เสียงคำรามกึกก้องของท้องฟ้าด้านนอกประดุจเสียงประกาศิตจากเบื้องบน ก่อนที่ม่านฝนห่าใหญ่จะเทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานี สาดซัดเข้าใส่โครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมของโกดังเก็บสินค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับโลกใบนี้กำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
รินรดากลืนก้อนความรู้สึกประหลาดลงคออย่างยากลำบาก เธอยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ในระยะประชิดที่อันตรายเกินไป กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายฝนจางๆ ของกวินท์ยังคงลอยวนอยู่รอบตัว สร้างความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างน่าประหลาด หญิงสาวรีบถอยหลังกรูด สลัดความวูบไหวในแววตาออกไปแล้วเชิดหน้าขึ้นทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ชั่วขณะเมื่อครู่
"ฝนตกหนักขนาดนี้ ทางออกข้างหน้าคงน้ำท่วมสูงจนออกรถไม่ได้แล้วล่ะมั้งครับ... หรือว่าคุณสถาปนิกผู้เพอร์เฟกต์ จะมีคาถาเสกให้ฝนหยุดตกได้ด้วย" น้ำเสียงของเธอจิกกัดเล็กน้อยตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว พร้อมกับกอดอกแน่นเพื่อสร้างระยะห่าง
กวินท์ไม่ตอบทันที นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่สำรวจร่างบางที่พยายามทำตัวแข็งกร้าว เธอก็เหมือนแมวพยศตัวหนึ่ง ยิ่งจนมุมก็ยิ่งกางกรงเล็บขู่ฟ่อ แต่เขารู้ดีว่าใต้รอยยิ้มหยันและวาจาเชือดเฉือนนั้น หญิงสาวกำลังตื่นตระหนกกับบรรยากาศรอบตัวที่แคบลงทุกที
สถาปนิกหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบโกดังร้าง โครงสร้างเหล็กและคานไม้สักทองขนาดมหึมาที่ถูกทิ้งร้างมานานนับทศวรรษกลายเป็นฉากหลังอันมืดทึบ มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนดวงเดียวที่กะพริบติดๆ ดับๆ อยู่ตรงเสากลางห้อง บรรยากาศภายในเวิ้งว้าง เงียบงัน และวังเวง จนได้ยินเสียงหยดน้ำฝนที่รั่วซึมลงมากระทบพื้นคอนกรีตดัง *ติ๊ด... ติ๊ด...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ความเงียบแบบนี้แหละที่อันตราย... มันอึดอัดเสียยิ่งกว่าการยืนทะเลาะกันกลางไซต์งานเสียอีก
"ถ้าไม่อยากยืนขาแข็งจนเป็นตะคริว ก็เดินตามมาตรงนี้ครับ" กวินท์เอ่ยเสียงเรียบ น้ำเจือความเผด็จการตามนิสัยเดิม ก่อนจะหันหลังเดินนำไปยังมุมอับด้านในสุดของโกดัง ซึ่งมีกองลังไม้พาเลทวางซ้อนกันอยู่ และมีผ้าใบกันน้ำผืนใหญ่มุงบังส่วนที่เป็นหลังคารั่วไว้พอดี
รินรดากัดริมฝีปากล่างอย่างขัดใจ อยากจะอวดดีเดินสวนออกไปตากฝนข้างนอกให้รู้แล้วรู้รอด แต่สภาพพายุที่โหมกระหน่ำราวกำลังถล่มเมือง ทำให้เธอรู้ตัวว่าความดื้อรั้นในตอนนี้อาจหมายถึงการป่วยนอนซมจนไม่มีแรงไปส่งแบบแปลนโปรเจกต์ในวันพรุ่งนี้ สุดท้ายเธอจึงทำได้เพียงสะบัดหน้าพรืดแล้วก้าวเท้าเดินตามหลังร่างสูงโปร่งนั้นไปอย่างจำใจ
บริเวณมุมอับนั้นค่อนข้างมืดและแคบกว่าส่วนอื่น กวินท์ทรุดตัวลงนั่งพิงลังไม้ใหญ่โดยเว้นระยะห่างจากเธอพอสมควร รินรดาทรุดตัวลงนั่งตาม ห่างกันไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน แต่ระยะห่างทางกายภาพนี้กลับให้ความรู้สึกใกล้ชิดเกินความจำเป็นในพื้นที่ปิดตายแบบนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดด้านนอกราวกับโลกกำลังจะแตก รินรดายกมือขึ้นกอดอกเพื่อคลายความหนาวเย็นจากไอชื้นของฝนที่เริ่มแทรกซึมผ่านเสื้อเชิร์ตเนื้อบาง ไหล่บางสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ
กวินท์เหลือบมองอาการนั้นนิ่งๆ ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ อย่างระอาใจ ก่อนจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเข้มตัวนอกออกอย่างไร้ความลังเล แล้วโยนคลุมไหล่บางของหญิงสาวทันทีโดยไม่เอ่ยขออนุญาตสักคำ
"ใส่ซะ... เดี๋ยวก็ไข้ขึ้นแล้วมาโวยวายหาว่าผมใช้งานคุณหนักเกินไปอีก" น้ำเสียงของเขาติดจะห้วนและดุเล็กน้อยตามฟอร์มของคนปากร้ายใจดี
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสอุ่นจากเสื้อแจ็คเก็ตที่ยังมีอุณหภูมิร่างกายของเขาโอบล้อมรอบกาย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ แตะเข้าจมูกจนหัวใจเจ้ากรรมเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ เธอกำชายเสื้อแจ็คเก็ตนั้นแน่น หันขวับไปมองหน้าเขาในความมืดสลัว
"ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาทำดีด้วยสักหน่อย... แล้วก็เลิกทำเสียงดุใส่ฉันสักที ฉันไม่ใช่ลูกน้องคุณในบริษัทนะกวินท์" เธอสวนกลับทันควันเพื่อกลบเกลื่อนความไหววูบในอก
"ถ้าไม่ใช่ลูกน้องแล้วทำไมถึงดื้อขนาดนี้ล่ะครับ" กวินท์หันมาสบตา ประกายตาในความมืดนั้นคมปลาบและลึกล้ำจนรินรดาต้องเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง "ดื้อกับคนอื่นอาจจะรอด แต่ถ้าดื้อกับผม คุณไม่มีวันชนะหรอกรินรดา"
"คุณนี่มัน... มั่นใจในตัวเองสูงเกินไปแล้วนะ" เธอเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความหมั่นไส้ "คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลหรือไง ถึงต้องให้คนอื่นยอมจำนนตลอดเวลา"
"เปล่าเลยครับ..." กวินท์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนระยะห่างระหว่างกันลดลงอย่างน่าใจหาย นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ "ผมไม่ได้อยากให้ใครยอมจำนน... ผมแค่อยากให้คุณหยุดวิ่งหนีความจริงสักที"
"ความจริงอะไรของคุณ?" รินรดาเสียง
"ความจริงที่ว่า... คุณไม่ได้เกลียดผมอย่างที่ปากพูด"
คำพูดนั้นราวกับมีค้อนเหล็กมาทุบลงกลางใจ รินรดาชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกะทันหัน เธอยกมือขึ้นตั้งท่าจะต่อปากต่อคำตามนิสัยเดิม แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับแววตาจริงจังที่ไร้รอยยิ้มหยัน คำพูดทุกคำก็ติดอยู่ที่ลำคอ
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นแข่งกับเสียงสายฝนด้านนอก ความใกล้ชิดในพื้นที่จำกัด ความเงียบงันที่บีบคั้น และความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานานนับสัปดาห์กำลังก่อตัวขึ้นเป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่ยากจะต้านทาน
กวินท์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้มเนียน รินรดากลั้นหายใจ สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกดด้วยมนต์คาถา เธอมองริมฝีปากหยักลึกที่ขยับเข้าใกล้เข้ามาทุกที ขณะที่หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพล
ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร และโลกทั้งใบเหมือนจะหยุดหมุนลงตรงนั้น...
*โครม! เสียงโลหะหนักอึ้งกระแทกกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทางประตูด้านหน้าโกดัง!*
ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวผละออกจากกันแทบจะไม่ทัน กวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยสัญชาตญาณ นัยน์ตาคมเปลี่ยนเป็นดุร้ายและเย็นเยียบขึ้นมาในทันที มือหนาคว้าท่อนเหล็กใกล้ตัวมาถือไว้มั่น ขณะที่รินรดาผุดลุกขึ้นตามด้วยความตกใจ หัวใจเต้นแรงด้วยความหวาดระแวง
แสงไฟฉายสว่างวาบสาดส่องเข้ามาทางประตูโกดังที่ถูกงัดจนเปิดอ้าออก เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกแก๊ป
"โอ๊ะ... ขอโทษทีครับ รบกวนเวลาสวีตกันอยู่หรือเปล่า ดูท่าทางผมจะมาผิดจังหวะไปสินะ... คุณสถาปนิก"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยเอ่ยทักทายขึ้นท่ามกลางสายฝน พร้อมกับการปรากฏตัวของ **ธันวา** คู่แข่งคนสำคัญที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยਨเยือกและแววตาที่เต็มไปด้วยเกมการแข่งขัน!
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์ท้าทายหัวใจ•ตอนที่ 4
พื้นที่ว่างระหว่างเรา
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์ท้าทายหัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!