“กองกำลังทมิฬ... ไม่คิดเลยว่าพวกสวะที่ควรจะฝังกลบไปพร้อมกับซากปรักหักพังของสงครามเมื่อสิบปีก่อน จะยังมีหน้ามาโผล่ในยุคที่ข้าวกำลังราคาดีเช่นนี้”
น้ำเสียงของเฉินเว่ยไม่ได้เจือความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันคือความเย็นเยียบของคมดาบที่อาบเลือดมานับร้อยสนามรบ แววตาคมกริบมองจดหมายในมือที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่บนโต๊ะไม้สักทอง นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนเปลวไฟจากตะเกียงก๊าดที่ไหววูบตามแรงลมยามดึก
กระดาษแผ่นนั้นไม่ได้มีค่าอะไรอีกแล้ว นอกเสียจากเป็นประกาศิตเตือนว่า อดีตอันดำมืดไม่เคยปล่อยให้ใครหลุดพ้นไปได้ง่ายๆ แม้ว่าเขาจะสลัดคราบแม่ทัพโบราณมาสวมเสื้อผ้าของผู้นำสหกรณ์การเกษตรและนักธุรกิจแถวหน้าแห่งยุค 80 แล้วก็ตาม
“คุณคะ... สีหน้าของคุณดูไม่สู้ดีเลย”
เสียงนุ่มนวลแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวของหลินซพูดขึ้น เธอเดินเข้ามาเงียบๆ วางถ้วยชาสมุนไพรลงบนโต๊ะข้างกาย มือเรียวบางสัมผัสลงบนไหล่กว้างของสามีเพื่อถ่าย ทอดความอบอุ่น แม้ภายนอกเธอจะดูบอบบาง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลินซูคือคนเดียวที่ยืนหยัดเคียงข้างเขาผ่านพายุร้ายมาได้ทุกครั้ง
เฉินเว่ยเงยหน้าขึ้น มองภรรยาคู่ชีวิตด้วยแววตาที่อ่อนลงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาคมปลาบดั่งเดิม เขาคว้ามือเรียวนั้นมากุมไว้แน่น ฝ่ามือของเขายังคงด้านหนาและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบ
“ซูเอ๋อร์... สงครามไม่ได้จบลงแค่ตอนที่เราวางดาบหรอกครับ มันแค่เปลี่ยนสนามรบจากทุ่งสังหารมาเป็นห้องประชุมและตลาดหุ้นเท่านั้นเอง” เฉินเว่ยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “จดหมายฉบับนี้เตือนว่า การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในระดับประเทศของพวกเรา อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของผม... พวกมันต้องการขัดขวางอาณาจักรที่เราสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อ”
หลินซูไม่ได้ตื่นตระหนก เธอเพียงแต่ถอนหายใจเบาๆ สายตาคมปลาบมองลึกเข้าไปในดวงตาของสามี
“ถ้าเช่นนั้น... คุณก็คงมีแผนที่จะจัดการกับพวกมันและส่งต่อทุกอย่างให้คนรุ่นต่อไปแล้วใช่ไหมคะ—เอ๊ย... ใช่ไหมครับ?” เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้คำติดปากเดิม แต่ก็แก้กลับได้อย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็นผู้หญิงที่เฉลียวฉลาดขึ้นตามกาลเวลา
เฉินเว่ยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจที่สั่งสมมานาน
“คุณนี่รู้ใจผมดีที่สุดจริงๆ ซูเอ๋อร์” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนยังคงสง่างามและน่าเกรงขาม “อาณาจักรที่เราสร้างขึ้น ทั้งโรงงานแปรรูปอาหาร เครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วภาคเหนือ และกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน มันโตเกินกว่าที่คนกลุ่มเดียวจะแบกรับไว้ไหวแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องถ่ายเลือดใหม่... ส่งไม้ต่อให้เด็กพวกนั้นเสียที”
รุ่งอรุณถัดมา ณ ห้องประชุมใหญ่ของศูนย์ธุรกิจเฉินเว่ย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่มั่นคง
โต๊ะไม้ยาวขัดมันวาวสะท้อนใบหน้าของบุคคลสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่าน เฉินหมิง บุตรชายคนโตที่ผ่านการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากเมืองหลวงนั่งตัวตรง สีหน้าเคร่งขรึมถอดแบบมาจากบิดาไม่ผิดเพี้ยน ด้านข้างคือ เฉินฮวา ลูกสาวคนเล็กผู้มีสายตาเฉียบคมไม่แพ้กัน เธอกำลังพลิกดูรายงานการเงินไตรมาสล่าสุดด้วยความรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังมี ‘จ้าวเผิง’ อดีตหัวหน้ากองผลิตผู้เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจ ที่บัดนี้พ่ายแพ้ราบคาบและถูกลดบทบาทลงมาเป็นผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพ นั่งก้มหน้ามองมือตัวเองด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ความริษยาในอดีตถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเกรงกลัวต่อบารมีที่ไร้ก้นบึ้งของเฉินเว่ยไปเสียแล้ว
เฉินเว่ยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ เสียงนั้นดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องที่เงียบงัน ทุกสายตาหันมาจดจ่อที่ผู้นำตระกูลทันที
“วันนี้ที่ผมเรียกพวกคุณมา ไม่ใช่เพื่อรายงานผลประกอบการประจำปี” เฉินเว่ยเปิดฉากด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่สะกดทุกคนให้อยู่ในความเงียบ “แต่เพื่อประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัทเรา... ผมจะลงจากตำแหน่งประธานบริหาร”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงสูดหายใจเข้าลึกๆ ดังขึ้นทั่วห้อง แม้แต่เฉินหมิงยังแสดงอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรีบควบคุมสติ
“ท่านพ่อครับ... เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ถึง...” เฉินหมิงเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด
“ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก ลูกรัก” เฉินเว่ยโบกมือขัดจังหวะ แววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก “แต่ต้นไม้ใหญ่ที่โตไวเกินไป หากรากแก้วไม่แข็งแรงพอก็จะโค่นล้มได้ง่าย ยุค 80 กำลังจะผ่านพ้นไป ทศวรรษใหม่ ปี 90 กำลังจะมาถึง เกมธุรกิจต่อจากนี้ไม่ใช่เรื่องของการใช้กำลังหรืออำนาจรัฐอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือเรื่องของเทคโนโลยี การเงินระดับมหภาค และสงครามข้อมูลข่าวสาร... ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นพ่ออย่างฉันตามไม่ทันแล้ว”
เขาหันไปสบตากับลูกชายและลูกสาวทีละคน
“เฉินหมิง... แกต้องรับตำแหน่งประธานบริหารคนใหม่ บริหารจัดการเครือข่ายธุรกิจทั้งหมดด้วยความเด็ดขาด แต่อย่าลืมความมีมนุษยธรรมที่แม่ของแกคอยพร่ำสอน ส่วนเธอ เฉินฮวา... จงรับหน้าที่ดูแลกองทุนพัฒนาและขยายสาขาไปสู่ตลาดต่างประเทศ จำไว้ว่า เงินตราคือกระสุนปืนในยุคนี้ ใครกุมเศรษฐกิจ คนนั้นคือกุมอำนาจ”
เฉินหมิงและเฉินฮวาลุกขึ้นยืนพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง ทั้งคู่โค้งคำนับให้บิดาด้วยความเคารพสูงสุด ความกดดันมหาศาลโถมทับลงบนบ่าของคนทั้งสอง แต่ในขณะเดียวกัน ประกายไฟแห่งความฮึกเหิมก็ลุกโชนขึ้นในแววตาของคนรุ่นใหม่คู่นี้
“พวกเราจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังครับ/ค่ะ!” ทั้งสองตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เฉินเว่ยพึงพอใจกับภาพตรงหน้า เขาพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหันสายตาคมกริบไปทางมุมห้องที่จ้าวเผิงนั่งอยู่
“ส่วนแก... จ้าวเผิง”
ร่างของอสะท้านเฮือก รีบเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดผวา เหงื่อกาฬไหลซกเต็มแผ่นหลัง แม้เขาจะยอมจำนนแล้ว แต่ก็ยังหวั่นเกรงว่าเฉินเว่ยจะหาทางกำจัดเขาให้พ้นทางในนาทีสุดท้ายนี้
“ท่านประธาน... โปรดไว้ชีวิตด้วย ผม...”
“เงียบซะ” เฉินเว่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด “แกคิดว่าฉันจะฆ่าคนที่เคยพยายามแทงข้างหลังฉันอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย... ฉันต้องการให้แกอยู่ดูความสำเร็จของครอบครัวเฉิน และใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่แกมี ช่วยเหลือลูกชายของฉันในการบริหารโรงงานแห่งนี้ ถ้าแกทำดี อาณาจักรนี้จะเลี้ยงดูแกไปจนแก่เฒ่า แต่ถ้าแกคิดตอดเล็กตอดน้อยอีกแม้แต่เซนต์เดียว... จดหมายจากกองกำลังทมิฬที่ส่งมาหาฉันเมื่อคืนนี้ คงจะดูเด็กไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉันจะทำกับแก เข้าใจไหม?”
จ้าวเผิงตัวสั่นเทา รีบก้มหัวคำนับจนหน้าผากเกือบชิดโต๊ะ “เข้าใจครับ... ผมเข้าใจแล้วครับท่านประธาน! ผมจะจงรักภักดีต่อคุณหนูและคุณชายด้วยชีวิต!”
บรรยากาศในห้องประชุมกลับมาสงบลงอีกครั้ง แต่เป็นความสงบที่เต็มไปด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของเฉินเว่ย ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับกระดานหมากรุกที่เขาเดินหมากตัวสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว
ทว่า ในขณะที่เฉินเว่ยกำลังจะประกาศปิดการประชุม ร่างของชายชุดดำคนหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาทางประตูด้านหลังอย่างไร้ซุ่มเสียง การ์ดคุ้มกันของตระกูลเฉินยังไม่ทันได้ชักอาวุธ ชายคนนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะประชุมเสียแล้ว
ลมหายใจของทุกคนในห้องสะดุดกัก กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ชายปริศนาคนนั้นยิ้มเยาะที่มุมปาก ดวงตาซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกแก๊ป ก่อนจะโยนวัตถุชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะตรงหน้าเฉินเว่ย เสียงโลหะกระทบไม้ดัง *กริ๊ง* เบาๆ
มันคือเหรียญตราประจำตัวของแม่ทัพเก่า... สัญลักษณ์ที่เฉินเว่ยเคยฝังไว้หลุมศพของตัวเองในภพภูมิเดิม!
“ท่านแม่ทัพ... นายใหญ่ของเราบอกว่า ต่อให้ท่านจะวางมือและมอบกิจการให้ลูกหลานสืบต่อสักกี่คน แต่ ‘หนี้เลือด’ ในอดีต... ไม่มีวันหมดอายุลงได้ง่ายๆ หรอกนะ”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฟันฝ่าและเติบโตมากับครอบครัวเฉินจนถึงบทนี้ พรุ่งนี้เรามาลุยกันต่อในบทสรุปส่งท้ายครับ
ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 42
อนาคตที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!