินกระแทកเท้าออกจากห้องประชุมไปอย่างไม่เป็นท่า ประตูห้องปิดลงพร้อมกับแรงปะทะของอารมณ์ที่จางหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบงันระหว่างคนสองคนในห้อง กวินท์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาคลายเนกทายออกเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวที่ยังคงนั่งอึ้งอยู่กับที่ รินรดารีบหลบสายตา ทำทีเป็นสนใจลวดลายบนโต๊ะประชุมเพื่อซ่อนความร้อนผ่าวที่พวงแก้ม "นั่งทำหน้าเป็นปลาทองอยู่ได้" กวินท์เปิดฉากบ่นทันทีตามนิสัยปากร้ายที่แก้ไม่หาย "จะนั่งอึ้งอีกนานไหมครับ หรือต้องให้ผมจุดธูปเชิญให้ออกจากห้องนี้" รินรดาเงยหน้าขึ้นทันควัน ส่งค้อนวงใหญ่ให้คนปากเสีย "ฉันไม่ได้เป็นปลาทองสักหน่อยค่ะ! แล้วก็นะ... ทำไมคุณถึงไม่บอกฉันเรื่องที่ดินแปลงหลักตั้งแต่แรก ปล่อยให้ฉันนั่งเครียดอยู่ตั้งนานสองนาน เป็นโรคจิตหรือไงที่ชอบเห็นคนอื่นอกสั่นขวัญแขวนเนี่ย" "ใครกันแน่ที่จิตตก" กวินท์เดินเข้ามาใกล้ เก้าอี้ทำงานถูกดึงมานั่งทิ้งตัวลงตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ ดวงตาสมาร์ทคู่นั้นจ้องลึกลงมาในดวงตาของเธอ "ผมแค่จะดูว่า... ดีไซเนอร์ปากเก่งคนนี้ จะมีปัญญาช่วยตัวเองจากวิกฤตยังไง แต่ผลลัพธ์ที่ได้... ก็คือการนั่งกอดแฟ้มทำหน้าจะร้องไห้ น่าสมเพชเป็นบ้า" "นี่คุณ!" รินรดาลุกพรวดขึ้นยืนด้วยความโมโห มือเรียวชี้หน้าเขา "ปากแบบนี้ชาติหน้าจะได้เนื้อคู่เป็นตะบองเพชรแน่ๆ ค่ะคุณกวินท์! ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงคุณแทบตาย กลัวว่าโปรเจกต์ที่เราร่วมกันสร้างมันจะพังไม่เป็นท่า แต่คุณกลับมานั่งแซะฉันเนี่ยนะ!" กวินท์ไม่โกรธสักนิด เขากลับหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาที่มองเธอมันฟ้องชัดเจนว่าเอ็นดูจนแทบจะกลืนกิน ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดตัวจนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน แผ่นหลังชนเข้ากับมุมตู้เอกสารจนหนีไปไหนไม่ได้ "เป็นห่วงผมเหรอครับ..." เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ชิดริมหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณต้นคอจนรินรดาขนลุกซู่ "พูดใหม่อีกทีซิครับ เมื่อกี้ผมฟังไม่ถนัด" "ฉัน... ฉันไม่ได้พูดสักหน่อย!" รินรดาหน้าแดงก่ำ พยายามเอามือยอกอกแกร่งไว้ไม่ให้เขารุกล้ำเข้ามามากกว่านี้ แต่กวินท์กลับจับข้อมือเธอทั้งสองข้างตรึงไว้เบาๆ บนโต๊ะ สายตาคมกราบกวาดมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่า "ปากแข็ง..." กวินท์พึมพำ ก่อนจะหยิบแฟ้มเก่าๆ ที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดพลิกดูหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยลายเส้นสถาปัตยกรรม "แต่ฝีมือ... ใช้ได้เลยนี่ครับ" รินรดาชะงัก เธอก้มมองแฟ้มในมือเขา ภาพร่างโครงสร้างรีสอร์ทที่ผสานกลมกลืนไปกับธรรมชาติหน้าผาหิน ถูกกวินท์นำมาวางเทียบเคียงกับแบบแปลนหลักของเขาอย่างลงตัวราวกับเกิดมาเพื่อคู่กัน "นี่คือ..." "ผมเอางานเก่าที่คุณเคยออกแบบไว้เมื่อสามปีก่อน มาปรับสเกลใหม่ให้เข้ากับพื้นที่จริง" กวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น แววตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงเรื่องงาน "ดีไซน์ของคุณมันไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่ใครบอกหรอกนะรินรดา... มันมีความหมายมากพอที่จะเป็นหัวใจหลักของโปรเจกต์นี้ด้วยซ้ำ" หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นซ่านแล่นพล่านขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ คำชมจากปากของสถาปนิกจอมเผด็จการคนนี้ มีค่ามากกว่าคำชื่นชมจากใครทั้งหมดในโลก เพราะเธอรู้ดีว่ากวินท์ไม่เคยพูดคำโกหกเพื่อเอาใจใคร "คุณ... ไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหมคะ" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย กวินท์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนหน้าผากของเขาสัมผัสเข้ากับหน้าผากของเธอเบาๆ ความเย็นชาและท่าทีปากร้ายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นและสายตาที่คลั่งรักจนปิดไม่มิด "ผมไม่เคยเอาเรื่องงานมาล้อเล่น... และก็ไม่เคยล้อเล่นกับความรู้สึกของคนในอ้อมแขนตอนนี้ด้วย" รินรดาลืมหายใจไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนเมื่อริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาใกล้จนเกือบจะแตะโดนกัน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมผสานกับกลิ่นกาแฟคั่วบดอบอวลอยู่รอบตัว บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน กะว่าจังหวะนี้แหละที่ทุกอย่างกำลังจะลงตัว... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความหวานอย่างไม่รู้จักกาลเทศะ ตามด้วยเสียงเปิดประตูพรวดพราดยาวนาน "คุณกวินท์ครับ! แย่แล้วครับ! เอกสารเบิกงบประมาณก้อนสุดท้าย ถูก... ถูกอายัดจากทางธนาคารแล้วครับ!" เสียงตะโกนของเลขาหนุ่มที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดชะงักกึก เมื่อเห็นภาพเจ้านายหนุ่มกำลังยืนคร่อมโอบกอดดีไซเนอร์สาวคนเก่งอยู่ชิดขอบโต๊ะทำงานแบบแนบชิดชนิดแทบจะสิงร่างกัน กวินท์ขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดสุดขีด เขาดึงสติแล้วหันไปตวัดสายตาคมกริบใส่เลขาหนุ่มราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ จนอีกฝ่ายหน้าซีดตัวสั่นรีบถอยหลังกรูดออกไปแทบไม่ทัน รินรดารีบดันอกกว้างของกวินท์ออกแล้วเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำจนลามไปถึงใบหู กวินท์สูดลมหายใจเข้าลึกระงับอารมณ์ ก่อนจะหันมามองหน้าเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงระวังระคนหงุดหงิด "ดูท่าทาง... เกมนี้จะยังไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิดซะแล้วล่ะครับ" -------------------------------------------------- ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ราชันย์หอกทมิฬ" เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์ท้าทายหัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%