"ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก..."
เสียงเคาะประตูไม้สนเก่าครึ่มของสำนักงานกองผลิตดังขึ้นสามครั้ง แต่มันกลับฟังดูคล้ายเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจของคนที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงาน ตัวผม เฉินเว่ย วางปากกาหมึกซึมลงบนกระดาษร่างรายงานช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมัน ในห้วงคำนึงของวิญญาณที่เคยผ่านสนามรบอันนองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน ความเงียบก่อนพายุใหญ่โหมกระหน่ำมักน่ากลัวกว่าเสียงคำรามของฟ้าผ่าเสมอ
จ้าวเผิงยืนหน้าซีดเผือดริมหน้าต่าง มือที่ถือมวนบุหรี่สั่นเทาจนแทบทำหลุดจากเรียวปาก สีหน้าของมันในยามนี้ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหองเช่นเมื่อครู่ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง หลักฐานการทุจริตล็อตใหญ่ที่ผมเพิ่งประกาศกร้าวออกไปเมื่อห้านาทีก่อน เปรียบเสมือนคมดาบซ่อนเร้นที่จ่ออยู่ตรงหลอดลมของมันโดยไม่ต้องลงมือฟัน
"แก... แกส่งมันไปจริงๆ งั้นหรือเฉินเว่ย?" เสียงของจ้าวเผิงแหบพร่าและสั่นเครือ มันหันขวับมามองผมด้วยดวงตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "แกทำลายทุกอย่าง... ทำลายความพยายามของฉันในกองผลิตนี้มาหลายปีเพื่ออะไรวะ!"
ผมเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ชายหนุ่มผู้ผ่านการเคี่ยวกรำจากสมรภูมิยุคโบราณย่อมรู้ซึ้งดีว่า มนุษย์ที่จนตรอกมักทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ผมจึงแค่นجยิ้มเย็นชาที่มุมปาก สายตาคมกริบกวาดมองเสื้อผ้าอาภรณ์ยุค 70 ที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายหยาบสีเขียวขี้ม้าของจ้าวเผิง ซึ่งบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ
"เพื่ออะไรน่ะหรือครับ, หัวหน้าจ้าว?" ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินช้าๆ ไปยังขอบหน้าต่าง อาการก้าวเดินของผมมั่นคงและสง่างามดั่งแม่ทัพตรวจพลสวนสนาม เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะหนักแน่น "คุณใช้ตำแหน่งหน้าที่ยักยอกสินค้าอุตสาหกรรมในยุคเปลี่ยนผ่านที่ประชาชนกำลังยากลำบาก เพื่อเอาไปเก็งกำไรในตลาดมืดเบื้องหลัง คำว่า 'หน้าที่' ของคุณ คงมีไว้เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนกระมังครับ"
ก่อนที่จ้าวเผิงจะทันได้เปล่งเสียงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง ประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบวินัยในชุดเครื่องแบบเนียบกริบก้าวเข้ามา พร้อมด้วยหลินซู ภรรยาของผมที่เดินตามหลังมาติดๆ
ดวงตาคู่งามของหลินซูมีความกังวลฉายชัด แต่กิริยาท่าทางของนางกลับนิ่งสงบและเปี่ยมด้วยปัญญา นางสวมเสื้อเชิ้ตคอจีนสีขาวสะอาดตาคลุมทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมถักมืออย่างประณีต ความงามและความนิ่งสงบของนางตัดกับความโกลาหลในห้องทำงานนี้อย่างสิ้นเชิง นางส่งยิ้มบางเบาให้ผม เป็นรอยยิ้มที่เปรียบเสมือนหินผาอันมั่นคงท่ามกลางคลื่นลมอันบ้าคลั่ง
"พี่เว่ย... เจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่มาถึงแล้วค่ะ— เอ่อ... มาถึงแล้วครับ" หลินซูแก้คำพูดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางการตามระเบียบปฏิบัติ แต่มือเรียวบางของนางเอื้อมมาแตะแขนเสื้อผมเบาๆ ส่งกระแสความอบอุ่นผ่านเนื้อผ้าเข้ามา ราวกับจะบอกว่านางพร้อมยืนเคียงข้างผมในทุกย่างก้าวของการเดินหมากกระดานนี้
"ดีมากครับซูซู" ผมพยักหน้ารับด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะหันไปประสานสายตากับหัวหน้าคณะตรวจสอบวินัยที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้า
"เฉินเว่ย... และคุณจ้าวเผิง พวกคุณถูกสั่งพักงานชั่วคราวเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง!" เสียงประกาศิตดังลั่นห้อง
ทว่า... ในวินาทีที่ผมคิดว่าเกมนี้กำลังจะปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายเรา เสียงโทรศัพท์ตั้งโต๊ะโบราณสีดำสนิทบนโต๊ะทำงานของจ้าวเผิงก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นมาอย่างกะทันหัน มันเป็นเสียงที่แหวกอากาศเข้ามาทำลายความตึงเครียดในห้องให้แตกกระเจิง
จ้าวเผิงสะดุ้งสุดตัว ก่อนที่มุมปากของมันจะปรากฏรอยยิ้มบิดเบี้ยว น่าเกลียด และเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย มันหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
"ฮ่าๆๆๆ... เฉินเว่ย แกคิดว่าแกคุมเกมไว้ทั้งหมดแล้วจริงๆ งั้นหรือวะ?" จ้าวเผิงแผดเสียงหัว로ดลั่นอย่างคนเสียสติ มันก้าวเข้าไปคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูด้วยมืออันสั่นเทา ฟังเสียงปลายสายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองผมด้วยสายตาของคนที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกต่อไป
ผมขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยในหัวร้องระงับอย่างรุนแรง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน
"เกิดอะไรขึ้นครับ?" ผมเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาด
จ้าวเผิงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน "แกเพิ่งส่งหลักฐานให้สำนักข่าวในเมืองหลวงสินะ... แต่แกคงลืมคิดไปว่า สินค้าในคลังสินค้าหมายเลขสามทั้งหมดเกือบแสนชิ้น ที่ควรจะถูกกระจายไปยังสหกรณ์การเกษตรในสัปดาห์นี้..." มันหยุดเว้นจังหวะเพื่อสูดหายใจลึก ก่อนจะหัวเราะเยาะ "ตอนนี้... ถูกไฟไหม้จนราบคาบกลายเป็นจุลไปหมดแล้วเมื่อสิบนาทีที่ผ่านมา!"
สิ้นคำพูดนั้น หลินซูถึงกับหน้าถอดสี ร่างบางเซถลาเล็กน้อยจนผมต้องเอื้อมมือไปโอบประคองไว้ทันที วิกฤตสินค้าค้างสต็อกไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการจัดการบัญชีอีกต่อไป แต่มันคือหายนะทางการเงินและการเมืองครั้งใหญ่ที่ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อทำลายผมให้จมดินโดยสมบูรณ์
และในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับข่าวร้ายนั้น ประตูหน้าต่างด้านนอกก็พลันมืดครึ้มลง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดิน พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุด... ผู้อำนวยการเขตผู้ทรงอิทธิพล ก้าวเข้ามาพร้อมกับใบหน้าบึ้งตึงและเอกสารคำสั่งฉุกเฉินในมือ!
"เฉินเว่ย... คุณถูกกล่าวหาว่าจงใจเผาทำลายทรัพย์สินของรัฐเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง!"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางพลิกชะตากไป1ด้วยกันนะครับ
ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 34
วิกฤตสินค้าค้างสต็อก
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!