“นามบัตรใบนี้... ตระกูลจางไม่ได้ต้องการแค่เงินทองหรอกครับ แต่พวกเขากำลังมองหา ‘ช่องทาง’ ในการฟอกตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเปิดใหม่”
ผมวางนามบัตรสีครีมขอบทองลงบนโต๊ะไม้โอ๊ค เสียง ‘แปะ’ ของมันเบาราวกับขนนก แต่ในความรู้สึกของผม มันหนักอึ้งพอๆ กับแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ในยุคสมัยที่ผมจากมา หลินซูนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอไม่ได้เอื้อมมือไปหยิบ แต่นัยน์ตาคู่สวยที่เคยอ่อนโยนกลับทอประกายคมปลาบเหมือนใบมีดที่ผ่านการเจียระไน
“ถ้าพี่รับงานนี้ เท่ากับเราก้าวเท้าข้างหนึ่งลงไปในกระดานของปีศาจนะครับเฉินเว่ย” หลินซูเอ่ยเบาๆ มือของเธอที่กำแก้วชาอยู่สั่นเพียงเล็กน้อย “จ้าวเผิงพยายามกำจัดเราด้วยอำนาจระดับหมู่บ้าน แต่ตระกูลจาง... พวกเขาเล่นเกมในระดับภูมิภาค หากเราพลาดแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การล้มละลาย แต่มันคือการหายสาบสูญ”
ผมลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังลานกว้างที่เต็มไปด้วยลังสินค้าที่เตรียมส่งออกในเช้าวันพรุ่งนี้ นี่คือยุค 80 ที่ลมหายใจของเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่าน ใครที่กล้าเสี่ยง คนนั้นคือผู้ชนะ และใครที่กลัวจนหัวหด คนนั้นจะเป็นได้แค่ปุ๋ยใต้เท้าคนอื่น
“ซู... ในยุคสงคราม การจะรอดชีวิตเราต้องเลือกข้าง แต่ในยุคนี้ การจะเป็นผู้คุมเกม เราต้องเป็น ‘คนกลาง’ ที่ทั้งสองฝ่ายขาดไม่ได้” ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับภรรยา “การขยายอาณาจักรไปสู่การส่งออกภูมิภาคไม่ใช่ทางเลือก แต่มันคือทางรอดเดียวที่จะทำให้จ้าวเผิงแตะต้องเราไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อใดที่เรามีสายสัมพันธ์กับตระกูลจาง อำนาจของจ้าวเผิงในเขตนี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกที่ไม่มีใครกล้าหัวเราะตาม”
ผมเดินเข้าไปใกล้เธอ โน้มตัวลงกระซิบข้างหู “เชื่อใจผมนะครับ ผมจะไม่ยอมให้ครอบครัวเราต้องจบลงในกรงขังของใครทั้งสิ้น”
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ท่าเรืออุตสาหกรรม บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวของน้ำมันเครื่องและเสียงตะโกนสั่งงานของผู้คุมท่าเรือ ผมยืนกอดอกมองขบวนรถบรรทุกที่กำลังลำเลียงสินค้าล็อตใหญ่ที่สุดที่โรงงานเราเคยผลิตได้ สินค้างานฝีมือที่ผสมผสานความประณีตดั้งเดิมเข้ากับความต้องการของตลาดต่างแดน ทุกชิ้นมีค่ามากกว่าทองคำในสายตาของนักลงทุน
จู่ๆ เสียงเครื่องยนต์หรูหราที่ดังผิดปกติก็แทรกผ่านความวุ่นวาย รถเก๋งสีดำสนิทเคลื่อนเข้ามาจอดห่างจากผมไม่กี่เมตร ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสากลสีเทาเข้มก้าวลงมาจากรถ เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มีลูกน้องอีกสี่คนที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบตัว บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที แม้แต่คนงานที่หยาบกระด้างที่สุดยังต้องหยุดก้มหน้าก้มตา
“คุณเฉินเว่ยใช่ไหมครับ?” ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เขาคือมือขวาของตระกูลจาง ชายที่ได้ชื่อว่า ‘ยมทูตในคราบนักธุรกิจ’
“ผมเองครับ” ผมตอบสั้นๆ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นโดยไม่ตั้งใจ “หวังว่าสินค้าชุดแรกของเราจะถูกใจตระกูลจางนะครับ”
ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบทันที เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อหนัง “ตระกูลจางสนใจในฝีมือคุณครับ แต่ก่อนจะไปถึงระดับภูมิภาค มีเรื่องหนึ่งที่คุณต้องพิสูจน์ให้เราเห็น... จ้าวเผิงเพิ่งได้รับคำสั่งลับให้กักกันสินค้าของคุณในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า หากคุณยังพาของล็อตนี้ออกไปไม่ได้ เราคงต้องพิจารณาคู่ค้าใหม่”
หัวใจผมเต้นแรง แต่นิ่งสงบ ผมรู้ดีว่านี่คือการทดสอบสุดท้าย มันคือกับดักที่จ้าวเผิงวางไว้ร่วมกับบางคนในตระกูลจางที่ต้องการจะเขี่ยผมทิ้ง เพื่อฮุบเส้นทางการค้าทั้งหมดไว้เอง
“ไม่ต้องห่วงครับ” ผมหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งติดตั้งในออฟฟิศขึ้นมา กดเบอร์ตรงไปยังหน่วยตรวจสอบการทุจริตระดับจังหวัดที่ผมแอบติดต่อไว้ล่วงหน้า “ก่อนจะกักสินค้าผม จ้าวเผิงควรเตรียมเอกสารชี้แจงยอดบัญชีที่หายไปในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาให้ดีเสียก่อน”
ชายในชุดสูทเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ ผมไม่ได้รุกด้วยกำลัง แต่รุกด้วยข้อมูลที่ฝังลึกถึงรากเหง้า
ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวขึ้นรถเพื่อคุมขบวนสินค้าด้วยตัวเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังมาจากทางเข้าท่าเรือ กลุ่มชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบหน่วยผลิตที่ดูไม่ชอบมาพากลเดินนำหน้าโดยจ้าวเผิงที่มีรอยยิ้มบิดเบี้ยวอยู่บนใบหน้า เขาไม่ได้มาเพื่อจับกุม แต่เขามาเพื่อ ‘ทำลาย’
“เฉินเว่ย! แกจบสิ้นแล้ว” จ้าวเผิงตะโกนก้อง มือของเขาชี้มาที่ลังสินค้าที่เปิดอยู่ “ของพวกนี้หนีภาษีและใช้วัสดุต้องห้ามจากรัฐบาล วันนี้ใครก็ช่วยแกไม่ได้!”
ผมยังคงนิ่งสงบ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของคนงาน ผมหันไปสบตาชายในชุดสูทของตระกูลจางที่กำลังขยับแว่นสายตาด้วยท่าทีที่ไม่น่าไว้ใจ ในวินาทีนันเอง โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อผมก็สั่นอย่างรุนแรง ปลายสายคือเสียงของหลินซูที่สั่นเครือจนผมใจหายวาบ
“เฉินเว่ย... ฟังนะคะ... มีคนบุกเข้ามาในบ้าน... พวกเขาบอกว่า... พวกเขามาจาก ‘หน่วยงานกลาง’ ที่พี่เพิ่งโทรหาเมื่อครู่นี้... แต่พวกเขามีคำสั่งจับกุมพี่ในข้อหา ‘กบฏต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ’!”
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน ข้อมูลที่ผมถืออยู่ในมือเพื่อใช้เล่นงานจ้าวเผิง กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาเสียบทะลุอกผมทันทีที่ถูกหักหลังโดยคนที่ผมไว้ใจที่สุดในหน่วยงานนั้น... ใครบางคนวางแผนนี้มานานกว่าที่ผมคิด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามเส้นทางอันดุเดือดของเฉินเว่ยนะครับ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันครับ
ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 31
การขยายอาณาจักร
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!