“นี่คือการฆ่าตัวตายชัดๆ เฉินเว่ย! นายกำลังเอาเงินเก็บทั้งชีวิตของคนในกองผลิตไปละลายกับเศษเหล็กจากต่างแดนที่ไม่มีใครอ่านคู่มือออกด้วยซ้ำ!”
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว จ้าวเผิงยืนเด่นตระหง่านอยู่กลางห้องประชุม ใบหน้าของเขามันวาวด้วยเหงื่อและความโกรธแค้น ดวงตาที่วาวโรจน์จับจ้องมาที่ผมราวกับจะฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ กลิ่นบุหรี่ราคาถูกคละคลุ้งไปทั่วห้อง ท่ามกลางสายตาหวาดหวั่นของคณะกรรมการกองผลิตที่นั่งตัวลีบอยู่ริมผนัง
ผมไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองเขา นิ้วเรียวยาวค่อยๆ เคาะลงบนเอกสารสัญญาฉบับภาษาอังกฤษที่วางอยู่ตรงหน้า เสียงจังหวะการเคาะนั้นดังก้องในความเงียบราวกับเสียงกลองศึกที่รอวันเปิดม่าน
“จ้าวเผิง...” ผมเอ่ยเสียงเรียบ ทุ้มต่ำ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน “นายมองเห็นเพียง ‘เศษเหล็ก’ แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือ ‘อนาคต’ ของอุตสาหกรรมในยุคที่โลกกำลังหมุนเปลี่ยนผ่าน ถ้าเรามัวแต่กอดเครื่องจักรเก่าคร่ำครึที่พังวันละสามหนไว้ วันข้างหน้าพวกเราทั้งหมดที่นี่ก็จะกลายเป็นเพียงขยะที่ถูกระบบทิ้งไว้ข้างทางเท่านั้น”
ผมลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนจากสนามรบในอดีตทำให้แผ่นหลังของผมเหยียดตรงและดูทรงพลังโดยธรรมชาติ ผมก้าวไปหาเขาเพียงหนึ่งก้าว แต่ทว่าจ้าวเผิงกลับผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
“นายกล้าเอาตำแหน่งหัวหน้ากองผลิตมาเดิมพันหรือเปล่าล่ะ?” ผมถามพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตาของผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นระริกของศัตรู “ถ้าเครื่องจักรชุดนี้ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เกินห้าเท่าภายในสามเดือน ฉันจะลาออกและมอบทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดให้กองผลิตชดเชยค่าเสียหาย... แต่นายต้องเซ็นชื่อรับรองว่าหากฉันทำสำเร็จ นายจะต้องก้มหัวยอมรับความล้มเหลวของตัวเองและก้าวลงจากตำแหน่งที่นายใช้มันหากินบนความเหนื่อยยากของคนอื่นมาตลอดหลายปี!”
ห้องประชุมเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ หลินซูที่นั่งอยู่มุมห้องประสานมือแน่นบนตัก ดวงตาของเธอฉายแววเป็นห่วง แต่เมื่อสบตากับผม เธอก็พยักหน้าเบาๆ ให้กำลังใจ ความเชื่อมั่นในแววตาของภรรยานี่แหละคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดที่ทำให้ผมไม่เคยคิดจะถอยหลัง
“เซ็นเลยสิ จ้าวเผิง หรือว่าที่เห่าหอนอยู่ทุกวันนี้ เพราะกลัวว่าถ้าไม่มีอำนาจในมือ นายก็จะไม่มีค่าอะไรเลย?”
จ้าวเผิงตัวสั่นเทา เขากัดฟันจนกรามปูดนูน ก่อนจะคว้าปากกาบนโต๊ะมาจรดลงบนเอกสารด้วยมือที่สั่นระริก
เมื่อจัดการกับคนทรยศได้ในระดับหนึ่งแล้ว เย็นวันนั้น ผมกลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนล้า แสงไฟสีส้มสลัวในบ้านหลังเล็กทำให้หัวใจที่กร้านโลกเริ่มอ่อนโยนลง หลินซูเดินเข้ามาช่วยถอดเสื้อคลุมของผมออก กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอทำให้ความตึงเครียดตลอดทั้งวันที่ผ่านมามลายหายไป
“คุณทำเกินไปหรือเปล่าคะ... เออ หมายถึง คุณมั่นใจในเทคโนโลยีจากเยอรมันชุดนี้จริงๆ ใช่ไหม?” เธอถามเสียงแผ่วขณะยกน้ำชามาวาง
ผมดึงมือเธอมากุมไว้ ลูบไล้รอยหยาบกร้านจากการทำงานหนักบนมือคู่นั้น “หลินซู โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ แต่ในโลกที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน ใครที่กล้าก้าวไปข้างหน้าก่อนคือผู้ชนะ ผมไม่ได้เสี่ยงดวง ผมอ่านอนาคตออก และสิ่งที่ผมทำทั้งหมด ก็เพื่อที่จะให้คุณยืนหยัดในฐานะคนที่ผมภาคภูมิใจที่สุด ไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องหลบอยู่ใต้เงาของใคร”
เรานั่งคุยกันถึงแผนการในอนาคต แผนธุรกิจการแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ผมวางไว้จะใช้เครื่องจักรเหล่านี้เป็นหัวใจหลัก ความเงียบของยามค่ำคืนถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวและหนักแน่น
ผมวางถ้วยชาลง สายตาเปลี่ยนเป็นดุดันดุจเหยี่ยวในวินาทีนั้น ไม่ใช่คนในกองผลิตแน่ๆ... เวลาขนาดนี้ไม่มีใครกล้าบุกมาหาผม เว้นแต่พวกที่มี ‘ธุระ’ นอกระบบ
ผมเดินไปเปิดประตู ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมต้องชะงัก ชายร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำสนิท ใบหน้ามีรอยแผลเป็นพาดผ่านโหนกแก้มข้างหนึ่ง ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางคุกคาม เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'พี่ชาย' ของจ้าวเผิง... คนที่หายตัวไปจากเมืองนี้หลายปีเพราะคดีค้าของเถื่อนข้ามพรมแดน
“เฉินเว่ย... ได้ยินว่านายกำลังจะเปลี่ยนวิธีหาเงินของน้องชายฉันงั้นเหรอ?” เขาขยับยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับไร้ความรู้สึก “นายเอาเทคโนโลยีต่างชาติเข้ามา นั่นมันพื้นที่ทำมาหากินของพวกฉัน... นายคิดว่านายจะเล่นเกมนี้คนเดียวได้จริงๆ เหรอ?”
ผมแสยะยิ้ม มองเขานิ่งๆ “ที่แท้ก็หมาล่าเนื้อที่กลับมาหาเจ้าของเก่า... คิดว่าฉันกลัวนายหรือไง?”
เขาหัวเราะเสียงต่ำ ก่อนจะหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วแปะลงบนหน้าอกผม รูปนั้นคือหลินซูที่กำลังเดินอยู่ที่ตลาดเมื่อตอนสายวันนี้ และข้างหลังเธอมีเงาดำของใครบางคนสะกดรอยตามอย่างใกล้ชิด
"ถ้านายยังดึงดันจะเปิดเครื่องจักรนั่น... พรุ่งนี้เช้า สิ่งที่นายจะได้เห็นในกองผลิต อาจจะไม่ใช่ยอดการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นงานศพของเมียนายแทน"
ความโกรธพุ่งพล่านเข้าสู่สมองจนผมแทบจะระเบิดออก แต่ผมต้องนิ่ง... สำหรับเฉินเว่ยคนนี้ นี่คือจุดเริ่มของสงครามที่ไม่มีวันถอยหลังกลับไปได้อีกแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคอยสนับสนุน "เฉินเว่ยสายลุย" เสมอมานะครับ
ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 25
ก้าวข้ามขีดจำกัด
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!