ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน•ตอนที่ 44

บทสรุปของตำนาน

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
"ตราประทับของคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจมณฑล... วางมันลงตรงนั้นแหละครับท่านจ้าว" เสียงทุ้มต่ำกังวานของเฉินเว่ยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ อาคารทำการนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของเมืองปักกิ่งในยุคเปลี่ยนผ่าน เอกสารนับร้อยฉบับกองสุมอยู่บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงา สะท้อนแสงไฟนีออนสีนวลที่เพิ่งติดตั้งใหม่ บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของคนนับสิบชีวิตที่ยืนเรียงรายอยู่รอบด้าน จ้าวเผิง อดีตหัวหน้ากองผลิตผู้เคยใช้อำนาจบาทใหญ่กดขี่ชาวบ้านในคอมมูน ยามนี้ใบหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก มือหยาบกร้านของเขากำลังถือตราประทับราชการไว้แน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความแค้นเคืองและยอมจำนนต่อความจริง สองขาของชายวัยกลางคนสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเฉินเว่ย เขาก็พบเพียงสายตานิ่งสงบ เยียบเย็น และเด็ดขาดดั่งคมดาบของแม่ทัพสนามรบ "เฉินเว่ย... แก... แกอย่าลำพองใจให้มากนัก การค้าขายเก็งกำไรแบบนี้ ไม่นานพรรคพวกเบื้องบนก็มาจัดการพวกแกอยู่ดี!" จ้าวเผิงเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาศักดิ์ศรีครั้งสุดท้ายไว้ด้วยการขู่ขวัญ เฉินเว่ยไม่แม้แต่จะชายตามองเอกสารปฏิเสธหรือคำขู่เหล่านั้น เขายกถ้วยชาเซรามิกสีขาวขึ้นจิบร้อนๆ ช้าๆ กลิ่นใบชาหอมกรุ่นลอยอวลในอากาศ ก่อนจะวางลงกระทบโต๊ะเบาๆ เสียงนั้นก้องกังวานในความเงียบ "ท่านจ้าวครับ ยยุคสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้ว การทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากท้องประชาชน ไม่ใช่การเก็งกำไรอย่างที่ท่านเข้าใจ โลกทุนนิยมกำลังหมุนไปข้างหน้า และคนที่ยังติดอยู่กับอำนาจเก่าๆ อย่างท่าน ก็เป็นได้แค่วัตถุดิบชั้นดีที่ถูกกระแสนี้บดขยี้ทิ้ง... วางตราประทับลง แล้วไสหัวไปเสียครับ ผมไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับคนหมดราคา" คำพูดเฉียบคมดั่งใบมีดกรีดลงบนอีโก้ของจ้าวเผิงจนยับเยิน ชายชราทรรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ปล่อยให้ตราประทับร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น เป็นอันสิ้นสุดอำนาจมืดที่เคยครอบงำเมืองนี้มานานแรมปี เฉินเว่ยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสไตล์ตะวันตกที่ตัดเย็บอย่างประณีตสะท้อนความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เขากวาดสายตามองผ่านกระจกใสบานใหญ่กว้างสิบเมตร ทอดมองออกไปเบื้องล่าง ถนนสายหลักของเมืองยามบ่ายเนืองแน่นไปด้วยผู้คน รถบรรทุกสินค้าติดโลโก้บริษัท "เฉินซู กรุ๊ป" เรียงรายยาวเหยียด โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งพ่นควันสีขาวขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่สร้างขึ้นจากสองมือเปล่าของเขาเอง เบื้องหลังความสำเร็จระดับตำนานนี้ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่ามันแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และการเดิมพันด้วยชีวิตกี่ครั้ง ภาพอดีตเมื่อหลายปีก่อนแวบเข้ามาในหัว ในวันที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของชายขี้เมาผู้ไร้อนาคต ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของหลินซู ภรรยาผู้บอบช้ำและถูกสังคมรังเกียจ มือที่หยาบกร้านในวันนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการต่อสู้กับความอดอยาก แต่ในวันนี้ มือคู่นี้คือมือที่กุมเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของภูมิภาคไว้ เฉินเว่ยหมุนตัวกลับ เดินออกจากห้องประชุมท่ามกลางเสียงโค้งคำนับด้วยความเคารพจากเหล่าผู้บริหารและพ่อค้ารายใหญ่ที่มารอเข้าพบ เขาก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว จนกระทั่งมาถึงห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุด ที่ริมหน้าต่างบานใหญ่ หลินซูภรรยาคู่ชีวิตกำลังยืนมองวิวทิวทัศน์ด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า ใบหน้าที่เคยซีดเซียวและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในอดีต บัดนี้งดงามเปล่งปลั่งและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อดีที่เฉินเว่ยสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ทว่าแววตาอ่อนโยนคู่นั้นยังคงทอดมองเขาด้วยความรักและความห่วงใยเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เฉินเว่ยสาวเท้าเข้าไปใกล้ โอบกอดร่างบางนั้นจากด้านหลังอย่างนุ่มนวล สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกายของคนที่เขาเคยให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะปกป้องด้วยชีวิต "เหนื่อยไหมครับซูเอ๋อร์" เสียงของเฉินเวรุ่มลึกและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ต่อหน้าภรรยา หลินซูเอนศีรษะซบลงบนไหล่กว้างของสามี มือเรียวบางยกขึ้นกุมมือหยาบกร้านของเขาไว้ นางยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้าช้าๆ "ไม่เลยค่ะพี่เว่ย... เพียงแต่, บางครั้งฉันยังรู้สึกเหมือนนี่เป็นความฝัน เราเดินมาไกลมากเหลือเกิน จากห้องดินเหนียวผุๆ ในวันนั้น สู่ตึกระฟ้าในวันนี้..." เสียงของนางเจือความตื้นตัน "มันไม่ใช่ความฝันหรอครับซูเอ๋อร์" เฉินเว่ยกระซิบข้างใบหู พลางจูบเบาๆ ที่กลุ่มผมนุ่ม "มันคือความจริงที่เราสองคนร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วยเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อ... และต่อจากนี้ จะไม่มีใครหน้าไหนพรากสิ่งที่เราสร้างไปได้อีกแล้ว" เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ทอดสายตามองออกไปไกลสุดขอบฟ้า ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สาดแสงสีส้มทองทาบทับอาณาจักรธุรกิจที่เขาแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขีดจำกัด ยอดนักสู้ผู้พลิกชะตาจากจุดต่ำสุดของสังคม บัดนี้ได้ก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทางเศรษฐกิจอย่างเต็มภาคภูมิ ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบและกลิ่นอายแห่งชัยชนะที่อบอวลไปทั่วห้องทำงานนั้น เสียงเคาะประตูก็จู่ๆ ก็ดังขึ้นสามครั้ง... ก๊อก ก๊อก ก๊อก จังหวะการเคาะที่หนักแน่นและเป็นระเบียบผิดวิสัย ทำให้เฉินเว่ยขมวดคิ้วมุ่นโดยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณดิบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามกรีดร้องเตือนภัยล่วงหน้า "เข้ามาครับ" เฉินเว่ยเอ่ยอนุญาตโดยไม่ละสายตาจากประตู ประตูไม้สักเปิดออกช้าๆ ร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสากลสีดำสนิทก้าวเข้ามา ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกซีกเงาสลัวจากทางเดินบังไว้ แต่นัยน์ตาคมกริบที่จ้องตรงมาที่เฉินเว่ยเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น ชายคนนั้นก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มลงบนโต๊ะเบาๆ "คุณเฉินครับ... นี่คือหมายศาล และประกาศยึดทรัพย์สินทั้งหมดในเครือเฉินซู กรุ๊ป... เนื่องจากมีคำสั่งลับจากส่วนกลางให้ตรวจสอบที่มาของเงินทุนทั้งหมดตั้งแต่วันแรกที่คุณเริ่มต้นกิจการ" รอยยิ้มแห่งชัยชนะบนใบหน้าของหลินซูแข็งค้างทันที เฉินเว่ยหรี่ตาลงจ้องมองชายแปลกหน้าผู้นั้นอย่างพิจารณา ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางมากับผมเสมอนะครับ --- *โปรดติดตามตอนต่อไปในเล่มถัดไป*
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดนักสู้พลิกชะตา: เกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%