แก้ววิสกี้ทรงเตี้ยถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดังจนน้ำสีอำพันกระฉولออกมาเปื้อนขอบโต๊ะ แต่เจ้าของแก้วกลับไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด กวินท์ในยามนี้ไม่ได้มีมาดของสถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลและเนี๊ยบกริบในทุกกระเบียดนิ้วเหมือนเวลาอยู่หน้าไซต์งาน เสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกปลดกระดุมออกสองเม็ด เนกไทถูกดึงให้หลุดลุ่ยคล้องคอไว้อย่างลวกๆ ดวงตาคมกริบที่เคยใช้มองแบบแปลนและจับผิดลูกน้องอย่างเฉียบคม ตอนนี้กลับฉาบไปด้วยความกรุ่นเมาและประกายแสงบางอย่างที่อ่านยาก
"คุณริน... ผมถามจริงๆ เถอะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ท่ามกลางเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในมุมอับสายตาของบาร์ลับย่านสุขุมวิท "ทำไมคุณต้องทำตัวเป็นหนามยอกอกผมตลอดเวลาด้วย"
รินรดากลอกตาเล็กน้อย เธอวางแก้วค็อกเทลในมือลงช้าๆ พลางเลิกคิ้วมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว แม้จะแปลกใจไม่น้อยที่จู่ๆ คนปากร้ายอย่างกวินท์ก็ลากเธอมาดวดเหล้าหลังเคลียร์โปรเจกต์โรงแรมกับพวกธันวาเสร็จ "นี่คุณกวินท์ เมาแล้วเพ้อเจ้ออะไรครับเนี่ย ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน คุณสั่งแก้แบบผมรอบที่สาม ทั้งที่มันไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลยสักจุด แบบนั้นเขาไม่เรียกว่าหนามยอกอกครับ เขาเรียกว่าหาเรื่องแกล้งกันชัดๆ"
กวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมวาววับขึ้นยามมองใบหน้าเรียวสวยที่เชิดขึ้นอย่างถือดี รินรดาในชุดสูทเข้ารูปสีเทาอ่อนกับท่าทางท้าทายแบบนี้มันน่าหมั่นไส้... และในขณะเดียวกัน มันก็ดึงดูดสายตาเขาจนละไปไหนไม่ได้ตั้งแต่แรกเจอ
"หาเรื่องแกล้งเหรอ..." กวินท์ทวนคำ เสียงหัวเราะแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากหยักลึก เขาเอนหลังพิงพนักโซฟา ดวงตาหรี่ลงมองเธอราวกับกำลังชั่งใจบางอย่าง "ถ้าผมจะแกล้ง... ผมทำได้มากกว่าสั่งแก้แบบร้อยเท่าคุณก็รู้"
"แต่คุณไม่ทำ เพราะอะไรล่ะครับ?" รินรดาโพล่งสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "เพราะคุณกลัวว่าถ้าโปรเจกต์นี้พัง ธันวาจะฉวยโอกาสฮุบที่ดินไปใช่ไหมล่ะ หรือเพราะคุณกลัวว่า... ตัวเองจะไม่มีข้ออ้างมานั่งจู้จี้กับผมทุกวันกันแน่"
ประโยคหลังเธอตั้งใจพูดหยอกล้อเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมา เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กวินท์ในโหมดดิบๆ เถื่อนๆ และไร้กำแพงน้ำแข็งแบบนี้ มีพลังทำลายล้างหัวใจคนฟังสูงเสียจนน่ากลัว
ทว่า กวินท์กลับนิ่งงัด เขาไม่เถียง ไม่ตอกกลับด้วยคำพูดจิกกัดคมคายเหมือนทุกที ชายหนุ่มเพียงแค่จ้องมองเธอนิ่งนาน ราวกับโลกทั้งใบในตอนนี้มีเพียงแค่ผู้หญิงปากเก่งตรงหน้าคนนี้คนเดียว
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบให้แคบลง เสียงเพลงแจ๊สและเสียงผู้คนรอบข้างจางหายไปจนแทบไม่ได้ยิน กวินท์โน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ ชิดเสียจนรินรดาต้องเผลอกั้นหายใจ กลิ่นแอลกอฮอล์เจือจางผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส
"คุณริน..." เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่โทนเสียงของการออกคำสั่งในที่ประชุม แต่เป็นเสียงที่สั่นไหวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามกดทับมาตลอดหลายเดือน
"อะ...อะไรอีกครับ" รินรดาแกล้งทำเป็นเฉไฉเบือนหน้าหนีเล็กน้อย แม้หัวใจในอกจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก ความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีเหมือนจะหายวับไปกับตาเมื่อเจอสายตาร้อนผ่าวของคนตรงหน้า
"ผมไม่ได้กลัวธันวามันฮุบที่ดินหรอกนะ..." กวินท์กระซิบแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวใหญ่เคาะลงบนขอบโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรงๆ "แต่ผมกลัว... กลัวว่าวันหนึ่งที่คุณทำโปรเจกต์นี้เสร็จ แล้วคุณก็จะเดินจากไป โดยไม่หันกลับมามองสถาปนิกปากจัดคนนี้อีกเลยต่างหาก"
รินรดาชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกอน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง เธอมองใบหน้าคมคายที่มักจะตีหน้ายักษ์ใส่เธอเสมอในยามทำงาน แต่บัดนี้กลับฉายแววความเปราะบางและจริงจังจนน่าตกใจ คำพูดที่เตรียมจะสวนกลับหายไปจากลำคอราวกับถูกสะกดไว้
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาฟอร์มความใจแข็งเอาไว้ ทั้งที่แก้ว Nะเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ "เราเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เป็นคู่ปรับในโปรเจกต์นี้..."
"ใครบอกว่าผมมองคุณเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน" กวินท์ตัดบทเสียงเข้ม น้ำเสียงนั้นจริงจังจนน่ากลัว เขาขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว รินรดารู้สึกได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขาที่แผ่ซ่านเข้ามา "ตั้งแต่แรก... ไม่เคยมีสักวินาทีเดียวที่ผมมองคุณแบบนั้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาทั้งคู่ ท่ามกลางแสงไฟสลัวสีส้มในมุมร้าน รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ความรู้สึกแปลกประหลาดตีรวนอยู่ในอก ทั้งตกใจ หวั่นไหว และพoใจอย่างประหลาด ปากที่เคยไวและจัดจ้านของเธอกลับหนักอึ้งราวกับถูกหินถ่วงไว้
กวินท์ยื่นมือหนาออกมาอย่างช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะเบาๆ ที่เส้นผมลู่ลงข้างแก้มของเธอ เขาทัดมันไว้หลังใบหูอย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นเบาหวิวแต่กลับสร้างคลื่นความสั่น ะเทือนในใจคนถูกกระทำได้อย่างรุนแรง รินรดาเผลอหลับตาลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวที่เธอไม่เคยเปิดให้ใคร
"ถ้าผมบอกว่า... ที่สั่งแก้แบบที่คุณทำน่ะ ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี" กวินท์กระซิบชิดริมฝีปากเธอ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน "แต่เพราะผมอยากเห็นหน้าคุณเดินเข้ามาบ่นผมที่ห้องทำงานทุกวันต่างหาก... คุณจะเชื่อผมไหม"
ดวงตากลมโตลืมขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด หัวใจเต้นระรัวจนแทบไม่เป็นจังหวะ รินรดากำมือแน่นบนตักตัวเอง เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างเพื่อทำลายบรรยากาศชวนใจสั่นนี้
ทว่า...
"อุ๊ย! ขอโทษทีครับ ไม่คิดว่าโต๊ะนี้จะมีเจ้าของ... หรือว่าผมมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย?"
เสียงทุ้มกวนประสาทที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นเหนือหัว พร้อมกับร่างสูงโปรดของธันวาที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ โดยมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่บนใบหน้า กวินท์ชักสีหน้าตึงขึ้นทันที นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ ส่วนรินรดาก็สะ giตสุดแรง รีบผละตัวออกจากกวินท์ทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำจนลามไปถึงใบหู
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความสัมพันธ์ซึนๆ ของทั้งคู่ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์ท้าทายหัวใจ•ตอนที่ 12
คนปากแข็งในร้านเหล้า
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์ท้าทายหัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!