ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 40

จุดสูงสุดของชีวิต

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
“เซ็นชื่อลงไปเสีย จ้าวเผิง… นี่คือคำสั่งสุดท้ายในฐานะคนคุมเกม” ผมวางปากกาหมึกซึมราคาแพงระยับลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เสียงกระทบกันของโลหะกับไม้ดังกังวานในห้องทำงานที่เงียบสงัด จนคนตรงหน้าผมถึงกับสะดุ้งตัวโยน จ้าวเผิงในวันนี้ต่างจากไอ้หัวหน้าโรงงานจอมอิทธิพลที่ผมเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง สภาพของมันดูทรุดโทรม รอยคล้ำใต้ตาและมือที่สั่นเทาขณะจับปากกาบ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ที่กัดกินตัวตนของมันจนหมดสิ้น “แก… แกมันไม่ใช่แค่พ่อค้าวานิชธรรมดา เฉินเว่ย” จ้าวเผิงเค้นเสียงผ่านไรฟัน ดวงตาที่เคยมีแต่ความเย่อหยิ่งบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า “แกวางแผนล่อหลอกให้ฉันทุ่มเงินไปกับโกดังสินค้าที่เน่าเสียในตลาดมืด แกทำแบบนี้เพื่อต้องการทำลายชีวิตฉันให้สิ้นซากเลยใช่ไหม?” ผมโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ประสานนิ้วมือเข้าหากัน มองมันด้วยสายตาของอดีตแม่ทัพที่เคยเห็นคนล้มตายในสมรภูมิมานับพัน นี่เป็นเพียงสงครามธุรกิจที่สะอาดหมดจดกว่าในสนามรบที่ผมเคยเผชิญเป็นไหนๆ “ผมไม่ได้ทำลายชีวิตคุณ จ้าวเผิง” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่หนักแน่น “คุณทำลายตัวเองด้วยความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุดต่างหาก ในโลกที่กำลังหมุนไปสู่ยุคใหม่ ใครที่ยังยึดติดอยู่กับวิธีการสกปรกแบบเก่า ก็มีแต่จะถูกกระแสแห่งกาลเวลาเหยียบจมดิน ผมแค่เป็นคนเปิดทางให้ประวัติศาสตร์มันดำเนินไปตามครรลองของมันเท่านั้นเอง” เขาสั่นสะท้านก่อนจะจรดปลายปากกาลงบนเอกสารโอนหุ้นบริษัทผลิตชิ้นส่วนจักรกลทั้งหมดให้แก่ผม ในวินาทีที่หมึกสีน้ำเงินซึมลงบนกระดาษ ผมรู้ดีว่าสถานะของผมในมณฑลนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างถาวร จากชายหนุ่มที่เคยถูกดูแคลนว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้า บัดนี้ ผมคือนักธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในพื้นที่ เมื่อจ้าวเผิงเดินคอตกออกจากห้องไป ผมปลดกระดุมคอเสื้อแล้วพ่นลมหายใจยาว ความเงียบกลับคืนมาสู่ห้องทำงานอีกครั้ง หลินซูที่เฝ้ามองผ่านกระจกบานใหญ่เดินเข้ามาหาผม เธอไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่วางมือลงบนไหล่ของผม แผ่ไออุ่นที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ เธอรู้ดีว่ากว่าจะถึงจุดนี้ ผมต้องแบกรับอะไรไว้บ้าง ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขในสมุดบัญชี แต่มันคือความแค้นในอดีตที่ผมแบกติดตัวมาจากการเกิดใหม่ “เว่ย… เราทำสำเร็จแล้วใช่ไหมคะ?” เธอถามเบาๆ แม้ในสายตาเธอจะมีความสุข แต่ลึกๆ แล้วเธอยังมีความกังวลฉายชัดอยู่เสมอ ผมคว้ามือเธอมากุมไว้ พลิกฝ่ามือที่กร้านแดดจากการทำไร่ในช่วงปีแรกๆ ขึ้นมาจูบเบาๆ “ยังไม่ใช่จุดจบหรอกซู แต่มันคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เราไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีกต่อไป ต่อจากนี้ไป ความทุกข์ยากในยุค 70 จะกลายเป็นเพียงนิทานที่เราเล่าให้ลูกหลานฟังตอนแก่ตัวลงเท่านั้น” ผมก้าวไปยืนริมหน้าต่าง มองเห็นตัวเมืองที่เริ่มเปลี่ยนไป ตึกรามบ้านช่องที่กำลังผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด ถนนหนทางที่เริ่มคึกคักด้วยรถบรรทุกขนส่งสินค้า จักรวรรดิทางธุรกิจที่ผมสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและสติปัญญาที่พกมาจากอดีตชาตินั้น มั่นคงยิ่งกว่าป้อมปราการใดๆ ที่ผมเคยสร้างในยุทธภพ แต่ในขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับชัยชนะ เสียงโทรศัพท์สายตรงบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น เสียงที่น่ารำคาญใจนั่นทำลายความเงียบลงอย่างสิ้นเชิง ผมขมวดคิ้วแล้วเดินไปรับสาย ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจก่อนที่น้ำเสียงคุ้นเคยที่ทำให้ผมต้องชะงักลมหายใจจะเอ่ยขึ้น “เฉินเว่ย... ยินดีด้วยกับตำแหน่งมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของมณฑลนะ แต่ดูเหมือนว่าคนใน ‘ตระกูลเดิม’ ของแก จะเพิ่งรู้ข่าวนี้เหมือนกันนะ” หัวใจผมกระตุกวูบเมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น มันเป็นเสียงที่ผมเคยสาบานว่าจะไม่มีวันได้ยินอีกครั้งหลังจากทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ ผมวางโทรศัพท์ลงช้าๆ มือขวาเย็นเฉียบจนรู้สึกได้ หลินซูมองผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แต่ผมทำได้เพียงมองไปที่ประตูห้องทำงานที่กำลังถูกใครบางคนเคาะเบาๆ... อย่างไร้มารยาท ประตูค่อยๆ แง้มออก ร่างของชายในชุดสูทสีเทาเนี้ยบกริบที่ดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารธุรกิจในเมืองหลวงก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร ทว่าแววตากลับเย็นเยียบเหมือนคมมีด เขาวางนามบัตรสีดำสนิทลงบนโต๊ะทำงานของผม แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสั่นคลอน “ท่านแม่ทัพ... ถึงเวลาที่ท่านต้องกลับไปสะสางบัญชีแค้นที่เหลือค้างไว้ในเมืองหลวงเสียที” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนเฉินเว่ยมาจนถึงบทนี้ พลังใจของทุกท่านคือแรงผลักดันให้ผมกล้าที่จะพลิกชะตาชีวิตต่อไปครับ!
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%